บทที่ 381: มัวเมาแต่เรื่องรักใคร่
แม่ลู่ตบฉาดลงบนต้นขาของตัวเอง ก่อนจะร้องห่มร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา “หมดแล้ว! อยู่ๆ ก็หายไปหมดเลย เงินที่บ้านเราไม่มีเหลือแล้วลูกเอ๊ย”
ลู่อีโจวขมวดคิ้วมุ่น “หมายความว่ายังไงครับแม่ แล้วเบี้ยเลี้ยงที่ผมส่งกลับไปให้ล่ะ” ชายหนุ่มยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่ของเขาพยายามจะสื่อ
“ก็มันหมดแล้วไงล่ะ!” แม่ลู่เริ่มมีท่าทีร้อนรนและกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด “เงินที่แม่ซ่อนไว้ในไหจู่ๆ มันก็หายไป ไม่เหลือเลยสักแดงเดียว” หญิงชรากล่าวเสริม
“ไม่ใช่แค่เงินนะ…แต่โชควาสนาของเป่าเจินก็พลอยหายไปด้วย” เมื่อพูดถึงประโยคหลัง เธอก็ลดเสียงลง เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องงมงาย
ดวงตาของลู่เป่าเจินสั่นระริก เด็กหญิงตัวน้อยมองพ่อของตัวเองอย่างประหม่า กลัวว่าพ่อจะไม่รักเธออีกคน
“พ่อคะ” หนูน้อยเรียกเสียงแผ่วเบา
ลู่อีโจวก้มลงมองลูกสาว ก่อนที่ภาพใบหน้าซีดเหลืองและผ่ายผอมของเด็กหญิงจะปรากฏสู่สายตาของเขา ม่านตาของชายหนุ่มหดเล็กลงทันควัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ลูกสาวแก้มยุ้ยขาวอวบของเขาหายไปไหนกัน
“เป่าเจินผอมลงไปมาก เนื้อที่แก้มหายไปหมดแล้ว” ลู่อีโจวตวัดสายตาไปมองซูอวี้เสียนด้วยความไม่พอใจ “นี่เธอเลี้ยงดูลูกยังไงกันหา!”
ซูอวี้เสียนที่กำลังอารมณ์คุกรุ่นอยู่แล้วจึงหมดความอดทน “ต่อให้เป็นแม่ครัวเทวดาก็เสกข้าวออกมาไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสารหรอกนะ บ้านเราขาดแคลนเสบียง คุณจะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะ จะให้ไปขโมย ไปปล้นชิงใครเขากินหรือไง”
ยิ่งได้ฟังเหตุผลของภรรยา ลู่อีโจวก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นไปอีก “ก็ไปหยิบยืมมาก่อนไม่ได้หรือไง ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาใช้คืนสักหน่อย” เรื่องแค่นี้ก็จัดการไม่ได้ ดีแต่จะใช้ชีวิตสุขสบาย เป็นคนไร้ค่าจริงๆ
“ต่อให้ยืมมามันจะสักเท่าไหร่กันเชียวคะ พอกินไปไม่นานเดี๋ยวก็หมดอยู่ดี อีกอย่างบ้านเรายังเป็นหนี้กองพลการผลิตอยู่เลย รอให้คุณกลับไปจ่ายให้อยู่นะคะ” ซูอวี้เสียนเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เธอก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ต่างกัน
คำพูดของภรรยาทำเอาลู่อีโจวถึงกับพูดไม่ออก
แม่ลู่รู้สึกไม่พอใจที่ลูกสะใภ้กล้าหักหน้าลูกชายของตัวเอง “ซูอวี้เสียน เวลาผู้ชายเขาพูดอะไรก็หัดฟังซะบ้าง อย่าพูดแทรกขึ้นมา มันดูไม่มีการศึกษาเอาซะเลย”
“ตอนคุณพ่อพูด คุณแม่ก็พูดแทรกไม่ใช่เหรอคะ ทำไมคุณแม่ไม่ตักเตือนตัวเองบ้างล่ะ” ซูอวี้เสียนไม่ยอมให้แม่สามีกดขี่เธอได้ง่ายๆ
