บทที่ 374: การจับกุมบ้านเตียว
"ทำไมตำรวจถึงมาที่บ้านเตียวล่ะ บ้านนั้นไปทำอะไรผิดกฎหมายมา"
"ไม่รู้เหมือนกัน เห็นตำรวจหลายคนเข้าไปปุ๊บก็จับคนในบ้านมัดเลย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น"
เสียงพูดคุยของชาวบ้านที่พากันมามุงดูหน้าบ้านเตียวดังจอแจไปทั่วบริเวณ
แน่นอนว่าที่ไหนมีเรื่อง ที่นั่นต้องมีฝาแฝดบ้านกู้ และเมื่อเด็กแฝดอยู่ที่นี่ หยวนเป่ากับเมาตั้นก็ไม่พลาดที่จะมาร่วมวงด้วย เด็กๆ ทุกคนต่างจับจ้องไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ว้าว คุณอาตำรวจจริงๆ ด้วย" เด็กๆ ส่งสายตาชื่นชมไปให้เหล่าเจ้าหน้าที่
"อวี้เป่า เหิงเป่า พวกเขาใส่ชุดเหมือนพ่อของพวกนายเลย เท่ชะมัด" เถี่ยหนิวพูดเสียงดัง
อวี้เป่ามองดูอย่างพิจารณาแล้วส่ายหน้า "ไม่เหมือนกันหรอก" ก่อนจะอธิบายต่อ "พ่อของฉันเป็นทหาร มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ แต่คุณอาพวกนั้นเป็นตำรวจ คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม"
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เถี่ยหนิวก็ทึ่งในความรู้ของเพื่อน "อวี้เป่า แล้วสังคมคืออะไรเหรอ"
"สังคม..." คำถามนี้เล่นเอาอวี้เป่าที่ยังไม่ได้เข้าเรียนไปไม่เป็นเหมือนกัน ที่เขาพูดจาฉะฉานได้ก็เพราะอาศัยความจำดีที่ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันเท่านั้น
อวี้เป่าจึงหันไปดึงแขนซ่งอวิ๋นจิ่นที่กำลังดูเหตุการณ์อย่างออกรส "คุณน้าครับ สังคมคืออะไรเหรอครับ"
สังคมอย่างนั้นเหรอ คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับมึน "สังคมก็คือกลุ่มคนน่ะสิ พวกเราทุกคน ทั้งคนแก่ เด็ก ผู้ชาย ผู้หญิง พอมารวมกันก็เรียกว่าสังคมไง" เขาอธิบายไปตามความเข้าใจ
อวี้เป่าพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะหันไปบอกเถี่ยหนิวอย่างภูมิใจ "ได้ยินแล้วใช่ไหม คุณน้าของฉันอธิบายแล้ว"
เถี่ยหนิวทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่อยากเสียฟอร์มต่อหน้าเพื่อนๆ เลยได้แต่ยืดอกตอบรับ "อื้อ ได้ยินแล้ว"
พวกผู้ใหญ่บ้านกู้ที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ ก็ได้แต่แอบหัวเราะในความไร้เดียงสานั้น
ภายในลานบ้านเตียว ใบหน้าที่ดูซื่อๆ ของเตียวถัวจื่อเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "สหายตำรวจ พวกคุณทำอะไรกัน ครอบครัวผมเป็นคนทำมาหากินสุจริต ไม่เคยทำเรื่องเสียหายเลยนะ"
ภรรยาของเขาจากไปนานแล้ว ทิ้งให้เขาเลี้ยงดูลูกชายหลายคนจนเติบใหญ่แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว ตอนนี้ในบ้านมีสะใภ้ตั้งหลายคน แถมยังมีหลานอีกหลายชีวิต เมื่อเห็นตำรวจบุกเข้ามาถึงบ้าน บรรดาสะใภ้ต่างรู้สึกเหมือนเคราะห์ร้ายมาเยือน หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ลานบ้านที่รกอยู่แล้วยิ่งดูวุ่นวายขึ้นไปอีก ตำรวจนายหนึ่งวัยสี่สิบต้นๆ เดินออกมาจากห้องครัว สายตาเย็นชาของเขากวาดมองคนในบ้าน ก่อนจะหยุดลงที่เตียวถัวจื่อด้วยแววตาคมกริบ
"หลักฐานอยู่ในห้องครัว ตรงห้องใต้ดินลับใต้โอ่งน้ำ"
สิ้นคำพูดของเขา ตำรวจอีกสองนายก็ช่วยกันขนของมีค่าออกมามากมาย ทั้งเนื้อหมักรมควันชิ้นเขื่อง แป้งสาลีอย่างดีหนึ่งกระสอบ ผ้าผ่อน นมผงมอลต์สกัด และอาหารกระป๋องอีกหลายอย่าง ของเหล่านี้ล้วนเป็นของดีที่ชาวบ้านเห็นแล้วต้องตาโตด้วยความอิจฉา
"บ้านเตียวไปเอาของดีๆ แบบนี้มาจากไหนกัน"
"เฮ้ย ดูนั่นสิ"
"นั่นมันอาหารกระป๋องกับนมผงมอลต์ไม่ใช่เหรอ ไหนจะเนื้อรมควันชิ้นเบ้อเริ่มนั่นอีก แล้วยังมีแป้งฟู่เฉียงด้วย ใครมันเคยบอกว่าบ้านเตียวยากจนข้นแค้น นี่มันเรียกว่ายากจนตรงไหน ถ้าแบบนี้เรียกยากจน แล้วบ้านฉันจะเรียกว่าอะไร"
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันตกตะลึงและรู้สึกเหมือนโดนหักหลังไปตามๆ กัน
