บทที่ 357: คิดจะชุบมือเปิบ
หลินเจาสัมผัสปลายจมูกแก้เก้อ “...ยังเลยค่ะ พอดีฉันลืม”
พอเห็นลูกสาวคนโปรดทำหน้าลำบากใจ หลินเฮ่อหลิงก็หันไปมองลูกชายคนที่สามอย่างไม่สบอารมณ์ทันที “เสี่ยวซาน เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น แล้วน้องสาวแกจะมีกะจิตกะใจไปบอกได้ยังไงกัน ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง”
“ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ” หลินซื่อฝานถูกสายตาตำหนิของพ่อที่สื่อความหมายว่า ‘ทำไมถึงได้ไม่รู้จักคิดเอาซะเลย’ เล่นงานเข้าเต็มๆ เขาไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรเลยจริงๆ
“ฮ่าๆๆๆ ก็ใครใช้ให้แกถามไม่ดูเวล่ำเวลาเองล่ะ” หลินซื่อเซิ่งหัวเราะลั่นอย่างชอบใจ
“…”
หลินซื่อฝานจนด้วยคำพูด
เขาหันหลังเดินออกจากบ้านไปพลางบอกว่า “ผมจะไปดูที่ตีนเขาสักหน่อย ถ้ามีโอกาสจะได้บอกข่าวดีกับเสี่ยวซื่อให้เขาดีใจด้วย”
ด้วยความที่เป็นคนช่วงขายาวและเดินเหินคล่องแคล่วว่องไว ไม่นานเขาก็เดินพ้นประตูบ้านไปแล้ว
หลินเฮ่อหลิงจึงหันไปสั่งหลินซื่อเซิ่ง “เจ้ารอง แกตามน้องไป อย่าให้พวกสอดรู้สอดเห็นสังเกตได้”
“รู้แล้วน่าพ่อ”
สองพี่น้องจึงเดินตามกันออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ
ช่วงเวลานี้สมาชิกกองพลการผลิตคนอื่นๆ ต่างก็ออกไปทำงานกันหมดแล้ว ทำให้ในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบเหงา ทั้งสองจึงเดินทางไปถึงตีนเขาได้อย่างสะดวกและได้พบกับเมิ่งจิ่วซือในที่สุด จากนั้นสามพี่น้องก็พากันไปหามุมลับตาคนเพื่อพูดคุยกัน
“พี่รอง พี่สาม ทำไมพวกพี่ถึงมาด้วยกันตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้ล่ะครับ” เมิ่งจิ่วซือเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่เมื่อครุ่นคิดเพียงครู่เดียว สายตาก็เหลือบไปเห็นหลินซื่อฝาน ทำให้ในใจของเขาพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้ “พี่สามจะกลับกองทัพแล้วเหรอครับ”
เขาเห็นท่าทางการเดินที่กระฉับกระเฉงของหลินซื่อฝาน ก็เดาได้ทันทีว่ายาขนานนั้นได้ผลดีเยี่ยมเกินคาด และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หลินซื่อฝานก้าวเข้าไปสวมกอดน้องชายคนที่สี่อย่างแรงราวกับหมี ด้วยความกลัวว่าเสียงจะดังรบกวนคนอื่น เขาจึงกดเสียงหัวเราะไว้ในลำคอ “เสี่ยวซื่อ นายคือดาวรุ่งพุ่งแรงของพี่จริงๆ ขอบใจมากนะ”
เขาตบหลังน้องชายดังป้าบๆ อยู่สองสามที ทำเอาหมอเมิ่งผู้บอบบางถึงกับเบ้หน้าด้วยความเจ็บ
หลินซื่อเซิ่งได้แต่ยืนมองภาพนั้นพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เมิ่งจิ่วซือก็ยกมือขึ้นลูบหัวไหล่ของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
การกระทำนี้ทำให้หลินซื่อฝานเข้าใจนิสัยของน้องชายคนเล็กมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าเวลาอยู่กับคนอื่นจิ่วซือเป็นอย่างไร แต่เมื่ออยู่กับคนในครอบครัวแล้ว น้องชายคนนี้กลับมีความเป็นกันเองอย่างเป็นธรรมชาติ
