บทที่ 330: ขุดทอง (2/2)
หลินเฮ่อหลิงไม่เห็นว่าคำพูดของตัวเองจะแปลกตรงไหน เขาหัวเราะพลางอธิบาย “นี่เป็นของที่พ่อเคยฝังเอาไว้เอง”
รอยขมวดคิ้วของหลินซื่อฝานคลายลงทันควัน แววตาฉายแววประหลาดใจระคนดีใจอย่างชัดเจน เขาโพล่งถาม “พ่อจำได้แล้วเหรอครับว่าตัวเองเป็นใคร”
เขาไม่ได้อยากได้เงินทองของผู้เป็นพ่อ แต่คิดว่าถ้าพ่อฟื้นความจำได้ อาการปวดหัวเรื้อรังก็คงจะหายไปเสียที
“ยังจำได้เป็นพักๆ ไม่ได้ทั้งหมดหรอก เหมือนเป็นชิ้นส่วนความทรงจำมากกว่า” หลินเฮ่อหลิงตอบ
ทว่าเขากลับพบว่าตอนที่นึกถึงกล่องทองคำใบนี้ ศีรษะของเขาแค่ตึงๆ เท่านั้น ยังอยู่ในระดับที่พอทนไหว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ปวดหัวแทบระเบิดจนเหมือนกึ่งเป็นกึ่งตาย นี่นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมาก
ดังนั้น เขาจึงไม่รู้สึกหวาดหวั่นกับการต้องรื้อฟื้นความทรงจำเหมือนแต่ก่อนแล้ว
หลินซื่อฝานดีใจแทนพ่อจากใจจริง “แบบนี้ต่อไปพ่อก็จะไม่ปวดหัวแล้วสินะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ก่อนเมิ่งจิ่วซือจะกลับมา เขาคือลูกชายคนสุดท้องของบ้านหลิน พ่อแม่รักใคร่ พี่ชายตามใจ คุณลุงก็ให้ท้าย ชีวิตสุขสบายจนไม่รู้จะว่าอย่างไร อยากได้อะไรเป็นต้องได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อกับแม่ เขาจึงเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีมาดขรึมเหมือนตอนฝึกอยู่ในกองทัพแม้แต่น้อย
หลินเฮ่อหลิงตบศีรษะลูกชายเบาๆ สัมผัสสากมือจากเส้นผมสั้นเกรียนทำให้เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
เผลอแป๊บเดียวลูกชายคนที่สามก็โตเป็นหนุ่มเสียแล้ว เขายังจำได้ว่าตอนไปส่งลูกเข้ากรมทหาร ผมของลูกยังนุ่มสลวยอยู่เลย ผ่านไปไม่กี่ปี เจ้าเด็กแก่นแก้วที่ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินก็ได้กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้วจริงๆ
“พ่อเป็นอะไรไปครับ” หลินซื่อฝานลูบหน้าตัวเอง “มองผมแบบนี้ทำไม”
เขาขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆ พลางพูดหน้าตาเฉย “สงสัยผมโดนแดดโดนลมที่บ้านเกิด เลยหล่อขึ้นล่ะสิครับ”
หลินเฮ่อหลิงถึงกับพูดไม่ออก
ซ่งซีเวยจึงให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ต่อให้แกจะหล่อแค่ไหน ก็ยังสู้พ่อของแกไม่ได้หรอก”
พูดจบ เธอก็มองไปทางสามีแล้วถาม “กล่องใบนี่มีกุญแจไหมคะ”
