บทที่ 355: เรื่องสยองบนภูเขา
หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดเต็มทน จึงระบายอารมณ์ด้วยการเตะเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กชาย
“ร้องเข้าไป ร้องอยู่นั่นแหละ โชคลาภหนีหายไปหมดแล้ว!”
เด็กชายวัย 6 ขวบที่ตัวเล็กราวกับเด็ก 4 ขวบเซถลาไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวจนไม่กล้าร้องไห้อีกต่อไป ร่างกายเล็กๆ แข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“บังอาจมาหลอกกันได้ เดี๋ยวจะจัดการให้สิ้นซากเลย” หญิงสาวสบถออกมาอย่างหัวเสีย
เมื่อเห็นว่ามีคนเดินอยู่ข้างหน้าไกลๆ เธอจึงก้มหน้าลงส่งสายตาข่มขู่เด็กในตะกร้า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มซื่อๆ แล้วก้มตัวเดินต่อไป
เด็กชายตัวน้อยมองไปยังคนเดินถนนด้วยขอบตาที่แดงก่ำ ริมฝีปากขยับไหว แต่พอนึกถึงรสชาติของฝ่ามือฝ่าเท้าที่เคยได้รับ ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะไม่มีใครเชื่อเขาอยู่แล้ว
เด็กชายก้มหน้ามองมือข้างที่นิ้วหายไปหนึ่งนิ้ว น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงบนหัวเข่า
คนเดินถนนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลย แค่ปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินสวนกับสองแม่ลูกท่าทางแปลกๆ ไป
พอคนคนนั้นเดินลับตาไป หญิงสาวก็หันมาจ้องเด็กชายเขม็ง ร่างเล็กๆ สั่นเทาอย่างหวาดกลัว พยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ภาพนั้นกลับทำให้เธอยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เธอชอบความรู้สึกที่ได้กุมชะตาชีวิตของคนอื่นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ได้เห็นพวกพ่อแม่ที่ป่าวประกาศว่ารักลูกนักหนา ต้องมานั่งร้องไห้ฟูมฟายเสียใจแทบขาดใจตอนที่รู้ว่าลูกตัวเองหายไป มันทำให้เธอมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่าเสียเที่ยวเปล่า แถมยังเสียเวลาไปตั้งครึ่งค่อนวัน หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ เธอหยิกเด็กชายไปอีกหลายทีเพื่อระบายความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจ ก่อนจะก้าวฉับๆ จากไป
เด็กชายตัวน้อยได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลพราก ในใจร่ำร้องเรียกหาปู่ย่าพ่อแม่ไม่หยุดหย่อน
การปรากฏตัวของศัตรูอย่างเงียบเชียบ แถมยังมีการติดต่อกับจางหม่านเยว่อีกด้วย เรื่องราวเหล่านี้หลินเจายังไม่รู้ และอาจจะไม่มีวันได้รู้เลยก็ได้ เพราะอีกฝ่ายได้ตายไปแล้ว
ในคืนนั้นเอง หลี่เอ้อร์โก่วแอบแบกจางหม่านเยว่ขึ้นไปบนภูเขา
สายลมพัดยอดไม้ไหวดังซู่ซ่า ผสมกับเสียงร้องของนกฮูกที่ดังแว่วมาเป็นระยะๆ แค่เสียงใบไม้ไหวในพงหญ้าก็อาจทำให้คนขวัญอ่อนตกใจจนกระโดดโหยงได้
เมื่อเห็นหลี่เอ้อร์โก่วหยุดเดิน หลี่ต้าจึงมองตามไป แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาแทบสิ้นสติ…ใบหน้าที่กำลังไหลย้อยลงมาจากบ่าของน้องชาย
ใบหน้านั้นถูกกัดแทะจนแหว่งไปกว่าครึ่ง ลูกตาหลุดร่วงออกมาจากเบ้า สภาพเละเทะจนมองไม่เห็นเค้าเดิม แค่มองแวบเดียวก็คงเก็บไปฝันร้ายได้เป็นเดือนๆ
การได้เห็นภาพสยดสยองในระยะใกล้ขนาดนี้ทำให้ใบหน้าของหลี่ต้าซีดเผือด ขาสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงร้อง “อ๊า!” ก็ดังลั่น ก่อนที่เขาจะวิ่งเตลิดลงจากภูเขาเหมือนหนีผี
“ผีหลอก!”