ขณะที่ทุกคนยังอยู่ในอาการงุนงง ตำรวจที่เป็นหัวหน้าก็สั่งเสียงเฉียบขาด "คุมตัวทั้งหมดกลับไปที่สถานี"
เตียวถัวจื่อมองของกลางที่วางอยู่ในลานบ้านด้วยใบหน้าซีดเผือด "ลูกชายผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย"
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณจะตัดสิน" ตำรวจตอบกลับอย่างเย็นชา
เมื่อจำนนต่อหลักฐาน เตียวถัวจื่อจึงไม่อาจแก้ตัวอะไรได้อีก เขาได้แต่ก้มหน้ายอมให้ตำรวจคุมตัวออกจากบ้านไป ระหว่างทางที่เดินออกมา สายตาของเขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นฝาแฝดบ้านกู้ ก่อนจะเดินต่อไปเงียบๆ
หลินเจาสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ นั้นจึงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอเป็นคนใจกล้า ไม่ได้เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ จึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ "สหายตำรวจคะ บ้านเตียวเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ"
ตำรวจนายนั้นไม่ได้ปิดบังอะไร "เราสืบพบว่าประวัติของเตียวถัวจื่อคนนี้ไม่ชอบมาพากล และเขายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักพาตัวเด็กอีกด้วย"
คำตอบนั้นทำเอาสถานการณ์ที่วุ่นวายอยู่แล้วแทบจะระเบิดออกมา
"อะไรนะ" แม่กู้ร้องเสียงหลงดังกว่าปกติหลายเท่า "เตียวถัวจื่อเนี่ยนะเป็นพ่อค้ามนุษย์ จะเป็นไปได้ยังไงกัน ครอบครัวเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งหลายปีแล้วนะ ดูเป็นคนซื่อๆ จะเป็นพ่อค้ามนุษย์ไปได้ยังไง"
ยายเฒ่าเฉียนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของแม่กู้รีบดึงแขนเพื่อนเอาไว้ "นี่เธอแก่จนเลอะเลือนไปแล้วรึไง ถ้าบ้านเตียวไม่ได้ทำเรื่องสกปรก จะมีของดีๆ กองเต็มบ้านขนาดนั้นได้ยังไง ของพวกนั้นน่ะ บ้านเธอยังไม่มีเลยไม่ใช่รึ"
"นั่นสิ ไม่มีหรอก ใครที่ไหนจะมีของดีๆ มากมายขนาดนั้นได้" แม่กู้คิดในใจอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ‘เว้นแต่จะเป็นสะใภ้สามของฉัน’
ยายเฒ่าเฉียนกล่าวเสริม "เห็นไหมล่ะ บ้านเตียวต้องทำเรื่องชั่วช้ามาแน่ๆ"
แม่กู้รู้ดีว่าเพื่อนพูดถูก เธอหันไปมองครอบครัวเตียวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย "การลักพาตัวเด็กไปขายน่ะมันเป็นเรื่องบาปหนา ตายไปต้องตกนรกหมกไหม้นะเตียวถัวจื่อ นี่คุณทำเรื่องแบบนั้นจริงๆ เหรอ"
เตียวถัวจื่อไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่เดินไปข้างหน้าต่ออย่างเงียบงัน
ตกนรกก็ตกนรกสิ เรื่องหลังความตายใครจะไปสนใจ สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับสายตาดูแคลนของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หลินเจาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "เรื่องที่จางหม่านเยว่จ้องจะเล่นงานเชียนเป่า เป็นความคิดของคุณใช่ไหม"
เตียวถัวจื่อหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองเธอพลางยิ้มเยาะ "ฉันไม่ได้บอกให้เธอทำตรงๆ หรอกนะ" เมื่อนึกถึงผู้หญิงอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเขาก็ฉายแววดูถูกอย่างชัดเจน "ฉันก็แค่เปรยๆ ว่าเด็กแฝดน่ะขายได้ราคาดี ส่วนเรื่องที่คิดจะเอาลูกชายของเธอไปแลกกับลูกตัวเองน่ะ เป็นความคิดโง่ๆ ของผู้หญิงคนนั้นเอง"
ชายชรามองมาที่หลินเจาแล้วพูดต่อ "การไม่ยุ่งกับเด็กในหมู่บ้านตัวเอง ถือเป็นหลักการของฉัน"
หลินเจาแค่นยิ้ม ยังจะมาทำเป็นภาคภูมิใจอีกนะ ไอ้แก่นี่มันน่าโดนอัดจริงๆ
ขณะที่เธอกำลังจะสวนกลับ
"อะไรนะ เรื่องที่จางหม่านเยว่ขโมยเชียนเป่าของฉันไปก็เกี่ยวกับแกด้วยเหรอ" แม่กู้ที่เพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก็เลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าไปหมายจะตบตีเตียวถัวจื่อ แต่ก็ถูกตำรวจขวางไว้ได้ทัน
