บทที่ 379: ขอเป็นแนวหน้าให้คุณ
ครอบครัวชิวร้อนใจอยากจะรีบฉวยโอกาสเอาเปรียบ ในวันนั้นพวกเขาจึงพากันหิ้วไข่ไก่ไม่กี่ฟองกับผักป่าอีกหนึ่งตะกร้ามาที่กองพลการผลิตตงเฟิง
ระหว่างทางมา ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ใครจะคิดว่าพวกเขาจะไม่ได้แม้แต่จะเหยียบเข้าไปในบ้านของตระกูลหลินด้วยซ้ำ
ซ่งซีเวยพอจะเดาเจตนาของอีกฝ่ายออกอยู่แล้ว มีหรือที่เธอจะยอมให้คนพวกนี้ได้เจอกับหลานสาวของตัวเอง
หญิงสูงวัยยืนขวางอยู่ที่หน้าประตู กวาดสายตาเรียวคมสีนิลมองคนบ้านชิวทีละคนอย่างกดดัน
“ลูกชายคนรองของฉันกับลูกสาวบ้านคุณหย่ากันแล้ว ไม่ได้เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกต่อไป ส่วนหลินเซวียนกับหลินเจิงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบ้านหลิน ถ้าพวกคุณอยากจะมาเยี่ยมหลานๆ พวกเราก็ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามหรอกค่ะ แต่ว่า…”
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาจะฉายแววเฉียบคมขึ้นมา
“ถ้าคิดจะใช้หลานๆ เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้ตัวเองล่ะก็ ฝันไปเถอะ!”
อันที่จริงยายเฒ่าชิวอายุมากกว่าซ่งซีเวยเพียงไม่กี่ปี แต่ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะหน้าตาหรือบุคลิก กลับดูเหมือนอายุห่างกันเป็น 10 ปี
เธอไม่เคยชอบแม่ลูกเขยคนนี้เลย ตั้งแต่ก่อนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองต้องอยู่ต่ำกว่าเสมอ
เพียงแต่ครั้งนี้…
ยายเฒ่าชิวไม่กล้าหยาบคายเหมือนเคย จึงฝืนยิ้มประจบ “แม่ลูกเขยคะ…”
ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ซ่งซีเวยก็สวนกลับมาอย่างเย็นชา
“เรียกผิดแล้วค่ะ”
ยายเฒ่าชิวถึงกับพูดไม่ออก หน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะรีบปั้นหน้ายิ้มขึ้นมาใหม่ “แม่ซื่อเซิ่ง พวกเราเห็นด้วยกับที่คุณพูดทุกอย่าง วันนี้ที่มาก็แค่อยากจะมาดูเซวียนเซวียนกับเจิงเจิง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่รู้ว่าสองคนนั้นโตขึ้นแค่ไหนแล้ว เลยเอาไข่มาให้หลานๆ น่ะจ้ะ”
พลางชูตะกร้าในมือขึ้นให้ดู
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ซ่งซีเวยจึงพยักพเยิดหน้าให้ต้าตั้น
“ต้าตั้น รับไว้สิ”
ของที่ญาติฝั่งแม่ของเด็กๆ อุตส่าห์เอามาให้ ทำไมจะไม่รับล่ะ ว่ากันตามจริงแล้ว บ้านชิวต่างหากที่สมควรจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูด้วยซ้ำ
ต้าตั้นจึงเดินเข้าไปรับตะกร้า แต่เขาสังเกตได้ว่ายายเฒ่าชิวออกแรงยึดเอาไว้แน่นเหมือนไม่อยากจะให้ เขาจึงใช้แรงดึงมากกว่าจนคว้าตะกร้ามาได้สำเร็จ แล้วเดินกลับเข้าบ้านไป
ซ่งซีเวยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ของฉันรับไว้แล้วค่ะ เดี๋ยวจะเอาไปทำให้เซวียนเซวียนกับเจิงเจิงกินจนหมด บ้านหลินเราไม่โลภมากอยากได้ของของเด็กๆ หรอก”
“ตอนนี้เด็กสองคนไปอยู่บ้านอาหญิงของพวกเขา ไม่อยู่ที่นี่ วันนี้พวกคุณคงยังไม่ได้เจอหรอกค่ะ ถ้าอยากเจอจริงๆ อีกครึ่งเดือนค่อยมาใหม่แล้วกันนะคะ”
พูดจบเธอก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป พร้อมกับสั่งให้ต้าตั้นปิดประตู
ปัง!