เสียงร้องนั้นทำให้หลี่เอ้อร์โก่วตกใจจนเผลอทิ้งร่างบนหลังลงพื้น แล้วออกวิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน
“พี่ใหญ่ รอด้วย!”
ทั้งสองคนลืมสนิทไปแล้วว่าขึ้นเขามาทำอะไร ในหัวมีแต่ความคิดที่จะต้องหนีให้เร็วที่สุด
พอเห็นคราบเลือดบนเสื้อคลุมเก่าๆ ของตัวเอง หลี่เอ้อร์โก่วก็รีบถอดมันออกแล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำทันที สายน้ำเปลี่ยนเป็นสีเลือดชั่วครู่ก่อนจะเจือจางลงอย่างรวดเร็ว เสื้อคลุมตัวนั้นลอยไปตามกระแสน้ำ และในไม่ช้าก็หายลับไปพร้อมกับคราบเลือด
หลี่ตาวิ่งไม่หยุดจนกระทั่งมาถึงหมู่บ้าน เขาหยุดยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ภาพใบหน้าที่โชกเลือดผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่
“เลิกคิดได้แล้ว สวรรค์คุ้มครองด้วยเถิด…”
แต่ขณะที่กำลังพึมพำอยู่นั้น ก็มีมือข้างหนึ่งวางแปะลงบนบ่าของเขา หลี่ต้าตกใจสุดขีดจนร้องเสียงหลง เขาสะบัดมือคว้าแขนนั้นไว้แล้วดึงสุดแรง ก่อนจะหลับหูหลับตาเหวี่ยง ‘สิ่งชั่วร้าย’ นั่นทุ่มลงกับพื้น
“โอ๊ย!” หลี่เอ้อร์โก่วนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับก้อนหินอย่างจังจนเจ็บแปลบไปทั้งตัว
“พี่ใหญ่ นี่พี่บ้าไปแล้วหรือไง!” เขาเค้นเสียงพูดออกมา
หลี่ต้าได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจึงหันไปมอง แล้วก็พบว่าเป็นน้องชายผู้โชคร้ายที่เพิ่งเสียเมียไปนั่นเอง
“ยังมีหน้ามาว่าอีก ฉันเกือบจะหัวใจวายตายเพราะแกอยู่แล้วนะ จู่ๆ มาโผล่ข้างหลังแบบนี้ทำไม”
หลี่เอ้อร์โก่วโกรธจนอยากจะลุกขึ้นมากระทืบเท้า แต่ก็ปวดเอวเสียจนขยับตัวไม่ได้
“ฉันมาโผล่ตอนไหนกัน ก็เดินตามหลังพี่มาดีๆ นี่แหละ”
เขายื่นมือไปหาหลี่ต้า “ช่วยพยุงหน่อย”
หลี่ต้าจึงจำใจดึงน้องชายผู้โชคร้ายให้ลุกขึ้น
“เบาๆ หน่อยสิ โอ๊ย เจ็บ!” หลี่เอ้อร์โก่วร้องลั่น “เอวฉัน! พี่ใหญ่ ไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหนเนี่ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
หลี่ต้าทำหน้าเจื่อนๆ “ฉันก็นึกว่าโดนผีตามมาเสียอีก”
พอนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ หลี่ต้าก็ชะโงกหน้ามองไปด้านหลังของหลี่เอ้อร์โก่วแล้วเอ่ยถาม “แล้ว...นั่นน่ะ เป็นยังไงบ้าง? จัดการฝังเสร็จเรียบร้อยเร็วขนาดนี้เชียว?”
