บทที่ 371: รอยยิ้มที่ตกหลุมรัก
ถึงจะไม่ได้พิศวาสครอบครัวลู่ แต่ในฐานะที่ลู่อีโจวเป็นสหายร่วมรบ กู้เฉิงหวยก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เขาช่วยยกสัมภาระขึ้นรถไฟแล้วกลับมานั่งที่ของตัวเองเงียบๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ยายเฒ่าลู่รีบเดินเข้ามานั่งข้างๆ ทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่แฝงความหยิ่งทะนง “นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะกลับเข้ากรมเหมือนกัน ถ้ารู้แต่แรกก็ดีสิ เราจะได้ออกมาพร้อมกัน สะดวกกว่าตั้งเยอะ”
เมื่อเหลือบไปเห็นหลินเจากับคนอื่นๆ บนชานชาลา ยายเฒ่าลู่ก็พูดขึ้นมาลอยๆ “เธอกับเมียมีลูกตั้ง 4 คนแล้ว ทำไมไม่ให้ย้ายตามไปอยู่ที่กรมทหารด้วยกันล่ะ ย้ายไปน่ะดีจะตาย ไม่ต้องตรากตรำทำงานในไร่นา แถมยังได้อยู่ตึกในค่ายทหาร จะทำอะไรก็สะดวกสบายไปหมด”
นี่เป็นครั้งแรกที่ยายเฒ่าลู่ได้นั่งรถไฟ แต่เธอก็ไม่มีท่าทีประหม่าเลยสักนิด กลับเอาแต่มองสำรวจไปรอบๆ แล้วลูบคลำสิ่งต่างๆ อย่างถือวิสาสะยิ่งกว่าอยู่ที่บ้านของตัวเองเสียอีก
“คุณป้าครับ บนรถไฟมีคนอยู่สารพัดประเภท ดูแลเด็กให้ดีๆ นะครับ ระวังจะตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ” กู้เฉิงหวยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่เป็นไรหรอกน่า” ยายเฒ่าลู่ทำท่าไม่ใส่ใจ ไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย หรือแม้แต่จะชายตามองหลานสาวของตัวเอง “บนรถไฟคนเยอะแยะจะตาย แถมยังมีเจ้าหน้าที่อยู่ตั้งหลายคน ใครมันจะว่างมาขโมยเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ กัน”
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าลู่เป่าเจินไม่ได้มีโชคหนุนนำเหมือนเก่า ท่าทีของยายเฒ่าลู่ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม้จะไม่ได้ลงไม้ลงมือ แต่สิทธิพิเศษที่ลู่เป่าเจินเคยได้รับก็หายไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่หรือของกินดีๆ ก็ไม่มีส่วนของเธออีกต่อไป ตอนนี้เธอถูกปฏิบัติไม่ต่างจากซูอวี้เสียนเลย
ในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ลู่เป่าเจินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ความเอาแต่ใจที่เคยมีได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเด็กเงียบขรึมและดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กหญิงนั่งเฝ้ากองสัมภาระ เธอสวมเสื้อผ้าปะชุนที่มันจนขึ้นเงา ใบหน้าเหลืองซีด ร่างกายผอมแห้ง ไม่ต่างอะไรจากเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านทั่วไป
“เฉิงหวยเอ๊ย ครอบครัวเรามีทั้งคนแก่คนเด็ก เดินทางคราวนี้คงต้องรบกวนเธอช่วยดูแลหน่อยนะ” ดวงตาของยายเฒ่าลู่เป็นประกายอย่างเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยกับกู้เฉิงหวยด้วยรอยยิ้ม