ประตูบานใหญ่ถูกปิดลง ตามด้วยเสียงลงสลักประตูดังแกร๊ก
คนบ้านชิวได้แต่ยืนนิ่ง…
ไม่ให้เจอก็ไม่ให้เจอ แต่เอาไข่คืนมาสิ
ทุกคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตาเฒ่าชิวรู้สึกอับอายจนหน้าร้อนผ่าว เขาฉุนเฉียวจนสะบัดหน้าเดินจากไป
“นี่คุณ!” ยายเฒ่าชิวร้องเรียกสามี พลางคิดจะบอกให้ลองหาวิธีอื่นดู แต่เขากลับเดินลิ่วๆ ไปไกลแล้ว
น้องชายของชิวเหลียนมองประตูบ้านหลินที่ปิดตายด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะรีบเดินตามพ่อของตนไป
ส่วนภรรยาของเขานั้นไม่กล้าปริปากพูดอะไร ได้แต่ชำเลืองมองแม่สามีแวบหนึ่งเพราะกลัวว่าจะโดนพาลใส่ จึงรีบวิ่งตามสามีของตัวเองไปอีกคน
เพียงชั่วครู่เดียว ตรงนั้นก็เหลือเพียงยายเฒ่าชิวยืนอยู่ตามลำพัง
ใบหน้าเหี่ยวย่นของเธอบูดเบี้ยว แผนการชั่วร้ายในหัวสลายไปสิ้น เมื่อเหลือตัวคนเดียวแบบนี้จะไปทำอะไรได้ แค่ซ่งซีเวยคนเดียวเธอยังสู้ไม่ได้เลย
ยายเฒ่าชิวได้แต่กระทืบเท้าอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากไป
เมื่อเห็นว่าตัวน่ารำคาญไปแล้ว ต้าตั้นจึงเปิดประตูออกมา พอแน่ใจว่าพวกเขาไปไกลแล้วจริงๆ เขาจึงไม่ได้ปิดประตูอีก แล้วหันไปบอกหลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยที่อยู่ในลานบ้านว่า “ปู่ครับ ย่าครับ พวกเขาไปกันแล้วครับ”
“ไปทำงานของแกต่อเถอะ ไม่ต้องสนใจ” ซ่งซีเวยเอ่ย
สันดานของคนบ้านชิว เธอขี้เกียจจะพูดถึง และไม่อยากจะข้องเกี่ยวด้วยอีก
หลินเฮ่อหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงไปด้วยความสุขุม “สงสัยจะได้ข่าวเรื่องที่เจ้าสองได้เข้าทำงานในหน่วยขนส่งแล้ว”
ซ่งซีเวยเองก็คิดเช่นนั้น “หย่ากันไปแล้ว ไม่ว่าอนาคตเจ้าสองจะก้าวหน้าไปแค่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับบ้านชิวอีก ถ้าพวกเขาไม่มายุ่ง… ฉันก็จะทำเป็นลืมๆ ไปว่ามีคนตระกูลนี้อยู่ แต่ถ้ายังกล้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตดีๆ ของลูกชายฉันล่ะก็ คงต้องถามหมัดของฉันดูก่อนว่าจะยอมหรือเปล่า”
สมัยที่ลูกชายยังเกี่ยวดองกับบ้านนั้นอยู่ ซื่อเซิ่งไม่เคยปริปากบ่นอะไร เธอในฐานะแม่จึงไม่สะดวกจะเข้าไปยุ่ง แต่เมื่อตัดขาดกันไปแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าครอบครัวนั้นอีกต่อไป
หลินเฮ่อหลิงไม่ได้เห็นภรรยาในมุมนี้มานานแล้ว เขาจึงมองเธอด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนอยู่แล้วยิ่งทอประกายความนุ่มนวลออกมามากขึ้น
ในส่วนลึกของความทรงจำของเขา ซ่งซีเวยยังคงเป็นเหมือนเดิมเสมอ สดใส ร้อนแรง ดุจกุหลาบป่าที่เบ่งบานอย่างงดงามที่สุด เขาไม่เคยมองเห็นริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นตามวัยของเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาจดจำได้คือภาพของเธอในครั้งแรกที่พบกัน หญิงสาวผู้โบกสะบัดแส้สีดำขลับอย่างองอาจและสง่างาม ภาพนั้นตราตรึงเข้ามาในใจของเขาทันที
“จะต้องให้คุณลงมือเองทำไมกัน ที่บ้านเรามีลูกชายตั้งสี่คน ยังไม่พอให้คุณใช้งานอีกเหรอ” หลินเฮ่อหลิงหัวเราะ “ถ้ายังไม่พอ ก็ยังมีผมให้ใช้อีกคน คุณแค่ชี้นิ้วสั่งมาก็พอ ผมจะเป็นแนวหน้าให้คุณเอง”
หลังจากที่สุขภาพของเขาดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องนอนซมอยู่บนเตียงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เขารู้สึกมีเรี่ยวมีแรง ความสัมพันธ์กับภรรยาก็ยิ่งหวานชื่นกว่าเดิม คำว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จก็คงเป็นแบบนี้เอง
