บทที่ 383: เขาจะไม่ก้าวก่าย
หยวนเซียงหน้าร้อนผ่าว พลางข่มความเขินอายก่อนจะตอบเสียงเบาว่า “ใกล้แล้วจ้ะ”
เธอกับสหายหลี่ก็อายุไม่น้อยกันแล้ว คนที่บ้านก็เป็นห่วงเป็นใย หลังจากทำความรู้จักกันมาได้สักพัก ก็ถึงเวลาขยับไปอีกขั้นแล้ว
หลินเจาเห็นท่าทีเอียงอายของญาติผู้พี่ก็ยิ้มออกมาอย่างใจดี “แล้วจะจัดงานกันเมื่อไหร่คะ”
ป้าใหญ่ที่นั่งจิบน้ำอยู่ยิ้มกว้างพลางเอ่ยขึ้น “ต้นเดือนหน้ามีฤกษ์ดีอยู่พอดี เลยตั้งใจว่าจะจัดวันนั้นแหละจ้ะ”
หลินเจาไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้กะทันหันแต่อย่างใด ในยุคสมัยนี้ แค่เจอหน้ากันครั้งเดียวแล้วแต่งงานเลยก็มีให้เห็นอยู่ถมไป อย่างน้อยพี่เซียงเซียงกับสหายหลี่ก็ได้ทำความรู้จักกันมาก่อนแล้ว
“ยินดีด้วยนะคะพี่เซียงเซียง ไว้ถึงวันงานฉันจะพาลูกแฝดไปร่วมยินดีด้วย” แน่นอนว่าเธอหมายถึงแฝดโต ส่วนแฝดเล็กคู่นั้นยังเด็กเกินไป คงต้องฝากไว้ที่บ้านใหญ่ตามเคย
“มาเลยๆ ยินดีต้อนรับเสมอจ้ะ” ใบหน้าของป้าใหญ่ที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข สายตาที่ใช้มองหลานสาวนั้นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นของที่นำมาด้วย เธอจึงเอ่ยขึ้น
“เจาเจาเอ๊ย ไก่ตัวนี้คุณปู่ของเซียงเซียงฝากมาให้หนูนะ เขาดีใจมากที่หนูช่วยหาคู่ครองดีๆ ให้หลานสาวเขาได้ ตอนนี้เจอใครก็เอาแต่ชมหนูไม่หยุดปากเลย ไก่ตัวนี้หนูสมควรได้รับแล้ว จริงๆ ควรจะเอามาให้ตั้งนานแล้วล่ะ จะเอาไปต้มกินหรือเลี้ยงไว้ออกไข่ก็ได้นะ แล้วก็ในตะกร้านี้มีเห็ดที่บ้านเราเก็บมากับผักที่เพิ่งเด็ดสดๆ เลย ไม่ใช่ของดีอะไรมากมายหรอก แต่ก็เอาไปทำกับข้าวเพิ่มที่บ้านได้อีกสองสามอย่าง”
“โห ป้าเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ” หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธรอยยิ้มของเธอสดใส “ที่บ้านกำลังขาดผักอยู่พอดีเลย ขอบคุณมากนะคะป้าใหญ่”
“ขอบคุณอะไรกัน ป้าเป็นป้าแท้ๆ ของเธอนะ ถ้ายังพูดจาห่างเหินแบบนี้อีก ป้าจะฟ้องให้แม่เธอจัดการเลยคอยดู” ป้าใหญ่แสร้งทำเสียงดุ
หลินเจารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง “ไม่พูดแล้วค่ะ ไม่พูดแล้ว”
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง สองแม่ลูกก็ขอตัวกลับก่อน เพราะยังต้องกลับไปเตรียมงานหมั้นอีกหลายอย่าง แม้จะไม่ได้จัดงานใหญ่โต แต่ก็มีรายละเอียดจุกจิกที่ต้องจัดการล่วงหน้าอยู่ดี
หลินเจาจึงเดินไปส่งทั้งสองคนที่หน้าประตู
พอแขกกลับไป เหิงเป่าที่รักความสนุกสนานเป็นชีวิตจิตใจก็กอดหมอนอิงปักลายเจ้าต้าหวงวิ่งมาหาหลินเจาทันที เด็กชายเอียงคอถามอย่างกระตือรือร้น “เดือนหน้าเราจะได้ไปกินเลี้ยงกันเหรอครับ”
อวี้เป่าที่อยู่ข้างๆ ก็มองมารดาด้วยแววตาคาดหวังไม่ต่างกัน