“เสี่ยวซื่อ ไม่นึกเลยว่าฝีมือการแพทย์ของนายจะยอดเยี่ยมขนาดนี้” หลินซื่อฝานเอ่ยชมด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในตัวน้องชาย “ยานั่นมันไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ฉันว่ายาอัศจรรย์ขนานนี้จะทำให้นายมีโอกาสได้ ‘ถอดหมวก’ สูงมาก ตอนนี้เฉิงหวยรายงานเรื่องนี้ให้กองทัพทราบแล้ว เหลือแค่รอฟังข่าวดีเท่านั้นแหละ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาจริงๆ นายมีแผนจะทำอะไรต่อไปหรือยัง”
เมิ่งจิ่วซือนิ่งไปชั่วขณะ “...ถอดหมวกเหรอครับ”
คำพูดนั้นราวกับเสียงฟ้าฟาดที่ดังสนั่นอยู่ข้างหู ทำให้ร่างของเขาแข็งทื่อไปในทันที
หากหลินซื่อฝานยังประจำการอยู่ในกองทัพ เขาคงไม่รู้ว่าสถานการณ์ภายนอกวุ่นวายเพียงใด แต่การกลับบ้านครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นอะไรมากมายระหว่างทาง จึงรู้ดีว่าชีวิตของผู้ที่ถูกทางการ ‘สวมหมวก’ ให้เป็นเช่นไร ขนาดเสี่ยวซื่อมีครอบครัวหลินและครอบครัวกู้คอยหนุนหลัง แถมยังได้มาอยู่ที่กองพลการผลิตเฟิงโซวซึ่งผู้คนไม่ค่อยแก่งแย่งชิงดีกัน ชีวิตก็ยังลำบาก แล้วคนอื่นๆ ที่ไร้ที่พึ่งพิงเล่า สภาพของพวกเขาจะย่ำแย่ขนาดไหนกัน
เขาดึงสติกลับมา แล้วพูดด้วยสีหน้าแน่วแน่ “ใช่ ถอดหมวกไงล่ะ”
“...มีความหวังมากไหมครับ” เมิ่งจิ่วซือมองพี่ชายคนที่สามด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง เขาขยับนิ้วมือไปมาอย่างประหม่า “ตัวผมเองทนลำบากได้อยู่แล้วครับ แต่ที่ห่วงคือคุณปู่กับจิงโม่และกว่างไป๋”
หลินซื่อฝานวางมือขวาลงบนไหล่ของน้องชายแล้วบีบเบาๆ เขาสบตากับเมิ่งจิ่วซือด้วยแววตาที่หนักแน่น “เสี่ยวซื่อ นายดูถูกยาที่ตัวเองทำขึ้นมา และดูถูกพรสวรรค์ทางการแพทย์ของตัวเองเกินไปแล้ว... ฉันรับประกันเลยว่านายได้ถอดหมวกแน่”
หลินซื่อเซิ่งพูดขัดขึ้นมาทันที “เหอะ จะเอาอะไรไปรับประกัน”
“หึ” หลินซื่อฝานกอดอกพลางเหลือบมองพี่ชายคนรองแวบหนึ่ง “ก็กำลังใช้เส้นสายของเฉิงหวยอยู่นี่ไง แต่ถ้าทางนี้ไม่ได้ผล ฉันก็จะช่วยอีกแรง เรามีเส้นสายตั้งมากมาย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะทำไม่สำเร็จ”
“อีกอย่างนะพี่รอง พี่ก็ดูถูกความสามารถของเสี่ยวซื่อเกินไปหน่อยแล้ว ด้วยฝีมือการแพทย์ระดับนี้ ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป มีหวังกองทัพต่างๆ ต้องแย่งตัวกันให้วุ่นแน่”
ใครๆ ก็รู้ว่าแพทย์ฝีมือดีนั้นสำคัญแค่ไหน คนใหญ่คนโตข้างบนไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย
เมิ่งจิ่วซือกระแอมเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย “ไม่ใช่ฝีมือผมหรอกครับ ทั้งหมดเป็นฝีมือของเจาเจาต่างหาก”
“หืม” หลินซื่อฝานส่งเสียงในลำคอด้วยความสงสัย พร้อมกับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “หมายความว่ายังไง”
หรือเจาเจาจะมีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วยอย่างนั้นเหรอ
เมิ่งจิ่วซือจึงเล่าเรื่องสมุนไพรเถี่ยกู่จี๋ให้ฟัง ในฐานะคนปรุงยา เขาย่อมรู้ดีกว่าใครว่าสมุนไพรชนิดนี้มีความพิเศษเพียงใด
“แล้วเจาเจาไปเอาเมล็ดพันธุ์พวกนั้นมาจากไหนกัน” หลินซื่อฝานถามด้วยความประหลาดใจ ขณะจ้องมองไปที่น้องชายคนที่สี่
“บังเอิญได้มาน่ะครับ” เมิ่งจิ่วซือเชื่อคำพูดของน้องสาวอย่างสนิทใจ น้ำเสียงของเขาเจือความเอ็นดูอย่างเห็นได้ชัด “โชคดีจริงๆ ที่เมล็ดพันธุ์พวกนั้นตกไปอยู่ในมือของเจาเจา”
จากนั้นเขาก็พูดด้วยแววตาจริงจังว่า “คนอื่นไม่มีทางหัวไวใจสู้และใส่ใจในรายละเอียดเท่าเจาเจาหรอกครับ คงไม่มีใครคิดที่จะเอามันไปปลูก หรือยอมเสียเวลามากมายเพื่อหาวิธีทำให้เมล็ดพันธุ์งอกออกมาได้”
ขณะที่พูด ใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็ฉายแววละอายใจขึ้นมา “อันที่จริง ตอนแรกผมเป็นคนรับหน้าที่ปลูกเถี่ยกู่จี๋เอง แต่ผมปลูกมันไม่ขึ้น เจาเจาคงกลัวว่าผมจะหมดความอดทนไปเสียก่อน เลยอาสาเอากลับไปปลูกให้ พอต้นมันโต เธอก็ส่งกลับมาเพื่อให้ผมได้ศึกษาคุณสมบัติทางยาของมันต่อ”
ดวงตาของหลินซื่อฝานยังคงสงบนิ่ง เขาคิดในใจ หัวไวใจสู้งั้นเหรอ เสี่ยวซื่อมองเจาเจาในแง่ดีเกินไปแล้ว
“อย่าคิดอะไรซับซ้อนเลยน่า เจาเจาไม่ได้คิดลึกขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็แค่ทำไปเพื่อความสนุก หรือไม่ก็คงมั่นใจอยู่แล้วว่าเมล็ดพันธุ์นั่นมันต้องงอกแน่ๆ”
เขาเติบโตมากับน้องสาว แค่เจาเจาขยับตัวนิดเดียว เขาก็รู้ทะลุปรุโปร่งแล้วว่าจะทำอะไร น้องสาวของเขาน่ะทั้งขี้เกียจทั้งฉลาดแกมโกง ไม่มีทางยอมทำอะไรที่เสียเวลาเปล่าประโยชน์หรอก
หลินซื่อเซิ่งก็คิดแบบเดียวกันเป๊ะ แต่เขาฉลาดพอที่จะไม่พูดออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าเสี่ยวซื่อ
และก็เป็นไปตามคาด เมิ่งจิ่วซือแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน “พี่สาม พี่พูดถึงเจาเจาแบบนั้นได้ยังไงกันครับ”
“ที่เจาเจาทุ่มเทปลูกเถี่ยกู่จี๋จนมันงอกขึ้นมาได้ก็เพื่อพี่นะ เธอเป็นห่วงเป็นใยพี่ อยากจะช่วยให้พี่ได้อยู่ในกองทัพต่อไป พี่จะมองเธอในแง่ร้ายแบบนั้นไม่ได้นะ ถ้าเจาเจาได้ยินเข้า เธอจะเสียใจแค่ไหน”
คำพูดนั้นทำให้หลินซื่อฝานชะงักไป “เจาเจา... ทำเพื่อฉันเหรอ”
“ครับ” เมิ่งจิ่วซือยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจาเจาเป็นห่วงพี่มาก ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของพี่ เธอคงนึกถึงเมล็ดพันธุ์พวกนั้นไม่ออกหรอก”
นี่เป็นการคาดเดาของเขาเอง แต่ก็ใกล้เคียงกับความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ
หัวใจของหลินซื่อฝานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยมาตลอด บัดนี้กลับปรากฏร่องรอยแห่งความซาบซึ้งใจ “ในใจของเจาเจายังมีฉันซึ่งเป็นพี่ชายคนที่สามอยู่เสมอสินะ”
