บทที่ 334: ยินดีต้อนรับกลับบ้าน (2/2)
หลินซื่อฝานหัวเราะร่า เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่คิดถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อยว่า “บ้านเราไม่มีคนโง่เง่าหรอกครับ มีแต่คนฉลาดทั้งนั้น”
เขาเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ซึ่งผู้เฒ่าเมิ่งกลับรู้สึกว่านิสัยแบบนี้ช่างน่าคบหา การได้อยู่กับคนแบบนี้ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด
ชายชรากวักมือเรียกหลินซื่อฝานให้เข้ามานั่งใกล้ๆ “ไหนยื่นมือมาสิ”
หลินซื่อฝานยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ผู้เฒ่าเมิ่งเริ่มจากการจับชีพจร เขาลูบเคราสีขาวของตัวเองเบาๆ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อืม บำรุงร่างกายมาดีมาก”
“พ่อกับแม่ผมอุตส่าห์เดินทางไปดูแลผมที่กองทัพโดยเฉพาะเลยนะครับ ท่านถึงกับเอาโสมที่เก็บไว้บำรุงร่างกายของตัวเองมาให้ผมกินด้วย”
หลินซื่อฝานเล่าด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจากนี้ไปจะส่งเงินให้พ่อกับแม่เดือนละ 10 หยวนเป็นค่าเลี้ยงดู จะไม่ละเลยเพียงเพราะที่บ้านดูเหมือนจะไม่ขาดเหลืออะไร
ผู้เฒ่าเมิ่งคาดไม่ถึงว่าครอบครัวหลินจะมีของล้ำค่าอย่างโสมด้วย เขาจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแค่ตั้งอกตั้งใจตรวจดูอาการของคนไข้ตรงหน้าต่อไป
“ถลกขากางเกงขึ้นสิ”
ในห้องนี้มีหมออยู่ถึง 2 คน บาดแผลรูปแบบไหนก็เคยพบเคยเห็นมาหมดแล้ว หลินซื่อฝานจึงไม่กังวลว่าจะทำให้ใครตกใจกลัว เขาถลกขากางเกงขึ้นตามคำสั่ง
ทันทีที่ขากางเกงถูกเลิกขึ้น ก็เผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวราวกับตัวไส้เดือน พาดผ่านหัวเข่าของเขาและทอดยาวลงไปด้านล่าง โดยแผลที่ยาวที่สุดนั้นลากไปจนถึงข้อเท้า บาดแผลยังไม่หายสนิทดีนัก ตอนนี้จึงยังคงมีรอยแดงและอาการบวมให้เห็นอยู่
“แผลของเธอนี่… หนักหนาเอาเรื่องเลยนะ” ผู้เฒ่าเมิ่งเอ่ยขึ้น
ม่านตาของเมิ่งจิ่วซือหดวูบ เขามองพี่ชายฝาแฝดด้วยความตกตะลึง
เมื่อครู่ตอนที่เห็นหลินซื่อฝานเดินเหินได้อย่างสบายๆ เขาก็นึกว่าอาการบาดเจ็บคงไม่หนักหนาอะไร แต่ไม่คิดเลยว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้
นี่ไม่ใช่ไม่หนักหนาอะไร แต่เรียกว่าสาหัสที่สุดต่างหาก
ด้วยสภาพบาดแผลเช่นนี้ อนาคตในกองทัพของพี่สามจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ยังไม่แน่นอน
เมิ่งจิ่วซือลองตรวจสอบอาการในเบื้องต้นก่อน แต่ก็พบว่าเกินความสามารถของตัวเอง เขาจึงแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทั้งที่ในแววตานั้นหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณปู่ครับ ฝีมือการแพทย์ของผมยังอ่อนด้อยนัก รบกวนคุณปู่ช่วยดูให้หน่อยเถอะครับ”
เพียงได้ยินประโยคนั้น ผู้เฒ่าเมิ่งก็รู้ได้ในทันทีว่าสถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก ฝีมือการแพทย์ของหลานชายคนนี้เขาเป็นคนสอนมากับมือ แม้ประสบการณ์จะยังเทียบเขาไม่ได้ แต่จิ่วซือก็เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความขยันหมั่นเพียร ฝีมือของเขาจัดว่ายอดเยี่ยม
คำว่า ‘อ่อนด้อย’ นั้นห่างไกลจากตัวเขาลิบลับ
ชายชราถอนหายใจในใจอย่างแผ่วเบา ก่อนจะย่อตัวลงเพื่อเริ่มทำการตรวจสอบอย่างละเอียด
อาการบาดเจ็บที่ขาของหลินซื่อฝานนั้นรุนแรงมากจริงๆ ไม่เพียงแต่เส้นเอ็นจะถูกทำลาย แต่กระดูกยังผิดรูปเล็กน้อยจากการถูกกดทับอย่างรุนแรง แถมยังมีร่องรอยการแตกร้าวฝังอยู่ภายในอีกด้วย
“เจ้าสาม บาดแผลแบบนี้… ในใจของเธอก็น่าจะพอรู้คำตอบอยู่แล้วใช่ไหม?”