“ฉันพูดแค่คำเดียว แต่เธอเถียงกลับมาเป็นสิบคำ มีลูกสะใภ้บ้านไหนเป็นเหมือนเธอบ้าง” แม่ลู่เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ซูอวี้เสียนได้แต่เงียบ เธอก็ไม่ใช่คนใบ้ที่จะยอมให้ใครมาว่าอยู่ฝ่ายเดียวนี่
พอเหลือบไปเห็นใบหน้าของลู่อีโจวที่เริ่มดำคล้ำลงทุกขณะ ซ้ำยังมองมาที่เธอด้วยแววตาไม่พอใจ เธอก็อดที่จะพูดสวนกลับไปไม่ได้ “คุณแม่พูดให้ร้ายฉันต่อหน้า ถ้าฉันไม่ตอบโต้ แล้วเกิดสามีเข้าใจผิดขึ้นมาจะทำยังไงล่ะคะ ฉันทำหน้าที่ภรรยาอย่างดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นฉันไม่กลัวหรอกค่ะ”
“นี่เธอไม่กลัวงั้นเหรอ” แม่ลู่โกรธจนตัวสั่นกับคำพูดของลูกสะใภ้ หญิงชรารู้อยู่แก่ใจว่าผู้หญิงคนนี้เสแสร้งเก่งแค่ไหน ตอนที่อยากจะย้ายตามลูกชายมาอยู่ที่กองทัพก็แสร้งทำตัวเป็นคนหัวอ่อนว่าง่าย แต่พอมาถึงได้ไม่ทันไรก็กล้าต่อปากต่อคำกับแม่สามี คิดจะเหิมเกริมขึ้นสวรรค์หรืออย่างไร ว่าแล้วก็เงื้อมือฟาดลงบนใบหน้าของซูอวี้เสียนอย่างแรง
เพียะ!
ซูอวี้เสียนคาดไม่ถึงว่าแม่สามีจะกล้าตบเธอต่อหน้าลู่อีโจว หลังจากความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วใบหน้า เธอก็เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้
“แก!”
หญิงสาวกรีดร้อง เตรียมพร้อมที่จะอาละวาดให้รู้แล้วรู้รอด
“พอได้แล้ว!” ลู่อีโจวตวาดเสียงกร้าวด้วยใบหน้าถมึงทึง
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของสหายร่วมรบคนอื่นๆ ที่มองมาเป็นระยะ ลู่อีโจวก็อยากจะขุดหลุมฝังตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด เป็นพวกไม่รู้จักกาลเทศะ อยากจะอาละวาดที่ไหนเมื่อไหร่ก็ทำ เสียทั้งหน้าเสียทั้งเกียรติจนป่นปี้
หลังจากตำหนิทุกคนในใจอย่างเท่าเทียมกัน เขาก็ช้อนตัวอุ้มลู่เป่าเจินขึ้นมา ก่อนจะเดินนำหน้าไปอย่างเงียบๆ
แม่ลู่กับซูอวี้เสียนเพิ่งจะมาถึงที่นี่เป็นครั้งแรกจึงไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีก และรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เป่าเจินหิวจนแขนขาอ่อนแรง เมื่อถูกพ่ออุ้มจึงซบศีรษะลงบนบ่ากว้างของเขา ความรู้สึกมึนงงจึงค่อยๆ ทุเลาลง
“พ่อคะ หนูหิว”
ฝีเท้าของลู่อีโจวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “ยังไม่ได้กินข้าวเหรอลูก”
“ยังค่ะ” ลู่เป่าเจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “หนูไม่ได้กินอิ่มมานานมากแล้วค่ะ”
“เรื่องจริงค่ะ ที่บ้านเรามีอาหารไม่เยอะเลย หนูต้องกินมื้ออดมื้อ ตอนอยู่บนรถก็เหมือนกันค่ะ ต้องคอยดื่มน้ำประทังความหิวตลอดทาง คุณย่าบอกว่าเด็กกินไม่เยอะ แม่เลี้ยงก็เลยไม่ยอมแบ่งอาหารให้ ทุกวันหนูหิวมากเลยค่ะ”
คิ้วของลู่อีโจวขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ
เขาไม่อาจตำหนิแม่ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามาได้ ทำได้เพียงสุมความโกรธไว้ที่ซูอวี้เสียนในใจ เขาแต่งเธอเข้ามาเพื่อดูแลบ้านและเป่าเจิน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับไร้ประโยชน์สิ้นดี