"ใจเย็นๆ ครับคุณป้า เขาทำผิดอะไรก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย"
แม่กู้ยอมลดมือลง แต่ก็ไม่วายถ่มน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่าย "ไอ้คนสารเลวไม่สร้างบุญสร้างกุศล ฉันจะคอยดูว่าตระกูลของแกจะพบเจอแต่เรื่องดีๆ ได้ยังไง"
ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งอดที่จะให้ข้อมูลเพิ่มไม่ได้ "คุณป้าครับ ตอนที่ครอบครัวนี้ย้ายเข้ามาที่กองพลการผลิต เอกสารยืนยันตัวตนที่พวกเขานำมาน่ะ เป็นของที่ขโมยมาจากคนอื่นนะครับ จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้แซ่เตียว"
"หา แม้แต่แซ่ก็ยังขโมยมาเหรอ" แม่กู้ตกใจจนตาค้าง "แล้วบ้านนี้มีอะไรเป็นของจริงบ้างเนี่ย เตียวถัวจื่อ หรือว่าแกจะไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ ด้วย"
คำสบประมาทนี้ทำให้เตียวถัวจื่อสิ้นความสงบในที่สุด เขาหน้าแดงก่ำแล้วเถียงกลับเสียงดัง "ถ้าข้าไม่ใช่ผู้ชาย แล้วลูกชายข้าจะโผล่มาจากไหนได้"
"ใครจะไปรู้ล่ะ ก็ต้องถามตัวแกเองดูสิ" แม่กู้ตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
เตียวถัวจื่อโกรธจนหน้าเขียวจัด ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียง ลูกชายคนที่สองของเขาก็มองมาที่พ่อด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ "พ่อครับ พ่อ... พ่อลักพาตัวเด็กคนอื่นไปขายจริงๆ เหรอครับ"
เตียวถัวจื่ออาจจะใจดำกับลูกคนอื่น แต่กับลูกของตัวเองนั้นเขาทะนุถนอมอย่างดี เขาเบือนหน้าหนี "เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับพวกแก"
คำตอบนั้นไม่ต่างอะไรกับการยอมรับโดยตรง ลูกชายของเตียวถัวจื่อทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำด้วยความอับอาย ส่วนบรรดาหลานๆ ที่โตพอจะรู้ความแล้ว เมื่อได้ยินว่าปู่ของตนหาเงินด้วยการขายเด็กคนอื่น ก็ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งด้วยความสับสน ปู่เคยบอกไม่ใช่เหรอว่าตอนหนุ่มๆ เก็บหอมรอมริบไว้มากมาย
ลูกชายคนที่สองของเตียวถัวจื่อตาแดงก่ำ เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดแรง เอามือปิดหน้าแล้วตะโกนออกมาอย่างสิ้นหวัง "พ่อครับ พ่อทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้ลงไปได้ยังไง พ่อลืมไปแล้วเหรอว่าพี่ใหญ่ก็ถูกพวกพ่อค้ามนุษย์ลักพาตัวไปนะ"
"แม่ก็ตรอมใจตายเพราะเรื่องนี้ ตอนตายแม่ยังหลับตาไม่ลงเลย แล้วพ่อไปทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ได้ยังไง พ่อทำมานานแค่ไหนแล้ว" เขานึกถึงข่าวเด็กหายเมื่อสองปีก่อนแล้วถามด้วยความสิ้นหวัง "พ่อครับ เมื่อสองปีก่อนที่เด็กของกองพลการผลิตตงเฟิงถูกขโมยไป เป็นฝีมือพ่อใช่ไหม"
เตียวถัวจื่อเอาแต่นิ่งเงียบ
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านโดยรอบต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกใจ
หวังชุนฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "หลังจากลูกของบ้านนั้นหายไป เมียก็กลายเป็นคนเสียสติ ส่วนผัวก็ออกตามหาลูกแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย ได้ยินว่าไปตายอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนย่าของเด็กก็มาตายตามไปในฤดูหนาวปีนั้น ได้ยินว่าจนลมหายใจสุดท้ายก็ยังเรียกแต่ชื่อหลาน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ทำเรื่องเลวร้ายขนาดนี้จะอยู่ใกล้ตัวเราแค่นี้เอง"
เมื่อได้ฟังเรื่องราวอันน่าสลด ทุกคนก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว สายตาที่มองไปยังเตียวถัวจื่อเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ
ตำรวจไม่ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ จึงรีบคุมตัวครอบครัวเตียวทั้งหมดออกจากหมู่บ้านไป และข่าวสุดอื้อฉาวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งคอมมูนในเวลาไม่นาน
[จบบท]