หลินเจามองใบหน้าเล็กๆ สองใบที่ถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะใช้นิ้วชี้เรียวสวยของตัวเองแตะที่ปลายจมูกของลูกชายทั้งสองเบาๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ที่บ้านก็ไม่ได้อดอยากไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงอยากไปกินเลี้ยงนักล่ะ หืม”
ในยุคสมัยที่ยังขัดสนเช่นนี้ อาหารในงานเลี้ยงไม่ได้เลิศหรูอะไรนักหรอก เพราะน้ำมันเป็นของหายาก
“อิอิ” เหิงเป่าเกาหัวแก้เก้อแล้วฉีกยิ้มกว้าง “ผมแค่อยากไปเที่ยวครับ”
เด็กชายโน้มตัวลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ มารดาแล้วอ้อน “แม่ครับ แม่ต้องพาผมกับพี่ไปด้วยนะครับ นะครับ”
ผู้ใหญ่ชอบอ้างนู่นอ้างนี่เวลาไม่อยากให้เด็กๆ ตามไปด้วย เพราะคิดว่าเด็กเป็นตัวสร้างปัญหา เขารู้ทันหรอกน่า
หลินเจาไม่ทันได้สังเกตความคิดซับซ้อนในใจของลูกชาย เธอนึกว่าเขาแค่อยากไปเที่ยวเล่นจริงๆ จึงยิ้มรับคำ “ได้สิ แม่จะพาพวกเราไปด้วย”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “เดือนหน้าเป็นแค่งานหมั้นนะ แต่พอถึงวันแต่งงานจริงๆ แม่จะพาพวกเราทุกคนไปด้วยเลย”
“ไปที่ไหนเหรอครับ” อวี้เป่าถามขึ้น
“ในอำเภอน่ะสิ ป้าของพวกหนูจะแต่งเข้าเมือง งานแต่งก็น่าจะจัดในเมืองนั่นแหละ” หากดูจากนิสัยของป้าใหญ่แล้ว เธอน่าจะอยากจัดงานในเมืองมากกว่า แต่ก็อาจจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ที่หมู่บ้านอีกรอบก็ได้
เหิงเป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แม่ครับ แล้วทำไมแม่ไม่แต่งเข้าเมืองบ้างล่ะครับ”
คำถามนี้ช่างน่าตีนัก โชคดีจริงๆ ที่พ่อของเด็กๆ ไม่ได้ยิน หลินเจานิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบ “ก็แม่ไม่อยากอยู่รังนกพิราบนี่นา”
“รังนกพิราบคืออะไรเหรอครับ” เหิงเป่าเบิกตากลมโต
อวี้เป่าที่นึกถึงภาพในสมุดภาพสัตว์ที่เคยดูก็ถามขึ้น “นกพิราบที่บินได้ใช่ไหมครับ”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กๆ ทำให้หลินเจาอดเอ็นดูไม่ได้
เธอยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย “ไม่ใช่จ้ะ ไม่เกี่ยวกับนกพิราบเลยสักนิด แต่มันหมายถึงที่อยู่ที่เล็กมากๆ น่ะ”
“ในเมืองน่ะคนส่วนใหญ่เขาอยู่ตึกกัน เป็นบ้านแบบที่ตาใหญ่ของพวกเราอยู่นั่นแหละ แต่บ้านของตาใหญ่ยังถือว่ากว้างนะ ที่อื่นน่ะเล็กกว่านี้อีก ขยับตัวทำอะไรก็ลำบาก ขนาดจะพลิกตัวบนเตียงยังยากเลย แม่เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าให้ไปอยู่ทุกวันแบบนั้น แม่ไม่เอาด้วยหรอก”
“ผมก็ไม่ชอบครับ!” อวี้เป่ายิ้มซื่อๆ แล้วแจกแจงเหตุผล “อยู่ในเมืองไปเก็บผักป่าก็ไม่ได้ จับปลาก็ไม่ได้ด้วย”
เหิงเป่ารีบเสริมเสียงดัง “แถมยังลงไปว่ายน้ำเล่นในแม่น้ำไม่ได้อีก!”