หลินซื่อฝานฟังออกในทันทีว่าแม้แต่แพทย์แผนจีนก็คงจะหมดหนทางแล้วเช่นกัน
เขาพยักหน้ารับอย่างใจเย็น ไม่ได้แสดงความเศร้าโศกเสียใจออกมาแม้แต่น้อย “ครับ โอกาสที่ผมจะไม่ได้อยู่ในกองทัพต่อไปคงสูงมาก”
แม้จะรู้ดีแก่ใจ แต่เขาก็ยังอยากจะรอดูผลการทำกายภาพบำบัด เผื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
เมิ่งจิ่วซือเคยได้ยินเจาเจาเล่าว่าพี่ชายของเธอรักชีวิตในกองทัพมากเพียงใด ความเป็นทหารคือความภาคภูมิใจของเขา เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกสงสารพี่ชาย จึงหันไปถามปู่ของตน “คุณปู่ครับ ไม่มีหวังแล้วจริงๆ หรือครับ”
ผู้เฒ่าเมิ่งผู้เคยชินกับการเกิดแก่เจ็บตายมานับครั้งไม่ถ้วนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าสามยังเดินได้ตามปกติก็นับว่าโชคดีมากแล้ว หลานน่าจะดูออกนะว่าอีกเพียงนิดเดียว เขาก็อาจจะเสียขาไปแล้ว”
ดังนั้น การยอมรับความจริงอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
สำหรับหลินซื่อฝาน เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายมาตั้งแต่แรกแล้ว
เขาตบไหล่น้องชายฝาแฝดเบาๆ ความห่วงใยของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่การเป็นทหารเพียงเส้นทางเดียวเสียหน่อย รอให้พี่ปลดประจำการกลับบ้านเกิดเมื่อไหร่ ก็ค่อยไปหางานในโรงงานทำ แบบนั้นก็ถือเป็นการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เหมือนกัน”
เขาพูดพลางยิ้มร่า แล้วโอบไหล่เมิ่งจิ่วซือไว้แน่น ทำราวกับว่าน้องชายเป็นเด็กตัวเล็กๆ
“อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ ไม่มีอะไรน่าเสียใจสักหน่อย การกลับบ้านเกิดก็มีข้อดีนะ พี่จะได้มาเยี่ยมนายได้บ่อยๆ ให้พวกเราได้กระชับความสัมพันธ์กันให้มากขึ้นไง ดูอย่างอวี้เป่ากับเหิงเป่าสิ สองแฝดนั่นรักกันจะตาย พวกเราก็เป็นฝาแฝดเหมือนกันนะ แถมยังเป็นผู้ใหญ่กว่า จะยอมแพ้เด็กสองคนนั้นได้ยังไงกัน”
คำพูดของพี่ชายทำให้เมิ่งจิ่วซือถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
“พี่สามครับ พวกเราโตกันป่านนี้แล้ว จะให้ไปเปรียบเทียบกับอวี้เป่าแล้วก็เหิงเป่าทำไมกัน” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง “ต่อให้ไม่ต้องกระชับความสัมพันธ์อะไร พี่ก็ยังเป็นพี่ชายของผม และผมก็เป็นห่วงพี่เสมอครับ”
หลินซื่อฝานฟังแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจ “ให้ตายสิ ความรู้สึกของการมีน้องชายมันดีแบบนี้นี่เองนะ พี่ใหญ่กับพี่รองคงจะมีความสุขสุดๆ ไปเลย”
เมิ่งจิ่วซือ “...”
