บทที่ 356 เรื่องที่ยังไม่จบ
“...” หลี่เป่าทำแก้มป่องด้วยความโมโห ก่อนจะเถียงกลับไป “แล้วยังไง ย่าบอกว่ามีพี่อวี้เป่า พี่เหิงเป่า แล้วก็พี่เชียนเป่าอยู่ด้วย ยังไงผมก็ไม่เสียเปรียบใครหรอก!”
“เดี๋ยวนะ แล้วย่าไม่ได้พูดถึงพี่บ้างเหรอ แล้วพี่ล่ะ” เถี่ยตั้นเอื้อมมือไปดึงแก้มของน้องชายเล่น
“เชอะ!” หลี่เป่าพลิกตัวกลับไปอีกทาง หันหน้าเข้ากำแพงแล้วแกล้งนอนต่อ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กวนประสาทว่า “พี่มันพึ่งพาไม่ได้หรอก”
“พี่ไม่ได้ฉลาดสักหน่อยนี่นา...”
เถี่ยตั้นถึงกับนิ่งไป “?”
“ใครไม่ฉลาดกัน” เถี่ยตั้นไม่ยอมแพ้ ลุกพรวดขึ้นมาเล่นงานน้องชายต่อ “พี่ไม่ฉลาดตรงไหน รีบพูดมาให้รู้เรื่องเลยนะ!”
หลี่เป่าหันไปมองเตียงของพ่อกับแม่แล้วรีบฟ้องทันที “พ่อครับแม่ครับ ผมง่วงแล้ว แต่พี่ยังไม่ยอมให้ผมนอนเลย”
กู้หย่วนซานกับหวงซิ่วหลันที่กำลังนอนดูสองพี่น้องเถียงกันอย่างสนุกสนาน พอได้ยินลูกชายคนเล็กฟ้อง คนเป็นพ่อก็เอ่ยปากห้าม “เถี่ยตั้น อย่าแกล้งน้อง รีบนอนได้แล้ว!”
“พ่อลำเอียง”
กู้หย่วนซานสวนกลับ “ลำเอียงกะผีสิ ดูท่าทางแกคงจะคันไม้คันมือสินะ!”
เถี่ยตั้นส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอแล้วหันหลังให้ ทว่าเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าจังหวะการหายใจของน้องชายดูผิดปกติไป จึงรีบยืดตัวขึ้นไปดู ปรากฏว่าเจ้าเด็กแสบหลับไปแล้ว!
“...”
ณ บ้านอิฐหลังใหม่ของครอบครัวกู้
คืนนี้หลินเจาย้ายมานอนในห้องของเด็กๆ ส่วนกู้เฉิงหวยนั้นแน่นอนว่าเขาไม่ยอมแยกห้องนอนกับภรรยาอยู่แล้ว หลังจากได้รับอนุญาตจากลูกๆ เขาก็ย้ายตามมานอนด้วย
โชคยังดีที่เตียงเตี้ยของฝาแฝดมีขนาดใหญ่พอที่จะให้ผู้ใหญ่สองคนกับเด็กเล็กอีกสองคนนอนด้วยกันได้อย่างสบายๆ
อวี้เป่ากับเหิงเป่านอนบนเตียงของตัวเอง แต่ก็ขยับหมอนมาไว้ใกล้ๆ กับเตียงเตี้ยของพ่อแม่ สองพี่น้องไม่ได้งอแงจะขอนอนเบียดกับหลินเจาเหมือนเคย
“แม่ครับ คืนนี้ห้องเราคึกคักจังเลย ผมชอบมากๆ” เหิงเป่าพูดพลางยิ้มกว้าง
“แม่รู้ว่าลูกชอบให้บ้านเราคึกคัก” หลินเจาโอบกอดเชียนเป่าพร้อมกับลูบหลังลูกชายคนเล็กเบาๆ เจ้าตัวเล็กคงไม่ได้นอนกับแม่มานานแล้ว คืนนี้เลยดีใจเป็นพิเศษจนตาหยีเป็นพระจันทร์เสี้ยว ไม่มีทีท่าว่าจะง่วงนอนเลยสักนิด
เหิงเป่าพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงชั้นบนของตัวเอง ขาสั้นๆ ของเขาไขว้กันไปมาด้วยความตื่นเต้น “ใช่ครับ ผมชอบให้บ้านเราคึกคัก ทุกครั้งที่ไปบ้านเก่าผมจะดีใจมากเลย”
“แล้วอยู่ที่บ้านเราไม่ดีใจเหรอ” หลินเจาถามกลับ
เธออยากจะถามลูกชายเหลือเกินว่า ถ้าอาเล็กของลูกอยู่บ้านด้วย ลูกจะยังดีใจอยู่ไหม คนที่ชอบทำบรรยากาศเสียแบบนั้น ไม่คู่ควรที่จะมาอยู่ในค่ำคืนที่แสนอบอุ่นแบบนี้เลย