กู้เฉิงหวยไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครเอาเปรียบ เขาจึงตอบกลับด้วยท่าทีเย็นชาและคำพูดที่รัดกุม “เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผมพอช่วยได้ครับ แต่จะให้ผมดูแลทุกอย่างคงไม่ไหว ผมเองก็มีสัมภาระที่ต้องคอยดูเหมือนกัน”
“ตอนเธอไปซื้อข้าว ก็ช่วยซื้อเผื่อพวกเราสักชุดสิ” ในที่สุดยายเฒ่าลู่ก็เผยความต้องการที่แท้จริงออกมา
ครอบครัวลู่เพิ่งจะสูญเงินทองไปมากมาย ทำให้ไม่ได้กินเนื้อมาเดือนกว่าแล้ว ในท้องแทบไม่มีน้ำมันตกถึงท้อง พอได้ยินว่าอาหารบนรถไฟอร่อยมาก ข้าวก็เป็นข้าวสวยขาวๆ กับข้าวก็มีให้เลือกทั้งเนื้อและผัก แถมผักก็ยังผัดจนน้ำมันเยิ้ม แค่คิดยายเฒ่าลู่ก็น้ำลายแทบไหล
กู้เฉิงหวยหันไปมองภรรยาและลูกๆ ที่ยืนอยู่นอกชานชาลา ดวงตาของเขาทอประกายอ่อนโยนลง
แต่เพียงชั่วครู่ เขาก็ละสายตากลับมา แล้วเอ่ยกับยายเฒ่าลู่ว่า “แม่กับภรรยาเตรียมของกินมาให้ผมแล้วครับ ผมเลยไม่คิดจะซื้ออาหารบนรถไฟ คงจะช่วยคุณป้าไม่ได้จริงๆ”
ยายเฒ่าลู่ไม่เชื่อพร้อมตวาดกลับเสียงดัง “ของที่เตรียมมามันจะไปพออิ่มอะไร เธอก็แค่ไม่อยากช่วยฉันใช่ไหมล่ะ เฉิงหวย เธอนี่มันขี้เหนียวจริงๆ นะ เราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ แถมเธอกับอีโจวก็เป็นสหายร่วมรบกัน แค่ช่วยดูแลครอบครัวของเขาสักหน่อยมันจะตายหรือไง”
“ไม่สะดวกครับ” กู้เฉิงหวยตอบกลับเรียบๆ ไม่สะทกสะท้าน
แววตาของเขาฉายความรำคาญออกมาวูบหนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงจะเย็นลง “คุณป้าครับ รถไฟใกล้จะออกแล้ว กลับไปนั่งที่ของคุณเถอะครับ ผมอยากจะคุยกับภรรยาอีกสักหน่อย”
ทหารที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวอย่างเขา ไม่มีทางยอมให้ใครเอาเรื่องบุญคุณมาบีบบังคับได้ง่ายๆ
ยายเฒ่าลู่สบเข้ากับสายตาของเขาที่ดูเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
เมื่อรู้ว่าลูกชายคนที่สามของบ้านกู้ไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยง่ายๆ เธอจึงไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ ได้แต่ฉุดแขนลู่เป่าเจินแล้วเดินจากไปอย่างหัวเสีย
ขณะที่เดินผ่านซูอวี้เสียนที่กำลังยืนยิ้มอย่างมีความสุขไปทางชานชาลา รอยยิ้มนั้นทั้งดูอวดดีและน่าหมั่นไส้ในสายตาของยายเฒ่าลู่ เธอจึงเอื้อมมือไปหยิกแขนลูกสะใภ้เข้าอย่างแรง
“ยิ้มเข้าไป! ยิ้มจนเหงือกบานหมดแล้ว ยังไม่รีบไปหาที่นั่งอีก! ฉันไปทำเวรกรรมอะไรมาถึงได้ลูกสะใภ้โง่ๆ อย่างแกมาอยู่ด้วย ทำอะไรก็ไม่เป็นสับปะรดสักอย่าง แกน่ะโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้แต่งงานกับลูกชายของฉัน!” ยายเฒ่าลู่สบถด่าไม่หยุด เสียงแหลมและดังของเธอทำให้ผู้โดยสารทั้งตู้ต้องหันมามองเป็นตาเดียวกัน
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิด กลับยิ่งได้ใจและด่าทอเสียงดังกว่าเดิมเสียอีก