ไม่นานหลังจากนั้น ประตูห้องก็เปิดออก และทั้งสามคนก็พากันเดินออกไปยังลานบ้าน
หลินซื่อฝานทรุดตัวลงนั่งด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับยอมจำนนต่อโชคชะตา “พ่อครับ แม่ครับ ผมเกรงว่าคงจะต้องกลับมาทำหน้าที่ลูกกตัญญูที่บ้านแล้ว ต่อไปพวกท่านอย่าเพิ่งรำคาญผมนะครับ”
“พ่อไม่รำคาญหรอก” หลินเฮ่อหลิงเอื้อมมือไปตบศีรษะที่ตัดผมสั้นเกรียนของลูกชายคนที่สามเบาๆ
ซ่งซีเวยกล่าวเสริม “กลับมาก็ดีเหมือนกัน การเป็นทหารมันทั้งเหนื่อยทั้งอันตราย ทำให้คนที่บ้านต้องคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา พอลูกปลดประจำการกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ต่อไปนี้พวกเราก็จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องลูกอีก”
“แต่แม่ครับ ลูกเขยแม่ก็เป็นทหารนะ” หลินซื่อฝานแย้งขึ้นมา ราวกับจะถามว่าแล้วแม่จะเลิกเป็นห่วงได้จริงๆ หรือ
“นั่นไม่เหมือนกัน” ซ่งซีเวยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ทำไมล่ะครับ? หรือว่าแม่จะลำเอียง”
ซ่งซีเวยหันมามองหน้าลูกชาย “เฉิงหวยเขาแต่งงานแล้ว แถมยังมีลูกตั้ง 4 คน ในใจเขามีสิ่งที่ต้องห่วงใย เวลาออกไปปฏิบัติภารกิจเขาย่อมต้องระมัดระวังตัวเอง แต่ลูกไม่เหมือนกัน ตอนลูกออกไปทำภารกิจทีไรก็เหมือนกับหมาบ้าตัวน้อยๆ ไม่เคยห่วงหน้าพะวงหลังอะไรทั้งนั้น…”
ยิ่งไปกว่านั้น ในความคิดของเธอ ลูกเขยเป็นคนสุขุมรอบคอบและฉลาดหลักแหลม หากยืมคำพูดของสามีมาใช้ก็คือ เป็นคนที่มีไหวพริบปฏิภาณร้อยแปดพันเก้าเลยทีเดียว
ส่วนเจ้าลูกชายคนที่สามคนนี้ เป็นแค่นักรบที่เก่งแต่ใช้กำลังแต่ขาดการวางแผน แถมยังใจร้อนหุนหันพลันแล่นอีกต่างหาก ตลอดหลายปีที่เขาไปเป็นทหาร เธอกับสามีก็ต้องคอยกังวลอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งเขาจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่แดนไกล
หลินซื่อฝานถึงกับหน้าเขียว ไอ้ฉายา ‘หมาบ้าตัวน้อย’ อะไรนั่น ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นฝีปากของพวกเพื่อนทหารของเขาอย่างแน่นอน
ทำไมคนพวกนั้นถึงชอบเอาทุกเรื่องไปพูดให้คนนอกฟังกันนะ
ขณะที่พ่อแม่กำลังพูดคุยอยู่กับพี่ชาย หลินเจาก็ปลีกตัวไปหาเมิ่งจิ่วซือ “พี่สี่คะ แล้วเถี่ยกู่จี๋ล่ะคะ ฉันอยากไปดูหน่อย”
เมิ่งจิ่วซือจึงพาน้องสาวไปดูที่หลังบ้าน
เขาอธิบายว่าเพราะกลัวว่าวันดีคืนดีอาจมีคนบุกเข้ามาค้นบ้าน เขาจึงคิดแล้วคิดอีก และตัดสินใจไม่วางกระถางไว้ในห้อง แต่เลือกที่จะนำไปวางซ่อนไว้ที่ริมกำแพงแทน
หลินเจายกนิ้วโป้งให้พี่ชายทันที “พี่สี่รอบคอบที่สุดเลย!”
