บทที่ 375: เธอหาผู้หญิงคนนั้นไม่เจอหรอก
บรรดาครอบครัวที่ลูกถูกลักพาตัวไปต่างพากันตาค้างกันทั้งคืนหลังจากได้ยินข่าว และพากันมาที่สถานีตำรวจตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางของอีกวัน
ชาวนาผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ ปกติแล้วมักจะหลีกเลี่ยงการมีเรื่องมีราวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในวันนี้ ทุกคนกลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก แม้จะเดือดดาลเพียงใด พวกเขาก็ยังคงควบคุมอารมณ์และพยายามสอบถามอย่างอดทน
“คุณตำรวจครับ หลานชายคนเล็กของผมถูกลักพาตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นแกเพิ่งจะ 3 ขวบ ป่านนี้น่าจะ 8 ขวบแล้ว บนตัวไม่มีปานอะไร แต่ผิวขาว ตากลมโต แล้วก็มีแผลเป็นเล็กๆ ที่หัวเข่า คนที่บ้านรอแกกลับมาทุกวันเลยครับ ยังพอจะมีหวังหาเจอไหมครับ” ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา
“ส่วนลูกชายคนโตของฉันหายตัวไปเมื่อ 3 ปีก่อนค่ะ ตอนนั้นอายุ 6 ขวบแล้ว หายไปตอนกำลังเดินกลับบ้านจากโรงเรียน ลูกฉันตัวเล็กนิดเดียว ผอมมาก ดวงตาจะเหมือนพ่อของเขาคือเล็กมากๆ แล้วก็มีไฝดำเม็ดเล็กๆ อยู่บนริมฝีปากค่ะ”
ผู้คนที่ได้ทราบข่าวต่างทยอยเดินทางมาสมทบและเริ่มบอกเล่าเรื่องราวของตนเองบ้าง บางคนถึงกับร่ำไห้สะอึกสะอื้นจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
ในช่วงเช้าตรู่ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนกำลังเดินทางไปทำงาน เมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านี้เข้า ใครเลยจะอดใจไม่หยุดฟังได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ข่าวจึงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองว่าในคอมมูนมีแก๊งค้ามนุษย์ที่ซ่อนตัวอยู่และได้ลักพาตัวเด็กไปเป็นจำนวนมาก จากปากต่อปาก เรื่องราวก็ถูกบิดเบือนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่ามีชายชราคนหนึ่งขายเด็กไปแล้วนับร้อยนับพันคนในช่วงเวลาไม่กี่ปี และเมื่อข่าวลือแพร่กระจายออกไปอีก มันก็กลายเป็นเรื่องสยดสยองว่ามีชายชรากินเด็ก
ชื่อเสียงของกองพลการผลิตเฟิงโซวจึงพลอยมัวหมองไปด้วย สมาชิกคอมมูนคนอื่นๆ ต่างก็จนปัญญาที่จะอธิบาย แม้จะพยายามแก้ต่างไปมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถลบล้างความเข้าใจผิดของผู้คนได้เลย ช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจเสียจริง ด้วยเหตุนี้เอง กองพลการผลิตต่างๆ จึงพากันหวาดระแวง ไม่กล้าที่จะรับคนนอกเข้ามาลงทะเบียนบ้านอีกต่อไป เพราะกลัวว่าจะต้องเจอกับคนอย่าง "เตียวถัวจื่อ" ซ้ำสอง
หลินเจาซึ่งกลับมาทำงานตามปกติแล้วก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นเหตุการณ์วุ่นวายบริเวณหน้าสถานีตำรวจเช่นกัน
เธอยังเห็นอีกว่าเตียวถัวจื่อถูกกลุ่มคนพิเศษกลุ่มนั้นลากออกมาประจานให้ผู้คนรุมทุบตีและด่าทอ เพียงแค่ครึ่งวันผ่านไป เขาก็ดูทรุดโทรมแก่ชราลงไปหลายปี