“หายไปนานแล้ว” หลินเฮ่อหลิงตอบ ตอนนั้นเขาต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน ข้าวของหลายอย่างจึงสูญหายไป
ซ่งซีเวยพยักหน้ารับ ก่อนจะออกแรงดึงกุญแจตัวจิ๋วที่ล็อกกล่องไม้อันงดงามจนหลุดออกมา “เรียบร้อย” น้ำเสียงของเธอราบเรียบราวกับภาพในอดีตที่เคยตวัดแส้ฟาดโจรป่าดุร้ายจนกระเด็น
หลินเฮ่อหลิงมองภรรยาด้วยสายตาเปี่ยมรัก “เก่งมาก” เขาเอ่ยชม
มือเรียวยาวสวยงามเปิดฝากล่องไม้ขึ้น
ทองคำแท่งสิบกว่าแท่งส่องประกายระยับจับตาจนต้องหรี่ตามอง
“เฮือก” หลินซื่อฝานที่เหมือนคนไม่เคยเห็นโลกกว้างถึงกับสูดลมหายใจเสียงดัง
หลินเฮ่อหลิงตบไหล่ลูกชายเบาๆ น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แต่ถ้อยคำกลับทิ่มแทงใจเล็กน้อย “อย่าทำท่าเหมือนคนไม่เคยเห็นสิ ของแบบนี้บ้านเรามีเยอะแยะไป”
นี่เป็นความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในจิตใต้สำนึกของเขาโดยอัตโนมัติ
พอได้สติ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังจำเรื่องอื่นไม่ได้เลย จึงกระแอมเบาๆ แล้วกล่าว “ถ้าพ่อจำไม่ผิด ในกล่องนี้มีทองคำแท่งอยู่ 12 แท่ง พ่อกับแม่มีลูกชาย 4 คน ลูกสาว 1 คน ก็จะแบ่งให้พวกแกคนละ 2 แท่ง ส่วนพ่อกับแม่จะเก็บไว้ 2 แท่ง สำหรับเครื่องประดับอื่นๆ ก็...ยกให้แม่กับเจาเจาแล้วกัน”
หลินเฮ่อหลิงจัดการแบ่งสมบัติในกล่องไม้อย่างรวดเร็ว
ซ่งซีเวยลองนับดู “มี 12 แท่งจริงๆ ด้วยค่ะ”
แต่ละแท่งก็หนักเอาเรื่อง สำหรับเธอแล้ว มีลูกชายเยอะก็เท่านั้น เธอรักลูกสาวมากกว่า “กล่องใบนี้ก็ให้เจาเจาด้วยนะ ลูกชอบของเก่าๆ แบบนี้” กล่องใบนี้ทำจากไม้หวงฮวาหลี เจาเจาต้องชอบมากแน่
หลินซื่อฝานไม่มีปัญหา เขาหยิบทองคำแท่งขึ้นมาหนึ่งแท่งแล้วลองโยนในมือเล่น
“หนักเหมือนกันนะเนี่ย” เขาให้ความเห็นอย่างจริงจัง “พ่อครับ พ่อใจถึงจริงๆ ของมีค่าขนาดนี้บอกจะทิ้งก็ทิ้งเลย ไม่กลัวคนอื่นมาเจอแล้วเก็บไปหรือไง”
ที่ฝังไว้ก็ไม่ได้ลึกมากสักหน่อย หากฝนตกหนักแล้วชะดินออกไป กล่องคงโผล่ขึ้นมาให้เห็นแล้ว นี่มันคุณชายจากตระกูลไหนกันนะ
หลินเฮ่อหลิงมีแววตาสงบนิ่ง “เมื่อเทียบกับชีวิตแล้ว ของพวกนี้ก็เป็นแค่ของนอกกาย”
เขาเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่าง...พ่อดวงแข็ง ของไม่หายไปไหนหรอก”
ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ทั้งบ้านและเงินทองที่เขาจำต้องทิ้งไว้...ยังอยู่ครบถ้วน
หลินซื่อฝานวางทองคำแท่งกลับที่เดิม ปิดฝากล่อง แล้วตั้งท่าจะอุ้มขึ้นมา