“ดีใจครับ แต่เป็นความดีใจคนละแบบกัน” เหิงเป่าตอบอย่างฉลาด
กู้เฉิงหวยเหลือบตามองเจ้าตัวเล็กที่นอนอยู่เตียงชั้นบน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุมนุ่มลึก “นอนดีๆ สิ คืนนี้อยากฟังนิทานไหม”
เจาเจาของเขาง่วงแล้ว เด็กๆ ควรจะเข้านอนได้แล้ว
วันนี้กู้เฉิงหวยพาคนไปล่าหมูป่ากลับมาได้หลายตัว ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วหมู่บ้าน ใครๆ ต่างก็พากันชื่นชม เด็กๆ ในหมู่บ้านก็พากันมารุมล้อมสองฝาแฝดด้วยความอิจฉาที่มีพ่อเก่งกาจถึงเพียงนี้...
ด้วยเหตุนี้เอง เหิงเป่าตัวน้อยจึงรู้สึกเหมือนตัวลอยได้ ความชื่นชมที่เขามีต่อพ่อมันมากมายมหาศาลราวกับสายน้ำในแม่น้ำหวงเหอที่ไหลเชี่ยวไม่เคยหยุดนิ่ง
เจ้าตัวเล็กที่นอนอยู่เตียงชั้นบนรีบพลิกตัวกลับมานอนในท่าเรียบร้อยทันที พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหน้าท้อง
“ฟังครับ ผมนอนเรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงดังฟังชัด
กู้เฉิงหวยเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มให้ภรรยา ก่อนจะหยิบหนังสือนิทานเด็กขึ้นมาอ่านด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำชวนให้เคลิบเคลิ้ม
ไม่นานนัก เด็กทั้งสี่คนก็พากันหลับใหล
คนที่หลับเร็วที่สุดคือเหยาเป่า
หลินเจากระซิบเสียงเบา “ดูท่าแล้ว ต่อไปเหยาเป่าคงจะไม่ชอบอ่านหนังสือแน่ๆ เลย”
กู้เฉิงหวยหัวเราะเบาๆ “ลูกยังเล็กขนาดนี้ ง่วงนอนบ่อยก็เป็นเรื่องปกติ อายุเท่านี้ยังบอกอะไรไม่ได้หรอก โตกว่านี้อีกหน่อยอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”
“นั่นสินะคะ” หลินเจามองใบหน้าเล็กๆ สองใบที่ดูคล้ายกันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
ในเมื่อเธอเป็นคนให้กำเนิดพวกเขามา เธอก็ต้องปูทางอนาคตที่ดีที่สุดไว้ให้พวกเขา รอจนกว่าจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เธอก็จะย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวง แล้วซื้อบ้านทิ้งไว้หลายๆ หลัง เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตให้พวกเขา
“กู้เฉิงหวย คุณรู้สึกไหมคะว่าเรื่องที่เชียนเป่าหายตัวไปในวันนี้มันดูแปลกๆ”
“รู้สึกสิครับ มันแปลกไปหมดทุกอย่าง” แววตาคมกริบของกู้เฉิงหวยฉายแววเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว “ผมจะไปสืบเรื่องนี้เอง ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ จะไม่ได้ตายดีแน่”
“คุณต้องใส่ใจเรื่องนี้หน่อยนะคะ ฉันรู้สึกว่าเรื่องมันยังไม่จบง่ายๆ แค่นี้แน่”
กู้เฉิงหวยพยักหน้ารับคำ