“เดี๋ยวพ่อจะพาไปที่พักก่อนนะ ใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พ่อจะพาไปที่โรงอาหาร” ลู่อีโจวปลอบโยนลูกสาวด้วยความอดทน
นี่คือลูกเพียงคนเดียวของเขา แม้จะไม่ใช่ลูกชาย แต่เขาก็รักและใส่ใจเสมอมา
ลู่เป่าเจินไม่ได้ถูกอุ้มและปลอบโยนอย่างอ่อนโยนมานานแล้ว ดวงตาของเธอจึงแดงก่ำขึ้นมา เด็กหญิงซบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของลู่อีโจว ร่างเล็กๆ ที่ผ่ายผอมสั่นเทาอย่างน่าสงสาร
หัวใจของลู่อีโจวบีบรัดด้วยความเจ็บปวด ความขุ่นเคืองที่มีต่อแม่และภรรยายิ่งทบทวีคูณ เด็กตัวแค่นี้จะปล่อยให้อดอยากได้อย่างไรกัน เป่าเจินจะกินได้สักเท่าไหร่เชียว
เมื่อนึกถึงคำพูดของแม่ที่ว่าเงินในบ้านหายไปหมดเกลี้ยง เขาก็เหลือบตามองลูกสาว “เป่าเจิน ที่บ้านเรามีขโมยขึ้นเหรอลูก”
ลู่เป่าเจินส่ายหน้าปฏิเสธ
“แล้วเงินที่บ้านเราหายไปไหนหมด” แววตาของลู่อีโจวฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
เบี้ยเลี้ยงที่เขาส่งกลับไปถึงจะไม่ได้มากมาย แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานานหลายปีก็ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งหมดล้วนเป็นเงินที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขาทั้งสิ้น การที่มันหายไปทั้งหมดจึงทำให้เขารู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
ลูอีโจวย่อมคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์นี้คือผลสะท้อนกลับจากโชคชะตาของลู่เป่าเจินที่ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียทรัพย์สิน เขาเพียงแค่รู้มาบ้างว่าลูกสาวของตนมีโชคดีอย่างน่าประหลาด แต่ไม่เคยเจาะลึกอะไร เพราะสำหรับเขาแล้ว บางคนก็เกิดมาพร้อมกับโชคที่ดีกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องเงินหายเข้ากับตัวของลู่เป่าเจินเลยแม้แต่น้อย
หลังจากสูญเสียโชคและถูกย่าปฏิเสธอย่างเย็นชา ลู่เป่าเจินก็ดูเหมือนจะเติบโตขึ้นบ้าง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทั้งเอาแต่ใจและไม่ทันคน นิสัยของเธอกลายเป็นคนเงียบขรึมและมีความคิดความอ่านมากขึ้น
เมื่อได้ยินคำถามของพ่อ หนูน้อยก็เพียงแค่กะพริบตา โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ปลาคาร์ปสีนิลหายไป
“พ่อคะ เป่าเจินอยากอยู่กับพ่อ ไม่อยากกลับไป ที่นั่นไม่มีข้าวกินค่ะ” เสียงของเด็กน้อยดังขึ้นอย่างนุ่มนวลและเจือความหวาดกลัว
ลู่อีโจวนิ่งเงียบ เขารับปากลูกสาวไม่ได้
เมื่อไม่เห็นว่าพ่อจะตอบตกลง ลู่เป่าเจินก็ก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นขุยแน่น
อีกด้านหนึ่ง กู้เฉิงหวยกลับมาถึงหอพัก เขาวางกระเป๋าเดินทางลง ก่อนจะออกไปส่งโทรเลขถึงที่บ้าน
เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง เขาก็เห็นซุนเย่หลี่นั่งจ้องกระเป๋าเดินทางของเขาตาเป็นมัน ราวกับจะใช้สายตาเผาให้มันทะลุเป็นรู
กู้เฉิงหวย “...”
