บทที่ 340: มีความหวัง (2/2)
เรื่องราววุ่นวายจบลงเพียงชั่วคราว
ระหว่างทางกลับบ้าน แม่กู้เดินด้วยสภาพเหม่อลอย ในใจสับสนวุ่นวายไปหมด
...หวังเหลือเกินว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์จะถูกใจผู้ชายคนนั้น แล้วรีบแต่งงานออกไปจากบ้านเสียที
ทุกวันนี้ที่บ้านมีแต่เรื่องให้ทะเลาะกันไม่เว้นวันก็เพราะเธอ จนตอนนี้พวกเด็กๆ ไม่อยากจะอยู่บ้านกันแล้ว ช่างน่ากลุ้มใจเสียจริง
“นี่ตาเฒ่า คุณว่าซิ่งเอ๋อร์จะถูกใจหนุ่มคนนั้นไหมคะ”
พ่อกู้หันมามองภรรยาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเดินนำกลับบ้านไปพลางพูดว่า “คุณน่ะควรจะกังวลว่าฝ่ายนั้นเขาจะชอบลูกสาวเราหรือเปล่ามากกว่านะ”
แม่กู้ชะงักไปครู่หนึ่ง... จริงด้วยสินะ ทันใดนั้นความกังวลในใจก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง
เธอพนมมือขึ้นมาท่วมหัว แล้วโค้งไหว้อยู่สองสามครั้ง
สาธุ ขอพระโพธิสัตว์โปรดเมตตา ประทานวาสนาคู่ครองที่ดีให้กับเจ้ากรรมนายเวรของบ้านลูกด้วยเถิด
พ่อกู้เหลือบไปเห็นท่าทางของภรรยาก็รีบกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงค่อยวางใจ
“นี่เราอยู่ข้างนอกนะ อย่าทำอะไรแบบนี้สิ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า”
แม่กู้รีบเอามือลงแล้วตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “ตายจริง ดูฉันสิ โกรธจนเลอะเลือนไปหมดแล้ว”
“ลูกหลานเขาก็มีบุญวาสนาเป็นของตัวเองนั่นแหละ อย่าไปกังวลแทนพวกเขามากนักเลย” พ่อกู้เป็นคนคิดง่าย เขายังมีแก่ใจปลอบภรรยาต่อ
“เรื่องนี้ในเมื่อคุณแม่รับปากจะจัดการแล้ว ท่านก็จะจัดการให้ถึงที่สุด ซิ่งเอ๋อร์ดูถูกว่าเราสองคนไม่มีปัญญา ไม่เคยคิดจะให้เราเข้าไปยุ่งเรื่องแต่งงานของเธออยู่แล้ว ต่อจากนี้ก็แค่รอไปเงียบๆ คุณก็บอกให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองอดทนอีกหน่อยก็แล้วกัน เธอคงอยู่ที่บ้านได้อีกไม่นานหรอก”
“คุณรู้ได้ยังไง” แม่กู้ถาม
พ่อกู้เพียงแค่ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบอะไร
จะรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ ลูกสาวคนเล็กของเขาถูกเลี้ยงมาอย่างเอาอกเอาใจจนเคยตัว ทั้งยังดูถูกคนชนบท สมัยก่อนตอนที่ยังเรียนหนังสือก็อาศัยอยู่ที่หอพักของโรงเรียน ไม่ค่อยได้กลับมาอยู่นานๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว จะให้อยู่บ้านสงบเสงี่ยมเจียมตัวได้สิแปลก
เมื่อสองสามีภรรยากลับมาถึงบ้าน หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงก็เตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทุกคนในบ้านยังไม่มีใครลงมือกิน เพราะกำลังรอผู้ใหญ่ที่สุดของบ้านทั้งสองคนอยู่
“ทำไมยังไม่กินกันอีก ไม่หิวกันหรือไง” แม่กู้เอ่ยถาม
เถี่ยตั้นกุมท้องที่กำลังร้องโครกครากของตัวเองไว้ “หิวสิครับ หิวจะแย่แล้ว คุณปู่ คุณย่า ทำไมเพิ่งกลับมากันครับ ผมหิวจนตาลายไปหมดแล้ว”
“คราวหน้าถ้าเป็นแบบนี้อีก พวกหลานกินกันก่อนได้เลย แค่เหลือไว้ให้ย่ากับปู่ก็พอแล้ว” แม่กู้รู้สึกสงสารหลานชายที่คงจะเหนื่อยมาทั้งบ่ายแต่ยังไม่ได้กินอะไร