ทางด้านซูอวี้เสียนที่กำลังส่งสายตาท้าทายให้หลินเจาด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าแม่สามีจะเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมากะทันหัน ทำให้เธอต้องขายขี้หน้าประชาชีไปทั่ว
“แม่คะ เบาหน่อยสิคะ” ซูอวี้เสียนปรามอย่างหัวเสีย
ยายเฒ่าลู่ถลึงตาใส่ “หา นี่แกเป็นแม่ผัวหรือฉันเป็นแม่ผัวกันแน่ กล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ฉัน อย่าลืมสิว่าตั๋วรถไฟของแกน่ะฉันเป็นคนซื้อให้ เชื่อไหมว่าฉันจะไล่แกให้ลงจากรถเดี๋ยวนี้เลย”
“แล้วมันใช่เงินของแม่ที่ไหนล่ะ เงินนั่นสามีฉันเป็นคนหามานะ” ซูอวี้เสียนเถียงกลับ
สองแม่ผัวลูกสะใภ้เปิดศึกโต้เถียงกันลั่นตู้โดยสาร จนผู้คนบนรถไฟพากันลุกขึ้นมายืนดูอย่างสนใจ
การทะเลาะยุติลงเมื่อพนักงานบนรถไฟเดินเข้ามา
“ทำอะไรกันน่ะ ทำอะไรกัน นั่งลงให้เรียบร้อย รถไฟจะออกแล้วนะ ส่งเสียงดังโวยวายกันอยู่ได้”
พนักงานรถไฟในยุคนี้ก็ไม่ใช่ย่อย พวกเขาปากจัดและทำงานเฉียบขาด ว่ากล่าวตักเตือนใครก็ไม่เคยไว้หน้า
ยายเฒ่าลู่ที่เมื่อครู่ยังทำกร่างใส่ลูกสะใภ้ พอเจอคนจริงเข้าก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ได้แต่รีบจูงลู่เป่าเจินเดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
เพียงชั่วอึดใจนั้น รถไฟก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา
ภาพของผู้คนที่วิ่งตามขบวนรถไฟพลางหลั่งน้ำตาและตะโกนเรียกชื่อบุคคลอันเป็นที่รักด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
บรรยากาศการร่ำลาอันแสนเศร้าสร้อยนี้ทำให้หลินเจารู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาขึ้นมาด้วย เป็นภาพที่ยากจะทำใจให้ไม่รู้สึกสะเทือนใจได้จริงๆ
เด็กแฝดยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป วิ่งตามขบวนรถไฟหมายจะเกาะหน้าต่างให้ได้
“พ่อครับ” เสียงของเด็กชายทั้งสองสั่นเครือปนเสียงสะอื้น
อวี้เป่าและเหิงเป่ารู้ดีว่าการจากลาครั้งนี้ พวกเขาจะไม่ได้เจอหน้าพ่อไปอีกนานแสนนาน ทั้งสองจึงร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าสงสาร
กู้เฉิงหวยเห็นลูกชายพยายามจะปีนขึ้นมาที่รถก็ใจหายวาบ แต่เมื่อเห็นหลินเจารวบตัวลูกชายทั้งสองไว้ได้ เขาก็โล่งอก
ชายหนุ่มชะโงกตัวออกมาแล้วตะโกนสุดเสียง “ถ้าคิดถึงพ่อก็โทรหาพ่อนะลูก”
เมื่อเห็นผู้โดยสารยื่นตัวออกมานอกรถ เจ้าหน้าที่บนชานชาลาก็ตะโกนลั่น “อย่าชะโงกหัวออกมา เก็บหัวกลับเข้าไปเดี๋ยวนี้”
ไม่ว่าหน้าไหน ถ้ากล้าทำผิดกฎก็ต้องโดนตำหนิเหมือนกันหมด
กู้เฉิงหวยจึงต้องถอยกลับเข้าไปข้างใน แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ภรรยาและลูกๆ ไม่วางตา
“กลับกันเถอะนะ”
หลินเจาจูงมือลูกชายทั้งสองให้เดินไปข้างหน้าตามขบวนรถไฟที่เคลื่อนตัวช้าๆ
อวี้เป่าใช้หลังมือเล็กๆ ปาดน้ำตา พลางสะอื้นฮักจนพูดไม่เป็นคำ “พ่อครับ...”