“ขาไม่อยากได้แล้วเรอะ” ซ่งซีเวยปัดมือเขาออก แล้วยัดไม้ค้ำใส่มือแทน “เดี๋ยวกลับไปก็ให้แกเองนั่นแหละ เจ้าคนเห็นแก่เงิน แฟนสักคนยังไม่มี จะเอาทองคำแท่งไปทำอะไร”
ในฐานะที่หลินซื่อฝานเป็นคนเดียวในบ้านที่ยังไม่แต่งงาน แถมไม่เคยมีแฟนสักคน สถานะในครอบครัวของเขาจึงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
เขาไม่เอ่ยคำใด ได้แต่ถอนหายใจในใจ
เฮ้อ... เดิมทีก็ยังมีน้องสี่เป็นโล่กำบังให้ แต่ใครจะไปคิดว่าน้องสี่จะนำหน้าไปไกลจนมีลูกสองคนแล้ว
หลินเฮ่อหลิงเห็นลูกชายคนที่สามทำหน้าตาน่าสงสาร ก็ยิ้มพลางช่วยพูดไกล่เกลี่ย “ซีเวย เราไปกันเถอะ ไปกินข้าวก่อน แล้วค่อยไปหาเจาเจา”
“วันเกิดของเจาเจาปีนี้ เป็นครั้งแรกที่เราสองคนไม่ได้อยู่ด้วย หวังว่าลูกคงไม่น้อยใจนะ”
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “ไม่รู้ป่านนี้ลูกจะได้กินบะหมี่อายุยืนหรือเปล่า”
พอจินตนาการว่าลูกสาวสุดที่รักอาจจะกำลังนั่งซึม คุณพ่อที่หวงลูกสาวเป็นที่สุดก็เผลอบีบนิ้วตัวเองด้วยความเจ็บปวดในใจ
“ไหนว่าน้องเขยอยู่ด้วยไงครับ เขาไม่แม้แต่จะทำบะหมี่อายุยืนให้เจาเจากินเลยเหรอ” รอยยิ้มของหลินซื่อฝานพลันเลือนหาย น้ำเสียงเย็นเยียบขึ้นหลายส่วน เขาประสานมือเข้าด้วยกันแล้วบีบแน่นจนข้อนิ้วลั่นดังกร๊อบ
หลินเฮ่อหลิงพอใจในตัวกู้เฉิงหวย ลูกเขยคนนี้มาก การดูแลเอาใจใส่ที่เขามีต่อเจาเจานั้นไม่มีอะไรให้ติติงได้เลย
“อย่าคิดไปเองสิ เฉิงหวยดีกับเจาเจามาก”
หลินซื่อฝานรับคำ “อ้อ”
ถ้าอย่างนั้น แล้วพ่อกับแม่จะกังวลอะไรกัน
เขาไม่เข้าใจจริงๆ
ปัญหานี้ สงสัยต้องรอให้เขามีลูกสาวของตัวเองก่อนถึงจะเข้าใจ
ระหว่างที่คุยกัน ซ่งซีเวยก็นำกล่องไม้ใส่ลงในกระสอบลายทาง เธอใช้มือเดียวหิ้วกระสอบ ส่วนอีกมือก็ช่วยพยุงหลินซื่อฝานเดินไปยังที่ราบ
ทั้งสามคนกินข้าวเสร็จ ก็ขึ้นเกวียนวัวมุ่งหน้าสู่กองพลการผลิตเฟิงโซว
บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านมีเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นกันอยู่หลายคน
หลินเฮ่อหลิงเหลือบไปเห็นหลานชายฝาแฝดของตน เขาจึงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความยินดี
“อวี้เป่า เหิงเป่า”
อวี้เป่ากับเหิงเป่าพาสุนัขออกมาเดินเล่น แต่กลับโดนเด็กคนอื่นๆ รุมล้อมขอให้เล่าเรื่องในเมืองให้ฟังเป็นรอบที่นับไม่ถ้วน
สองพี่น้องไม่ได้ใจแคบ ระหว่างปล่อยให้ต้าหวงกับหู่โพวิ่งเล่น พวกเขาก็นั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใต้ต้นไม้ ผลัดกันเล่าคนละประโยคสองประโยค