หลังจากที่ถูกรุมประชาทัณฑ์อีกระลอก ฝูงชนก็ค่อยๆ สลายตัวไป ทิ้งให้เตียวถัวจื่อนอนกองอยู่บนพื้นซึ่งมีคราบเลือดเจิ่งนองอยู่เล็กน้อย
หลินเจาตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาเขา
เมื่อรู้สึกได้ถึงเงาที่ทาบทับลงมา เตียวถัวจื่อจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง แสงแดดที่เจิดจ้าทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตา และเมื่อเห็นว่าเป็นหลินเจา เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ “อ้อ เป็นเธอนี่เอง”
เตียวถัวจื่อพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพลางเช็ดเลือดบนหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับไม่ทุกข์ร้อน “ตั้งใจมาดูคนชั่วอย่างฉันรับกรรมหรือไง”
หากมองเพียงผิวเผิน ใบหน้าของเขาดูซื่อสัตย์และจริงใจ เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยยากของชีวิต ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านที่ทำงานหาเช้ากินค่ำทั่วไป ใครจะไปคาดคิดว่าคนแบบนี้จะกล้าลักพาตัวเด็กได้ลงคอ
“คนชั่วย่อมได้รับผลกรรมของตัวเอง ฉันไม่สนใจสภาพน่าสมเพชของคุณหรอก” หลินเจาตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แล้วเธอมาทำไม” คราวนี้เตียวถัวจื่อรู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริง
หลินจาจ้องมองใบหน้าของเขาเขม็งแล้วเอ่ยถาม “คุณรู้จักผู้หญิงที่มีไฝอยู่กลางหน้าผากไหม”
ม่านตาของเตียวถัวจื่อหดเกร็งวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพปกติในพริบตา เขาไม่ได้ปฏิเสธ “เธอรู้เรื่องผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง”
“ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน” หลินเจาไม่ตอบคำถาม แต่ย้อนถามกลับไป
เตียวถัวจื่อส่ายหน้าช้าๆ “...เธอหาผู้หญิงคนนั้นไม่เจอหรอก”
“เป็นคนรักของคุณเหรอ”
คำถามนั้นทำให้เตียวถัวจื่อถึงกับหน้าเหวอ เขามองเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะถามว่าตาบอดหรือเปล่า
“ฉันแก่ปูนนี้แล้ว จะไปมีมงมีเมียที่ไหนกัน!” เขาตวาดลั่น “อีกอย่าง ต่อให้ฉันไม่เลือกมากแค่ไหน ก็ไม่มีวันเอาคนค้ามนุษย์มาเป็นเมียหรอก ผู้หญิงที่ทั้งอำมหิตและโหดเหี้ยมแบบนั้น มีหวังวันดีคืนดีโดนจับไปขายยังไม่รู้ตัวเลย”
“อ้าว พวกคุณไม่ใช่พวกเดียวกันหรอกเหรอ” หลินเจาแค่นหัวเราะ
“พวกเดียวกันที่ไหนกัน ฉันไม่เหมือนพวกนั้น” เตียวถัวจื่อขมวดคิ้วปฏิเสธทันควัน แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เขาถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องถลำลึกเข้ามาในเส้นทางนี้ ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เต็มใจจะก้าวลงสู่ความมืดมิดด้วยตัวเอง
หลินเจาเหยียดยิ้มหยัน “ไม่เหมือนตรงไหนกัน คุณวิเศษวิโสมาจากไหนหรือไง สุดท้ายก็ทำเรื่องชั่วช้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอไง”