“ไม่ได้หรอกครับ” ปังปัง หรือกู้ซิงเหย่ส่ายหน้า “คุณปู่กับคุณย่าก็หิวเหมือนกัน พวกเรารอทานพร้อมกันดีกว่าครับ”
หัวใจของแม่กู้ที่เพิ่งถูกกู้ซิ่งเอ๋อร์ทำร้ายมาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความตื้นตัน
พ่อกู้มองไปยังอาหารจานหนึ่งบนโต๊ะที่ดูชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันแล้วเอ่ยถามขึ้น “นั่นอะไรน่ะ”
“อาสะใภ้สามให้อวี้เป่ากับเหิงเป่าเอามาให้ค่ะ” กู้หลานเป็นคนอธิบาย “บอกว่าเป็นแพนเค้กมะเขือยาวใส่ไข่ค่ะ”
“นี่คงทอดมาสินะ ดูท่าทางน้ำมันจะเยอะน่าดู” แม่กู้คุ้นเคยกับการทำอาหารของหลินเจาเป็นอย่างดี สะใภ้สามคนนี้ไม่เคยหวงเครื่องปรุงเลยสักครั้ง อาหารที่ทำออกมาจึงอร่อยเสมอ
เธอจึงเริ่มตักข้าวให้ทุกคนในครอบครัว
ทุกคนในบ้านจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
เถี่ยตั้น หรือก็คือเด็กชายกู้จือสิง กินไปพลางแสดงความคิดเห็นไปพลาง “อร่อยมากครับ ข้างนอกกรอบๆ แต่ข้างในกลับนุ่มแล้วก็หอมมาก อาสะใภ้สามทำอาหารเก่งจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็อร่อยไปหมดเลย”
พอคิดถึงน้องชายทั้งสองคนที่มักจะวิ่งไปหาของอร่อยกินที่บ้านอาสาม เขาก็อดอิจฉาจนน้ำลายสอไม่ได้
“หอมจริงๆ นั่นแหละ” พ่อกู้พยักหน้าเห็นด้วย
แค่กินเข้าไปคำเดียวก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
แม่กู้หัวเราะ “ใช้น้ำมันกับไข่เยอะขนาดนั้น จะไม่หอมได้ยังไงล่ะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือสะใภ้สามดีจริงๆ”
สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านกู้ต่างก็กินกันอย่างมีความสุข เพราะนับตั้งแต่ที่บ้านสามย้ายกลับไป คุณภาพอาหารของบ้านใหญ่ก็ดิ่งเหวลงในทันที
วันนี้ถือเป็นวันแรกในรอบหลายวันที่พวกเขาได้กินของอร่อยๆ
ขณะที่ทุกคนในบ้านใหญ่กำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร ในขณะเดียวกัน ที่บ้านของอาเล็กกู้ หลานสาวคนโตของย่ากู้กำลังนอนฟุบหน้าร้องไห้อยู่บนเตียง
เธอร้องไห้ให้กับความลำเอียงของย่า ที่อุตส่าห์ไปหาคู่ครองคนในเมืองมาให้กู้ซิ่งเอ๋อร์ แต่กลับไม่เคยนึกถึงเธอเลย ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นหลานสาวแท้ๆ เหมือนกัน ย่ามักจะบอกเสมอว่ารักเธอที่สุด แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามันไม่จริงเลย คนที่ย่ารักที่สุดคือกู้ซิ่งเอ๋อร์ต่างหาก
เมื่อร้องไห้จนพอใจ ความเกลียดชังที่มีต่อกู้ซิ่งเอ๋อร์ก็ผุดขึ้นมา เธอปักใจเชื่อว่าที่ย่าลืมนึกถึงตัวเอง ทั้งหมดเป็นเพราะกู้ซิ่งเอ๋อร์เป็นต้นเหตุ
คืนนั้น แสงจันทร์สาดส่องนวลใยราวกับสายน้ำที่ไหลริน
หลินเจาฉวยโอกาสตอนที่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก แอบย่องไปดูสภาพของเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมหัศจรรย์ที่ปลูกไว้
ภายในกระถางเคลือบ หน่ออ่อนสีเขียวเล็กๆ ได้แทงยอดทะลุดินขึ้นมา ลำต้นอรชรอ้อนแอ้นราวกับกิ่งหลิวริมแม่น้ำ กำลังไหวเอนไปตามสายลมอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเปล่งประกายแสงเรืองรองจางๆ ออกมา
นี่มัน...
เธอตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะกระดอนออกมาจากอก
เธอค่อยๆ ยื่นนิ้วเรียวขาวของเธอออกไปสัมผัสหน่ออ่อนสีเขียวนั้นเบาๆ สัมผัสที่ได้คือความละเอียดอ่อนและเย็นเล็กน้อย
มันมีอยู่จริง ไม่ได้ตาฝาด
สำเร็จแล้ว
หลินเจารีบวิ่งกลับเข้าห้องไปด้วยฝีเท้าที่เบาหวิว “คุณคะ ฉันจะไปที่เชิงเขาสักหน่อย”
“มีอะไรเหรอ” กู้เฉิงหวยที่กำลังพิงหัวเตียงอ่านหนังสืออยู่ วางหนังสือในมือลง เขายืดขายาวเหยียดออกอย่างสบายๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเธอ
“เมล็ดพันธุ์สมุนไพรปริศนาของฉันมันงอกแล้วค่ะ ฉันอยากจะเอาไปให้พี่สี่ จะได้ให้เขาเริ่มทำการวิจัยเสียที” หลินเจายิ้มกว้าง ใบหน้าของเธอฉายแววแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด
เถี่ยกู่จี๋เติบโตได้เร็วมาก ทันทีที่หน่ออ่อนแทงยอดขึ้นมา ในดินก็จะเกิดรากฝอยขึ้นมานับไม่ถ้วน และจะค่อยๆ งอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเด็ดต้นที่อยู่ด้านบนไปสักต้นหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
กู้เฉิงหวยลุกจากเตียงอย่างคล่องแคล่วว่องไว “ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณเอง”
“ค่ะ” ดวงตาของหลินเจาโค้งเป็นรอยยิ้ม
สองสามีภรรยาช่วยกันอุ้มกระถางเคลือบใบนั้นมายังเชิงเขา
เมิ่งจิ่วซือถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นต้นอ่อนเล็กๆ ที่งอกขึ้นมาในกระถาง
“??”