ข่าวที่ลูกชายฝาแฝดของกองพลการผลิตเฟิงโซวถูกคนในหมู่บ้านลักพาตัวขึ้นไปบนภูเขา แต่กลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย ส่วนคนร้ายกลับถูกหมาป่าขย้ำตาย เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วทุกกองพลการผลิตในละแวกนั้นอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าข่าวนี้ก็ไปถึงหูของครอบครัวหลินเช่นกัน
เช้าตรู่วันต่อมา หลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยจึงรีบพาลูกชายทั้งสองคนมาเยี่ยมทันที
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ภาพแรกที่เห็นคือเชียนเป่ากำลังนั่งดูดนมจากขวดอยู่บนเก้าอี้หวายเคียงข้างน้องสาวฝาแฝด ขาสั้นๆ อวบอ้วนเหมือนท่อนรากบัวของเขาแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส
หลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยที่เดินนำหน้ามาสบตากัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
ดูท่าหลานชายคงจะไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ
พอเชียนเป่าเห็นคุณตากับคุณยาย ดวงตากลมโตก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขาไถลตัวลงจากเก้าอี้หวาย แล้ววิ่งเตาะแตะเข้าไปหา
“คุณยาย คุณตา ลุงสอง ลุงสาม” เสียงเล็กๆ น่ารักเอ่ยเรียกทุกคนอย่างฉะฉาน
เหยาเป่าเรียกตามพี่ชาย แต่หลังจากเรียกเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาดูดนมต่อ เด็กหญิงตัวน้อยกลมป้อมในชุดน่ารักกำลังกอดขวดนมสีชมพูดูดนมจ๊วบๆ ท่าทางน่าเอ็นดูจนแทบจะทำให้ใจละลาย
หลินซื่อฝานเดินเข้าไปอุ้มหลานสาวตัวน้อยขึ้นมาพลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงสวย “เหยาเป่ายังจำลุงได้ด้วยเหรอ นึกว่าลืมไปแล้วซะอีก เก่งจริงๆ เลยนะเรา”
พูดจบเขาก็หยิบลูกอมนมตรากระต่ายขาวออกมาหนึ่งเม็ด
“เรียกลุงอีกทีสิ เดี๋ยวจะให้กินลูกอม” เขาแกล้งหลอกล่อหลานสาวอย่างนึกสนุก
แต่เหยาเป่ากลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาดูดนมในขวดต่อไป
ตอนนั้นเอง เหิงเป่าก็เดินเข้ามาพูดแทรก “เหยาเป่าไม่เอาหรอกครับ”
“หือ?”
หลินซื่อฝานถึงกับทำหน้างง มีเด็กที่ไม่ชอบกินลูกอมด้วยอย่างนั้นเหรอ
“เหยาเป่าไม่ชอบลูกอมเหรอ”
เหิงเป่าแบมือเล็กๆ ของตัวเองออก “ให้ผมสองเม็ดสิครับ แล้วผมจะบอกให้ว่าทำไม”
หลินซื่อฝานถึงกับพูดไม่ออก
เจ้าเด็กฉลาดแกมโกงนี่มันใครกันนะ รู้จักต่อรองเป็นแล้วด้วย
สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ หยิบลูกอมออกมาสองเม็ดส่งให้หลานชาย
เหิงเป่ารับไปอย่างรวดเร็ว เก็บไว้ให้ตัวเองหนึ่งเม็ด ส่วนอีกเม็ดก็เอาไปให้พี่ชาย
“ตอนที่เหยาเป่ากำลังดูดนม ไม่ว่าใครจะเอาอะไรมาให้ก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละครับ”