เล่าไปได้ไม่นาน พลันได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ
สองพี่น้องจึงหันไปตามเสียง
พอเห็นบุคคลบนเกวียนก็ชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะวิ่งปรี่เข้ามาประหนึ่งสายลม ปากก็ร้องตะโกนไม่หยุด “คุณตา คุณยาย”
ซ่งซีเวยกระโดดลงจากเกวียน แล้วอุ้มอวี้เป่ากับเหิงเป่าขึ้นมาทีละคน โยนขึ้นฟ้าแล้วรับไว้อย่างมั่นคง เด็กน้อยทั้งสองหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างมีความสุข
“สูงจังเลย”
หลินซื่อฝานมองภาพนั้นตาละห้อย
เขาก็อยากเล่นกับหลานแบบนี้บ้าง
เขาได้แต่ก้มมองขาเดี้ยงๆ ของตัวเองด้วยความหงุดหงิดจนแทบบ้า
ระหว่างที่ยายกำลังโยนน้องชายเล่น อวี้เป่าก็มองสำรวจชายแปลกหน้าในเครื่องแบบทหาร “คุณตาครับ นี่ใครเหรอครับ”
ใส่ชุดเหมือนพ่อเลย หรือจะเป็นเพื่อนทหารของพ่อ
หลินเฮ่อหลิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลินซื่อฝานก็ฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวแล้วแนะนำตัวเอง “ลุงสามของเธอเอง ลุงสามแท้ๆ ที่เป็นพี่ชายคนที่สามของแม่เธอน่ะ พี่ชายแท้ๆ เลย”
อวี้เป่าเบิกตากว้าง เด็กชายที่ปกติจะสุขุมที่สุดกลับร้องเสียงหลง
“เหิงเป่า นี่ลุงสามไง ลุงสามคนที่ส่งนมเม็ดกับพุทราจีนแห้งมาให้เราน่ะ”
พูดจบ เขาก็หันหลังวิ่งกลับบ้านทันที
พอถึงหน้าประตูบ้านก็ตะโกนลั่น “แม่ครับ ลุงสามกลับมาแล้ว”
“แล้วก็คุณตากับคุณยายด้วยครับ”
อวี้เป่ารู้ว่าแม่คิดถึงคนทั้งสามมาก เขาจึงไม่คิดจะเก็บไว้เป็นความลับ ตะโกนบอกรวดเดียวจนหมด
หลินเจาเดินออกจากห้อง “ลุงสามกับคุณตาคุณยายของลูกกลับมาแล้วเหรอ” เธอถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ใช่แล้วครับ”
หลินเจารีบเดินจ้ำอ้าวออกจากบ้าน มองไปยังทิศปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็เห็นเงาของคนสามคนที่คุ้นเคยอยู่ลิบๆ
เธอจึงออกวิ่งทันที
“พ่อคะ แม่คะ พี่สาม” เธอร้องเรียก พลางเข้าไปพยุงหลินซื่อฝาน คำพูดของเธอเปี่ยมด้วยความห่วงใย “พี่สาม ขาเป็นยังไงบ้างคะ เจ็บไหม ถ้าเจ็บก็อย่าทนนะ เดี๋ยวฉันไปหารถมาเข็นให้”
หัวใจที่แสร้งทำเป็นแข็งแกร่งของหลินซื่อฝาน พลันละลายกลายเป็นสายน้ำ
นี่สิน้องสาวของเขา
“ไม่เป็นไร” เขาเชิดหน้าโบกมือ “พักสักครึ่งเดือนก็หายแล้ว”
หลินเจาฟังอย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก ในใจพลางคิดว่า เดี๋ยวตอนเย็นๆ ค่อยพาพี่สามไปหาคุณผู้เฒ่าเมิ่งตรวจดูอาการดีกว่า