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ซุนเย่หลี่ได้สติกลับมา เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว “เฉิงหวย นายกลับมาแล้วเหรอ อยู่บ้านสบายดีไหมสหาย”
ขณะที่พูด เขาก็มองสำรวจสหายร่วมรบอย่างพินิจพิเคราะห์
“เอ๊ะ นี่นายดูอ้วนขึ้นหน่อยๆ นะ แถมยังขาวขึ้นอีกด้วย”
กู้เฉิงหวยยืดตัวอย่างสบายอารมณ์แล้วจึงนั่งลง ก่อนจะยิ้มมุมปาก “ช่วยไม่ได้ ก็ภรรยารักฉันนี่ ที่บ้านเลยทำเมนูเนื้อให้กินแทบจะวันเว้นวัน”
ซุนเย่หลี่ ‘ให้ตายสิ หมั่นไส้คนขี้อวดชะมัด แต่ทำไมในใจมันรู้สึกอิจฉาแปลกๆ วะ’
เขาพยายามเมินรอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เฉิงหวย แล้วเบนสายตาไปยังกระเป๋าเดินทางที่ตุงแน่นอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ๆ “เอาของดีมาเพียบเลยสินะ แบ่งฉันชิมสักหน่อยสิ เดือนหน้าฉันเลี้ยงหมูพะโล้นายเอง”
พอถึงปลายเดือน ตั๋วปันส่วนเนื้อในมือเขาก็หมดเกลี้ยง ต้องกินข้าวที่โรงอาหารวันละสองมื้อ เขาโหยหาเนื้อจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
กู้เฉิงหวยพยักหน้า เพราะเขาเอาของดีมาด้วยจริงๆ “ฉันเอาซอสเนื้อมาหลายขวด เดี๋ยวแบ่งให้นายขวดหนึ่ง”
สิ้นเสียงของเขา ซุนเย่หลี่ก็โผเข้ากอดคอกู้เฉิงหวยอย่างตื่นเต้น แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น “ใช่ซอสเนื้อสูตรเด็ดครั้งที่แล้วรึเปล่า ฉันคิดถึงรสชาติของมันมานานแล้ว ขอบใจมากนะสหาย”
กู้เฉิงหวยปัดแขนเขาออกอย่างไม่ใส่ใจ แล้วลุกขึ้นไปจัดกระเป๋าเดินทางของตัวเอง
ซุนเย่หลี่ถูกเพื่อนเมินก็หาได้สนใจไม่ เขารีบเดินตัวปลิวไปรินน้ำมาให้สหายรักทันที
พอรินน้ำเสร็จ เขาก็เหลือบไปเห็นขวดซอสเนื้อหนึ่ง สอง สาม สี่ หกขวดวางอยู่บนโต๊ะ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก “เพื่อนยาก แบ่งให้ฉันอีกสักขวดได้ไหม เดี๋ยวฉันเอาของไปแลก ที่ร้านค้ามิตรภาพมีของดีๆ เพียบเลยนะ ฉันหามาให้นายได้”
ร้านค้ามิตรภาพ แม้แต่ประตูทางเข้าก็ยังมีคนคอยเฝ้า คนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าไปข้างในได้เลย ของที่ขายนอกจากจะต้องใช้คูปองแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศซื้อแล้ว ยังหามาได้ยากมากอีกด้วย
[จบบท]