หลินซื่อฝานลองหยั่งเชิง “แล้วถ้าเป็นเนื้อล่ะ”
“แม่บอกว่าน้องกับเชียนเป่ายังทานเนื้อไม่ได้ครับ” เหิงเป่าพูดพลางหันไปมองน้องชายกับน้องสาวด้วยแววตาเห็นใจ
แต่พอมาคิดดูอีกที ตอนที่เขาอายุเท่าๆ กับน้องๆ ก็ยังไม่เคยกินเนื้อเหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วก็กลับมาทำหน้าตาสงบนิ่งตามเดิม
หลินเจาได้ยินเสียงพูดคุยจึงเดินออกมาจากในบ้าน
“พ่อคะ แม่ พี่รอง พี่สาม”
ซ่งซีเวยรีบเดินเข้าไปสำรวจลูกสาวอย่างละเอียด พอเห็นว่าลูกยังดูสดใสดีก็ค่อยโล่งใจหน่อย “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่ส่งข่าวไปบอกที่บ้านเลย ใครจะไปรู้จักเส้นทางบนเขาดีเท่าแม่กัน พอพ่อกับแม่ได้ยินข่าวก็ตกใจแทบแย่ รีบมากันเลยเนี่ย”
“หนูลืมไปเลยค่ะ” หลินเจาพูดหน้าตาเฉย “ตอนที่กลับมาถึงก็ได้ยินข่าวพอดี ตอนนั้นสมองหนูขาวโพลนไปหมดแล้ว”
“โชคดีจริงๆ ที่หลานไม่เป็นอะไร” ซ่งซีเวยพูดพลางอุ้มเชียนเป่าขึ้นมากอด แววตาเต็มไปด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง
“ค่ะ” หลินเจาคิดในใจ ถ้าหากเชียนเป่าเป็นอะไรไปขึ้นมาจริงๆ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรที่บ้าคลั่งลงไปบ้าง
แต่ในใจเธอก็รู้อยู่แล้วว่า ที่ข้อมือของเชียนเป่ามีเชือกแดงที่เธอให้ไว้ อย่างน้อยของสิ่งนั้นก็น่าจะพอช่วยปกป้องชีวิตของเขาไว้ได้บ้าง
“แล้วเมื่อคืนเชียนเป่านอนหลับดีไหม” ซ่งซีเวยถามต่อ
“หลับดีเลยค่ะ นอนยาวจนเช้าเลย” พอปวดฉี่ก็เอามือไปผลักหน้ากู้เฉิงหวยเบาๆ เพื่อปลุกให้เขาอุ้มไปเข้าห้องน้ำ
“แล้วเฉิงหวยไปไหนล่ะ” หลินเฮ่อหลิงเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อไม่เห็นหน้าลูกเขย
“เขาไปซื้อลูกอมค่ะ” หลินเจาพูดพลางพาลูกแฝดไปรินน้ำให้ครอบครัวของเธอ “เมื่อวานคนในหมู่บ้านหลายคนอุตส่าห์ช่วยกันขึ้นเขาไปตามหา เลยว่าจะซื้อลูกอมไปขอบคุณทุกคนหน่อยค่ะ”
“ทำถูกแล้วล่ะ”
หลินซื่อฝานล้วงหยิบตั๋วปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงทหาร ในนั้นมีตั๋วสารพัดชนิดปนกันอยู่เต็มไปหมด “เจาเจา ตั๋วพวกนี้เก็บไว้นะ ในนี้มีตั๋วลูกอมเยอะเลย เอาไว้ซื้อลูกอมกิน”
ส่วนเงินนั้น เขาเพิ่งจะส่งกลับมาให้ที่บ้านเมื่อไม่นานมานี้เอง ครั้งนี้เลยไม่ได้ให้
หลินเจารับไว้อย่างไม่เกรงใจ “ขอบคุณค่ะพี่สาม ไว้ตอนพี่กลับไปที่กองทัพเมื่อไหร่ ฉันจะทำซอสเนื้อฝากไปให้สองกระปุกนะคะ”
“ใจกว้างจริงๆ สมกับเป็นน้องสาวแท้ๆ ของพี่” หลินซื่อฝานเอื้อมมือไปจับเจ้าเสี่ยวจินมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนแล้วลูบขนของมันเบาๆ จากนั้นก็หันมาถามน้องสาวต่อว่า “แล้วพี่สี่รู้เรื่อง...ที่ยาทดลองสำเร็จแล้วรึยัง”
[จบบท]