สีหน้าของหลี่เอ้อร์โก่วพลันแข็งค้างไป “...ยัง ยังเลย”
เขารีบพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “พี่ก็วิ่งหนีไปซะเร็วขนาดนั้น แล้วใครจะช่วยฉันขุดหลุมเล่า ให้ฉันฝังคนเดียวจะไปไหวได้ยังไง?”
หลี่ต้าสวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “ตกลงนั่นมันเมียแกหรือเมียฉันกันแน่วะ?”
ตอนอยู่บนเขา เขาได้ยินแค่ว่าน้องสะใภ้โดนหมาป่าลากไปกินครึ่งตัว สภาพศพไม่สมบูรณ์และน่ากลัวมาก เขากลัวว่าจะเก็บไปฝันร้ายเลยไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ แค่ภาพใบหน้าที่เห็นเมื่อครู่ก็ทำเอาเขาขวัญหนีดีฝ่อแล้ว
หลี่ต้าโผเข้าเกาะต้นไม้ข้างทาง ก่อนจะโก่งคออาเจียนเอาข้าวเย็นที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาจนหมดไส้หมดพุง
“ฉันทำคนเดียวไม่ไหวหรอกน่า” หลี่เอ้อร์โก่วพูดเสียงอ่อย
“ทำไมจะทำไม่ไหว? การจะทำอะไรมันก็ต้องเจออุปสรรคกันทั้งนั้นแหละ คนที่ดีคือคนที่พยายามแก้ไขปัญหา แกได้พยายามแล้วหรือยัง? อย่าเอาแต่พูดว่าทำไม่ได้ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก” หลี่ต้าเช็ดปากตัวเองลวกๆ แล้วป้ายกับลำต้นไม้ ใบหน้าที่ดำคล้ำซูบตอบฉายแววจริงจัง “ฉันจะไปนอนแล้ว ส่วนเรื่องเมียแก…อ้วก…”
“แกก็ไปหาวิธีจัดการเอาเองก็แล้วกัน”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เขาก็รีบวิ่งแจ้นกลับบ้าน กระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงเก่าๆ ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แล้วคว้าภรรยามากอดไว้แน่นจึงค่อยรู้สึกอุ่นใจขึ้น
อากาศช่วงนี้ร้อนอบอ้าว แถมหน้าต่างบ้านสกุลหลี่ก็เล็ก ทำให้ระบายอากาศได้ไม่ดีนัก ภรรยาของหลี่ต้านอนเหงื่อท่วมตัว พอรู้สึกเหมือนมีเตาไฟร้อนๆ มาอยู่ข้างๆ ก็ตบปัดออกไปอย่างรำคาญ แม้จะรู้สึกเจ็บ แต่หลี่ต้าก็ไม่ได้ใส่ใจนัก กลับรู้สึกว่าความหวาดกลัวที่เกาะกินใจอยู่ค่อยๆ จางหายไป
บอกตามตรงว่าเมื่อกี้เขาตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ
ไม่นึกเลยว่าในป่าลึกจะมีสัตว์ร้ายกินคนอยู่จริงๆ ต่อไปนี้เขาจะไม่ทำอะไรห่ามๆ อีกเด็ดขาด!
ทางด้านหลี่เอ้อร์โก่วเองก็กลัวจนตัวสั่น พอพี่ชายจากไป เขาก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันช่างวังเวงน่ากลัวไปหมด จึงไม่กล้าอยู่บนเขาอีกต่อไปและรีบวิ่งกลับบ้านทันที
เขาโยนศพไปไกลขนาดนั้นแล้ว คงไม่มีใครหาเจอหรอกมั้ง
...