เขาเหลือบมองหลินซื่อเซิ่งด้วยแววตาของผู้ชนะ ท่าทางลิงโลดจนหางแทบจะชี้ขึ้นไปบนฟ้า
“ตอนแรกยังกังวลอยู่เลยว่าจากบ้านไปนานขนาดนี้ เจาเจาคงจะเหินห่างกับฉันไปแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่า... จึ๊” เขาจิ๊ปากอย่างอารมณ์ดี ช่างเป็นท่าทีที่ยียวนกวนประสาทเสียจริง “ที่แท้เจาเจาก็ยังเป็นห่วงฉันมากกว่าใครเพื่อนอยู่ดี ดูท่าว่าที่เคยยอมรับผิดแทนน้องตอนเด็กๆ จะไม่เสียแรงเปล่าเลยสักครั้ง”
“สายสัมพันธ์ที่เกิดจากการเป็นแพะรับบาปให้กันนี่มันช่างแน่นแฟ้นจริงๆ”
หลินซื่อเซิ่งได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ “…”
เจ้าเด็กนี่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ยังคงเป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงเหมือนเดิมไม่มีผิด
แววตาของเมิ่งจิ่วซือฉายแววเสียดาย “ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปรับผิดแทนเจาเจาเลยสักครั้ง”
หลินซื่อเซิ่งและหลินซื่อฝาน: “…” นี่มันคำขอแบบไหนกันเนี่ย
แต่ถึงอย่างนั้น การได้รับผิดแทนน้องสาวก็ถือเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ล้ำค่าที่สุดของพวกเขา ต่อให้เอาทองคำมากมายมากองตรงหน้าก็ไม่ยอมแลก
“ไม่ต้องห่วงน่า ต่อไปมีโอกาสอีกเยอะ” หลินซื่อเซิ่งตบไหล่น้องชายคนเล็กเบาๆ เป็นการปลอบใจ
เมิ่งจิ่วซือทำสีหน้าเปี่ยมความหวังขึ้นมาทันที
เขาชอบฟังพวกพี่ๆ เล่าเรื่องราวในอดีต ในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด เขาจะค่อยๆ นำเรื่องเหล่านั้นมาครุ่นคิด จินตนาการภาพว่าถ้าตัวเองไม่ได้พลัดพรากจากไป และได้เติบโตมาพร้อมกับพวกเขา ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร
“พี่รอง พี่สาม เรื่องที่ส่งรายงานยาตัวใหม่ให้กองทัพ ผมบอกคุณปู่ได้ไหมครับ” เมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญ คุณหมอเมิ่งผู้สุขุมเยือกเย็นก็กลับมามีสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
“อยากบอกก็บอกไปเถอะ” หลินซื่อฝานอนุญาต แต่ก็ไม่วายกำชับ “แต่ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาดนะ แล้วก็อย่าเล่ารายละเอียดเยอะเกินไปล่ะ ไม่งั้นอาจจะเกิดปัญหาได้”
“ผมเข้าใจครับ ผมจะระวังตัว” เมิ่งจิ่วซือตอบรับอย่างหนักแน่น ที่เขาอยากบอกคุณปู่ก็เพื่อต้องการให้ท่านสบายใจเท่านั้น ชายชราไม่ได้ทำอะไรผิดเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา ท่านอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนมานับไม่ถ้วน แต่กลับต้องมาตกระกำลำบากในบั้นปลาย ถึงแม้ผู้เฒ่าเมิ่งจะเป็นคนปล่อยวาง แต่ในยามค่ำคืนก็อดที่จะคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ ไหนจะภาระงานที่หนักหน่วงในกองพลการผลิตที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจของท่านอีก
[จบบท]