เมิ่งจิ่วซือเผยรอยยิ้มที่มุมปาก
ทั้งสองพูดคุยกันไปพลางเดินไปจนถึงกระถางดินเผาที่ฝังเมล็ดเถี่ยกู่จี๋ไว้
หลินเจานั่งยองๆ ลงเพื่อพิจารณาดูอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ไม่ว่าจะจ้องจนตาแทบถลนออกมา ก็ยังไม่เห็นวี่แววของหน่ออ่อนเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างจนปัญญา
มันไม่ยอมโตจริงๆ ด้วย จะทำยังไงดีล่ะ
แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันนะ? คำอธิบายของรางวัลที่ได้มาก็มีอยู่แค่ไม่กี่บรรทัด ช่างดูขอไปทีเสียเหลือเกิน ไม่มีคำใบ้ที่เป็นประโยชน์อะไรเลยสักนิด หลินเจารู้สึกมึนงงไปหมด
เวลาที่คนเราร้อนใจก็มักจะทำอะไรแบบสิ้นคิด ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของเธอ หรือว่ามันอาจจะขาดสารอาหารกันนะ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาแล้ว ก็ยากที่จะสลัดมันออกไปได้
หลินเจาฉวยโอกาสนั้นแสร้งทำเป็นปวดท้องขึ้นมาทันที เธอยกมือกุมท้องพลางร้องถามว่า “พี่สี่คะ ส้วมหลุมอยู่ทางไหนเหรอคะ”
“เพิงตรงนั้น” เมิ่งจิ่วซือชี้มือไป
สิ้นคำ ร่างของหญิงสาวก็พุ่งตรงไปยังทิศทางนั้นทันที
“…”
จะรีบร้อนอะไรขนาดนั้นกันนะ? คนที่อาศัยอยู่ในกระท่อมตีนเขาแห่งนี้ล้วนเป็นคนรักความสะอาด โดยเฉพาะปู่หลานตระกูลเมิ่งซึ่งมีความรู้ทางการแพทย์ การทำยาฆ่าแมลงจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับพวกเขา ส้วมหลุมจึงถูกพ่นยาฆ่าเชื้อวันละ 2 ครั้ง ทำให้กลิ่นไม่รุนแรงและไม่มีแมลงน่าขยะแขยงมารบกวน
ตอนแรกหลินเจากลัวว่าจะต้องเจอกับสภาพที่เลวร้ายจึงยกมือขึ้นปิดจมูกไว้ แต่เมื่อเห็นว่าส้วมแห่งนี้สะอาดสะอ้านดี เธอจึงลดมือลงและเรียกใช้วงล้อสุ่มรางวัลออกมาอย่างรวดเร็ว
ไม่ได้เจอกันนานจริงๆ!
ตัวเลขคะแนนรวมที่มุมขวาบน… 3,850 คะแนน! เธอรวยแล้ว!
ด้วยเวลาที่มีจำกัด หลินเจาจึงตัดสินใจใช้ 1,000 คะแนนในการสุ่มรางวัลทันที
วงล้อหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว
เพียง 10 วินาทีต่อมา เข็มก็ค่อยๆ ชะลอและหยุดลง
รางวัลที่ได้คือ ‘ตำรับยาสามัญ 10 ชนิด’ ซึ่งประกอบไปด้วย
ยาผงห้ามเลือดสร้างเนื้อเยื่อสำหรับบาดแผลจากปืนและมีด
ยาเม็ดบำรุงสายตาสู้แสงราตรีสำหรับรักษาโรคตาบอดกลางคืน
สุรากระดูกเสือเสริมกำลังสำหรับบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก
ยาผงลดไข้สูตรลับหมอเท้าเปล่าสำหรับเด็ก
ครีมบำรุงผมดกดำสำหรับรักษาอาการผมร่วงเป็นหย่อม
ยาผงแก้ลมชักเด็กสำหรับอาการตกใจร้องไห้ตอนกลางคืนและชักเนื่องจากไข้สูง
แม้จะดูเป็นตำรับยาธรรมดาทั่วไป แต่ทุกชนิดล้วนมีประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำมาก
หลินเจาค่อนข้างพอใจกับรางวัลที่ได้ แต่เป้าหมายหลักของเธอในตอนนี้คือการหาวิธีรักษาขาของพี่ชายให้ได้
เธอจึงตัดสินใจสุ่มอีกครั้ง โดยใช้ 1,000 คะแนนเท่าเดิม
และเมื่อได้เห็นคำอธิบายของรางวัลที่เข็มชี้ไปหยุดอยู่ สีหน้าของหลินเจาก็พลันเปลี่ยนเป็นประหลาดใจและดีใจอย่างสุดขีด
[จบบท]