“มันโตเร็วขนาดนี้เลยเหรอ เจาเจา นี่เธอทำได้ยังไงกัน” เขาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลินเจาจะบอกได้อย่างไรว่าเธอใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ แน่นอนว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ เธอจึงได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฉันรดด้วยปุ๋ยคอกสูตรพิเศษ...ปัสสาวะเด็กผู้ชายล่ะมั้งคะ”
เมิ่งจิ่วซือ “...” ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร การที่มันงอกขึ้นมาได้ก็นับเป็นเรื่องดีใช่ไหมคะ พี่สี่ ตอนนี้พี่น่าจะเริ่มทดลองได้แล้วใช่ไหม” หลินเจาใช้นิ้วเขี่ยหน่ออ่อนสีเขียวสวยงามนั้นเล่นไปพลาง เอ่ยถามไปพลาง
“อืม เดี๋ยวพี่จะลองดู” อันที่จริงในใจของเมิ่งจิ่วซือก็ยังไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย
สมุนไพรที่ชื่อเถี่ยกู่จี๋ซึ่งน้องสาวของเขาพูดถึงนั้น เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย สำหรับเขาแล้วมันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิง คงต้องใช้เวลาทดลองสรรพคุณทางยาซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
แต่เขารู้ว่าเจาเจากำลังวางแผนการใหญ่อยู่ ดังนั้นเขาจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ทันใดนั้นหลินเจาก็นึกถึงตำรับยาที่เธอสุ่มได้ขึ้นมา เธอจึงหยิบกระดาษสีเหลืองเก่าๆ ปึกหนึ่งออกมายัดใส่มือของเมิ่งจิ่วซือ
“นี่เป็นของล้ำค่าที่ฉันเก็บมาได้ค่ะ พี่สี่เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ” เธอพูดโกหกส่งเดชไปอย่างนั้น ขนาดเหตุผลยังขี้เกียจจะคิด
เมิ่งจิ่วซือไม่ใช่คนที่จะมานั่งสืบเสาะเจาะลึกเรื่องราวอะไร เขารู้เพียงแค่น้องสาวของเขาดีกับเขามาก ดังนั้นไม่ว่าเธอจะทำอะไร เขาก็พร้อมที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น...
“ได้สิ”
หลังจากคุยธุระสำคัญเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเจากับสามีก็ขอตัวกลับ
ทั้งสองจูงมือกันเดินไปตามทางดินที่ไม่เรียบเสมอกัน
ในที่สุดหลินเจาก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหว เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน “คุณไม่คิดจะถามอะไรฉันหน่อยเหรอคะ”
กู้เฉิงหวยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “จะถามอะไรเหรอครับ”
ฝ่ามือที่อบอุ่นและหยาบกร้านของเขาลูบไล้ไปตามปลายนิ้วที่เนียนนุ่มของหลินเจาอย่างแผ่วเบา สีหน้าของเขาสุขุมลงเล็กน้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแม้จะฟังดูสบายๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจัง
“ผมเคยบอกแล้วไงครับว่าตราบใดที่คุณไม่ได้ทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ไม่ว่าคุณจะมีความลับอะไร ผมก็พร้อมจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
ไม่รอให้หลินเจาได้เอ่ยคำใด เสียงทุ้มใสของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “อีกอย่าง สิ่งที่คุณทำก็ล้วนเป็นเรื่องดีเพื่อประเทศชาติและประชาชน แล้วผมจะถามไปเพื่ออะไรกัน มันไม่มีอะไรที่ต้องถามเลยนี่ครับ”
“สหายหลินเจาในสายตาของผม ถึงแม้จะมีความสำอางอยู่บ้าง แต่ก็เป็นคนที่เกลียดชังความชั่วร้ายและมีหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความยุติธรรม”
คำชมเชยของเขาทำให้หลินเจารู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้ดีเลิศขนาดที่คุณพูดหรอกค่ะ” แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ริมฝีปากของหลินเจาก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เธอเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “แต่ที่คุณพูดมาก็ไม่ผิดหรอกค่ะ ฉันก็เป็นคนแบบนั้นแหละ”
กู้เฉิงหวยหัวเราะในลำคอ
ในฐานะทหารที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นคนแน่วแน่ เด็ดขาด และมีความสามารถในการสังเกตการณ์ที่เฉียบแหลม
เขาดูออกนานแล้วว่าภรรยาของตัวเองมีความลับซ่อนอยู่
หากแม้แต่เรื่องแค่นี้ยังดูไม่ออก ก็คงจะเสียแรงที่กองทัพทุ่มเทฝึกฝนมานานหลายปี
เพียงแต่...
เขารู้ว่าเจาเจาไม่มีพิษมีภัย จึงไม่เคยคิดที่จะเอ่ยปากถามหรือเปิดโปงมันออกมาเลยแม้แต่น้อย
[จบบท]