“ฮือๆๆๆ” เหิงเป่าก็ร้องไห้เสียงดังระงมราวกับกาน้ำที่เดือดพล่าน
หลินเจาได้แต่ยืนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“ไม่ต้องตามมาแล้ว รีบกลับไปเถอะ” กู้เฉิงหวยโบกมือให้ครอบครัว พร้อมกับกำชับด้วยความเป็นห่วง “เจาเจา ขากลับระวังตัวด้วยนะ มีอะไรให้ไปหาตำรวจได้เลย”
“เรื่องพี่สี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมจะคอยจับตาดูให้เอง...”
รถไฟค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น เสียงล้อเหล็กกระทบรางดัง ฉึกฉัก เคลื่อนตัวมุ่งไปข้างหน้า ทิ้งไว้เพียงผู้คนที่ยังคงยืนส่งอยู่บนชานชาลา
เสียงของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาในหู
ผู้คนบนชานชาลายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง จนกระทั่งขบวนรถไฟกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ลับสายตาไป ทุกคนจึงค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
อวี้เป่าและเหิงเป่าเป็นเด็กที่อ่อนไหวมาก ทั้งสองยังคงสะอึกสะอื้นไม่หยุด น้ำตาไหลพรากจนขอบตาแดงก่ำ ผู้เป็นพี่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำมูกให้ตัวเอง ก่อนจะซับให้น้องชายต่ออย่างแสนดี
หลินเจาจึงเอ่ยขึ้น “กลับกันเถอะ ไปบ้านตาใหญ่ของลูกกันนะ”
ฝาแฝดเดินตามแม่ไปอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังคงเหลียวหลังกลับไปมองทุกๆ สามก้าว
“รถไฟลับตาไปแล้ว ยังจะมองอะไรอีก” หลินเจาถามลูกชายอย่างขบขัน
เหิงเป่าก้มหน้างุด “ผมคิดถึงพ่อครับ”
“ไหนเราชอบเถียงกับพ่อไม่ใช่เหรอ แม่ก็นึกว่าเราไม่ชอบพ่อซะอีก นี่คิดถึงขึ้นมาแล้วเหรอ แล้วทำไมตอนพ่ออยู่ไม่ยอมพูดล่ะ” หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายคนรองอย่างเอ็นดู “เจ้าเด็กปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ”
“ผมไม่ได้ไม่ชอบพ่อนะครับ” เหิงเป่ารีบปฏิเสธทันควัน
อวี้เป่าจึงช่วยอธิบายแทนน้องชาย “เหิงเป่าโกรธที่พ่อไม่ยอมกลับบ้านมานานแล้วครับ เมื่อก่อนคุณย่าเคยเล่าว่าพ่อรักพวกเรามาก ท่านเดินทางไปไกลๆ เพื่อซื้อนมมาให้พวกเรา แถมยังกล่อมพวกเรานอนด้วย แต่ผมกับเหิงเป่าจำอะไรไม่ได้เลย พ่อไม่ได้กลับบ้านมานานมากแล้ว ไม่เคยเขียนจดหมายมาหาด้วย เหิงเป่าเลยคิดว่าคุณย่าโกหก จริงๆ แล้วพ่อไม่ได้รักพวกเราเลย เขาก็เลยงอนพ่ออยู่ ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบพ่อนะครับ”
[จบบท]