บ้านใหญ่สกุลกู้ในยามค่ำคืนนั้นเงียบสงัด ประตูทุกบานปิดสนิท สมาชิกในบ้านต่างหลับใหลกันหมดแล้ว
วันนี้พวกเขาเหนื่อยจากการทำงานในไร่นามาทั้งวัน ไหนจะต้องขึ้นเขาไปตามหาคน แล้วยังต้องมาช่วยกันชำแหละหมูป่าอีก พอได้กินเนื้ออุ่นๆ จนพุงกาง ก็พากันกลับเข้าห้องล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข
เถี่ยตั้นพลิกตัวนอนตะแคง หันไปกระซิบกับน้องชาย “อาฉุย เนื้อนี่มันอร่อยจริงๆ เลยเนอะ ว่าแต่...เราไปขุดกับดักกันดีไหม?”
“...ฉันชื่อกู้จือหลี่ ‘จือ’ ที่แปลว่าความรู้ ‘หลี่’ ที่แปลว่าเหตุผล ไม่ได้ชื่อฉุย” หลี่เป่าพลิกตัวหันมาเผชิญหน้ากับพี่ชาย ขมวดคิ้วพลางแก้ชื่อให้ตัวเอง
“โธ่เอ๊ย จะเรียกอะไรมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ก็เป็นแกเหมือนกันนี่นา ฉันก็เรียกแค่ตอนอยู่ในบ้านเท่านั้นแหละ” เถี่ยตั้นพูดอย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดนั้นทำให้หลี่เป่าโมโหจนต้องตะโกนใส่ “กู้เถี่ยตั้น!”
กู้จือสิง “…”
เขาเอื้อมมือไปจั๊กจี้น้องชาย เถี่ยตั้นซึ่งรู้สึกว่าตัวเองโตเกินกว่าจะให้ใครมาเรียกชื่อเล่นแล้วจึงทำเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอ “เรียกใครเถี่ยตั้น? ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เรียกพี่สิ!”
“งั้นก็เรียกฉันว่าหลี่เป่า!” หลี่เป่าพลิกตัวหลบมือพี่ชายอย่างชำนาญ พลางทำหน้าขรึมจริงจัง
เถี่ยตั้นเป็นฝ่ายยอมแพ้ “...ก็ได้ๆ หลี่เป่า”
แต่ก็ยังไม่วายบ่นพึมพำ “ติดนิสัยเจ้าเล่ห์มาจากพวกแฝด ตอนนี้เลยหลอกยากขึ้นเยอะเลย”
“อวี้เป่ากับเหิงเป่าเป็นเด็กดีจะตาย” หลี่เป่าขมวดคิ้วน้อยๆ น้ำเสียงที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “พี่กำลังว่าร้ายพวกเขา!”
ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปบีบปากของเถี่ยตั้นจนยื่นเป็นปากเป็ด ไม่ยอมปล่อย
“พี่ว่าร้ายอวี้เป่ากับเหิงเป่า พี่นิสัยไม่ดี! คายเนื้อออกมาเลยนะ ห้ามกินหมูป่าที่อาสามล่ามาได้ คายออกมาเดี๋ยวนี้!”
เถี่ยตั้นดึงมือน้องชายออก จ้องหน้าเขม็ง “ฉันว่าร้ายพวกเขาตอนไหนกัน? หา?”
“ฉันแค่บอกว่าสองคนนั้นเจ้าเล่ห์ แกช่วยฟังให้มันจบประโยคก่อนได้ไหม ให้ตายสิ โมโหจริงๆ!” เขาบ่นอย่างหัวเสีย
หลี่เป่าเถียงกลับ “พี่พูด ก็พี่พูดว่า ‘ติดนิสัยเจ้าเล่ห์มาจากพวกแฝด’…นี่ถ้าไม่ใช่การว่าร้าย แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”
เถี่ยตั้นรู้สึกเหมือนโลกมืดไปชั่วขณะ เขาต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “ย่าพูดไม่ผิดเลยจริงๆ แกนี่มันซื่อบื้อของแท้เลยว่ะ”
[จบบท]