เมื่อได้ฟังคำพูดของสามี ซ่งซีเวยก็ชายตามองค้อนให้วงหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“...ยังไงซะ บ้านชิวก็อย่าหวังว่าจะได้มาเกาะแกะอะไรเจ้าสองอีก”
หลินเฮ่อหลิงยิ้ม “เจ้าสองไม่ใช่คนโง่หรอกน่า เขาไม่พลาดตกลงไปในหลุมเดิมเป็นครั้งที่สองหรอก”
“ถ้าไม่โง่แล้วจะไปแต่งสะใภ้แบบนั้นเข้าบ้านได้ยังไงกัน” ซ่งซีเวยอดบ่นพึมพำไม่ได้
เสียงบ่นพึมพำนั้นดังพอที่จะลอยเข้าหูหลินเฮ่อหลิงทุกถ้อยคำ
แววตาของเขาฉายแววกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “มันเป็นเรื่องของโชคชะตาน่ะ ถ้าคุณจะบอกว่าเจ้าสองโชคร้าย ผมยอมรับ แต่ถ้าจะบอกว่าเขาโง่ล่ะก็ ผมไม่ยอมเด็ดขาด”
“ฉันไม่เถียงกับคุณหรอก” ซ่งซีเวยยิ้มกริ่ม “ก็ในสายตาคุณ ลูกชายลูกสาวของคุณฉลาดกันหมดทุกคน ไม่มีใครโง่เลยสักคนนี่นา”
หลินเฮ่อหลิงยิ้มอย่างยอมรับโดยดี “แน่นอนอยู่แล้ว เราสองคนไม่ใช่คนโง่สักหน่อย แล้วลูกที่เกิดมาจะโง่ได้ยังไงกัน”
“…”
เรื่องที่ครอบครัวชิวบุกมาถึงบ้าน ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงหูของหลินเจา
แววตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะขยับนั่งตัวตรง “พวกเขามาอาละวาดแล้วเหรอ”
ต้าตั้นส่ายหน้า “ยังเลยครับ โดนย่าไล่ตะเพิดกลับไปแล้ว”
“ฮ่าๆๆๆ เยี่ยมไปเลย” หลินเจาระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “พวกบ้านชิวคงอกแตกตายไปแล้วล่ะสิ”
ต้าตั้นพยักหน้าหงึกๆ พลางทรุดตัวลงนั่งข้างๆ อาของเขา แล้วคว้าถั่วลิสงกำใหญ่มากินอย่างสบายใจ พลางร่ายยาวอย่างอารมณ์ดี “เสียใจสิครับ จะไม่เสียใจได้ยังไง! หา? อาจะถามเหตุผลเหรอครับ ก็เพราะว่าพวกเขาหมดโอกาสที่จะเอาเปรียบอารองของผมแล้วน่ะสิครับ ตอนนี้อารองของผมได้เป็นคนงานแล้วนะ แถมยังอยู่ในหน่วยขนส่งอีกต่างหาก หน่วยขนส่งนี่เป็นหน่วยงานชั้นดีที่คนในเมืองถึงกับต้องแย่งกันแทบเป็นแทบตายเพื่อที่จะได้เข้าไปทำงานเลยนะ อนาคตไกลสุดๆ ไปเลย แต่เดิมชายหนุ่มอนาคตไกลคนนี้เคยเป็นลูกเขยของบ้านชิวนะครับ น่าเชิดหน้าชูตาขนาดไหน แต่ตอนนี้อารองของผมหย่ากับลูกสาวบ้านนั้นไปแล้ว! พอหย่ากันก็กลายเป็นคนอื่น คนบ้านชิวจะไม่เสียใจได้ยังไงล่ะครับ ป่านนี้คงเสียใจจนไส้บิดไส้พองไปหมดแล้วมั้ง”
ต้าตั้นเป็นเด็กช่างพูด แถมยังพูดเร็วจนฟังแทบไม่ทัน เหมือนปืนกลที่ยิงกระสุนออกมาไม่ยั้ง ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้แทรก ก่อนจะระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกมาจนหมด
หลินเจาถามด้วยความสงสัย “คนบ้านชิวยอมถอยง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ”
“ไม่หรอกครับ” ใบหน้าที่คล้ำแดดของต้าตั้นพลันบึ้งตึง ก่อนจะกลับมายิ้มร่าอีกครั้ง “ก็ย่าของผมเก่งจะตายนี่นา!”
“อาก็รู้นี่ครับ ว่าเวลาย่าทำหน้าขรึมๆ น่ะน่ากลัวขนาดไหน คนบ้านชิวกลัวย่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอผู้หญิงคนนั้นหย่ากับอารอง พวกเขาก็ยิ่งไม่มีอะไรจะมาอ้าง พอย่าพูดจบก็สั่งให้ผมปิดประตู ผมแอบมองผ่านร่องประตู เห็นพวกบ้านชิวไม่รีรออะไรเลย รีบแจ้นกลับไปทันที”
“อ้อ! ย่าให้ผมมาที่นี่ก็เพื่อจะมาบอกเรื่องนี้แหละครับ” ต้าตั้นทำหน้าจริงจังก่อนจะมองหน้าหลินเจาแล้วพูดต่อ “อาครับ ย่าบอกว่าคนบ้านชิวมีแต่แผนชั่วๆ ในหัว ตอนนี้พวกเขากำลังจ้องจะเล่นงานเซวียนเซวียนกับเจิงเจิงอยู่ ย่าเลยให้อาระวังตัวไว้ให้ดี อย่าให้สองคนนั้นโดนคนบ้านชิวรังแกได้เด็ดขาดนะครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” หลินเจาตอบรับอย่างหนักแน่น
[จบบท]