“กลางค่ำกลางคืน ไม่เคยฝันถึงเสียงเด็กร้องไห้บ้างเลยหรือไง”
เตียวถัวจื่อรู้สึกเหน็บชานิดๆ ที่ขา จึงขยับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย “มีสิ มีแต่เสียงร้องไห้ทั้งนั้นแหละ”
เขาเอ่ยขึ้นราวกับกำลังสนทนากับสหายเก่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉยชา “เมียที่อาภัพของฉันร้องไห้ทุกคืน ร้องไห้ให้กับลูกชายคนโตที่โชคร้ายของฉัน ร้องไห้ให้กับลูกคนที่สองกับคนที่สามที่ต้องทนหิวจนถึงขนาดต้องแทะเปลือกไม้กินประทังชีวิต”
“คุณไม่กลัวว่ากรรมจะตามสนองบ้างเหรอ” หลินเจาเอ่ยถาม
“กรรมสนองอย่างนั้นเหรอ” เตียวถัวจื่อหัวเราะหยัน ราวกับกำลังสมเพชในความไร้เดียงสาของเธอ “กรรมเกิมที่ไหนกันไร้สาระ ฉันรู้แค่ว่าคนดีมักอายุสั้น”
“เรื่องทั้งหมดฉันทำเอง สวรรค์จะลงทัณฑ์อะไรมาฉันก็พร้อมน้อมรับ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน”
ในเมื่อลูกชายของเขาเติบใหญ่กันหมดแล้ว เขายังจะต้องกลัวอะไรอีก อย่างมากก็แค่แลกด้วยชีวิตเดียว
“แล้วถ้ากรรมนั้นมันไม่ได้ตกที่คุณ แต่ไปตกที่ลูกชายของคุณแทนล่ะ” หลินเจาถามขึ้นลอยๆ
สีหน้าของเตียวถัวจื่อพลันเปลี่ยนไป
เปลือกตาที่เหี่ยวย่นของเขาปรือลงปิดบังแววตาที่ดูซื่อๆ ทว่าบัดนี้กลับฉายแววอำมหิตออกมาอย่างชัดเจน เขาหรี่ตามองหลินเจาเขม็ง “เรื่องแบบนี้เอามาพูดเล่นไม่ได้นะ ฉันถือเป็นเรื่องจริง”
“ลูกหลานของคุณถูกส่งตัวไปที่ฟาร์มกันหมดแล้ว” หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ลูกชายของคุณเป็นคนร้องขอเอง เขาบอกว่าอยากจะไถ่บาปให้กับคุณ”
เตียวถัวจื่อถึงกับตัวแข็งทื่อ
“เป็นไปไม่ได้” เขาส่ายหน้าปฏิเสธ “เรื่องที่ฉันทำมันไม่เกี่ยวกับลูกหลานของฉัน ตำรวจก็รู้ดีอยู่แล้ว พวกเขาจะต้องได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสิ”
“ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกคุณ” หลินเจาพูดแทรกขึ้น
พูดตามตรง เธอเองก็เริ่มมองลูกชายหลายๆ คนของเตียวถัวจื่อในแง่ดีขึ้น พวกเขาล้วนเป็นลูกที่กตัญญูและยังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้
“พวกเขาอาจจะไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายก็จริง แต่เงินทองที่คุณหามาได้จากการขายเด็ก พวกเขาก็ร่วมใช้ด้วยเหมือนกัน แล้วเงินทองพวกนั้นมันคืออะไรล่ะ ก็ของโจรดีๆ นี่เอง”
“การกระทำของคุณมันทำให้ลูกหลานของคุณต้องเงยหัวไม่ขึ้นไปชั่วชีวิต”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเตียวถัวจื่อเลือนหายไป เขาก้มหน้าลงต่ำ สีหน้าสับสนว้าวุ่นใจ
“เธอจะไปเข้าใจอะไร” เขาเค้นเสียงเย็นชาออกมาลอดไรฟัน “ก้มหน้าแล้วมันจะตายหรือไง มีชีวิตอยู่สิถึงจะสำคัญที่สุด ถ้าคนเราตายไปแล้ว ต่อให้จะเชิดหน้าชูคอได้สูงส่งแค่ไหน มันจะมีประโยชน์อะไร”
ถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ลูกหลานจะไม่ยอมรับเขาเป็นพ่อ เขาก็ทำใจยอมรับได้
หลินเจาส่ายศีรษะอย่างระอาใจ ไม่คิดจะพูดอะไรต่ออีก
คนแบบนี้มันหมดทางเยียวยาจริงๆ
“ก็หวังว่าคุณจะคิดแบบนี้ได้ตลอดรอดฝั่งแล้วกันนะ”
หลินเจาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังกลับและเตรียมจะเดินจากไป
แต่แล้วเตียวถัวจื่อก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “คนที่เธอตามหาชื่ออาเสีย แม่ของเธอเคยเป็นเจ้าของซ่องโสเภณีมาก่อน รู้จักคนทุกประเภททุกสารทิศ พอซ่องถูกทางการสั่งปิด ก็เลยผันตัวมาทำธุรกิจลักพาตัวเด็กแทน แม่ของเธอเป็นนางมารร้ายที่อำมหิต แต่อาเสียน่ะร้ายยิ่งกว่าแม่ของเธอเสียอีก”
จิตใจของอาเสียนั้นอำมหิตราวกับอสรพิษ ทั้งยังเลือดเย็นเป็นที่สุด ไม่รู้ว่ามีกี่ครอบครัวแล้วที่ต้องพังพินาศลงเพราะน้ำมือของผู้หญิงคนนี้ เมื่อเทียบกับคนอย่างอาเสียแล้ว เขาอาจจะนับได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
เตียวถัวจื่อมองหลินเจาแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อาเสียเป็นคนฉลาดแกมโกง โชคดี แถมยังหูตากว้างไกล เธอไม่มีทางหาผู้หญิงคนนั้นเจอหรอก ขนาดฉันเองยังเคยเจอหน้าเธอแค่ 2 ครั้งเท่านั้น”
หลินเจาเหยียดยิ้มอย่างเย็นชา
“จะหาเจอหรือไม่เจอ ก็ต้องลองหาก่อนถึงจะรู้”
เตียวถัวจื่อไม่พูดอะไรต่ออีก
หลังจากที่แยกกับเตียวถัวจื่อแล้ว หลินเจาก็ตรงไปที่สถานีตำรวจทันทีเพื่อเล่าเรื่องของอาเสียให้ฟัง เนื่องจากสถานะของเธอคือคนในครอบครัวทหาร ทางตำรวจจึงให้ความสำคัญกับคำให้การของเธอเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้มีความสามารถช่วยวาดภาพสเก็ตช์ใบหน้าของอาเสียขึ้นมาอย่างคร่าวๆ แล้วส่งต่อให้กับตำรวจทุกคนในทันที
“เอ๊ะ” ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “ผมเคยเห็นคนนี้ครับ”
หลินเจารีบหันขวับไปมอง “คุณเห็นเธอที่ไหน”
“ไม่ไกลจากบ้านของเตียวครับ” ตำรวจหนุ่มคนนั้นถูกหญิงสาวหน้าตางดงามจ้องมองจนรู้สึกร้อนที่ใบหู “ผู้หญิงคนนั้นมีไฝอยู่กลางหน้าผาก ผมเดินชนกับเธอเข้าพอดี เลยจำได้แม่นเลยครับ”
“สืบสวน!” ท่านผู้กำกับทุบโต๊ะเสียงดัง “ตามรอยจากเบาะแสนี้ไป สืบให้ถึงที่สุด ต้องหาตัวคนร้ายออกมาให้ได้”
ตำรวจทุกคนต่างเริ่มปฏิบัติหน้าที่กันอย่างแข็งขัน
ทว่าหลินเจาเองกลับไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ในเมื่อเตียวถัวจื่อบอกว่าผู้หญิงที่มีไฝกลางหน้าผากคนนั้นเป็นคนขี้ระแวง ป่านนี้เธอคงจะหนีเตลิดไปไกลแล้ว
และก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่ผิด
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงที่พักชั่วคราวของอาเสีย ก็พบว่าห้องนั้นว่างเปล่าไปเสียแล้ว เมื่อลองสอบถามเพื่อนบ้านในละแวกนั้นเกี่ยวกับตัวเธอ ก็ไม่มีใครรู้จัก หรือบางคนถึงกับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีคนหน้าตาแบบนี้อาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน
แม้กระทั่งจดหมายแนะนำตัวของเธอก็ยังเป็นของปลอม
เบาะแสทั้งหมดจึงขาดสะบั้นลง
[จบบท]