“ฮ่าๆๆ” ซ่งอวิ๋นจิ่นที่ได้ฟังบทสนทนาของเด็กๆ ถึงกับหัวเราะร่า “ในเมืองเขามีสระว่ายน้ำนะ ไปว่ายที่นั่นก็ได้ คราวหน้าพี่จะพาพวกเราไปเอง พี่สอนให้”
เหิงเป่าเหลือบมองญาติผู้พี่อย่างชั่งใจ “ต้องเสียเงินรึเปล่าครับ”
“ต้องสิ”
เด็กชายเบ้ปากทันที “ว่ายน้ำในหมู่บ้านไม่ต้องเสียเงินสักหน่อย อีกอย่างพ่อก็สอนผมกับพี่แล้ว พวกเราว่ายเป็น”
ซ่งอวิ๋นจิ่นกลัวว่าเด็กสองคนจะแอบไปเล่นน้ำกันตามลำพัง จึงกำชับด้วยความเป็นห่วง “เด็กๆ จะลงน้ำต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเสมอ ถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยก็ต้องอยู่ให้ห่างจากน้ำเลย เข้าใจไหม”
อวี้เป่าพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน “เข้าใจครับ! พ่อกับแม่เคยบอกแล้ว ผมกับเหิงเป่าจำได้ขึ้นใจ แถมยังเอาไปบอกเพื่อนๆ คนอื่นด้วย”
“เด็กดี” เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาถึงกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน สีหน้าของเขาดูเอ็นดูเด็กๆ ทั้งสองอย่างยิ่ง
หลินเจาเห็นแล้วถึงกับมุมปากกระตุก เธอหยิบหนังสือขึ้นมาวางบนใบหน้า กะจะงีบพักสายตาสักครู่
ขณะที่เธอกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มีร่างของหญิงสาวสองคนปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พวกเธอยังไม่ก้าวเข้ามาในทันที แต่ยืนอยู่ด้านนอกแล้วใช้มือเคาะบานประตูเบาๆ
“สหายหลินคะ…”
ต้าหวงและหู่โพส่งเสียงเห่าเบาๆ สองสามครั้ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนเจ้าของบ้าน
หลินเจาลืมตาขึ้นพลางหยิบหนังสือออกจากใบหน้า เมื่อมองไปยังทิศทางของเสียงก็พบว่าเป็นจือชิงซูและจือชิงกวนนั่นเอง
เธอลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วโบกมือให้สุนัขทั้งสอง เจ้าตูบแสนรู้ต่างก็กระดิกหางอย่างร่าเริงแล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้านของพวกมัน
“เข้ามาข้างในก่อนสิคะ ต้าหวงกับหู่โพไม่กัดคนส่งเดชหรอก” หลินเจาเชื้อเชิญหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
ยิ่งโตขึ้น ต้าหวงก็ยิ่งดูสง่างามและน่าเกรงขาม ทำให้มันดูดุเอาเรื่อง แต่คนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่ามันไม่ทำร้ายใครจึงไม่กลัว เช่นเดียวกับจือชิงหญิงทั้งสองที่เคยมาที่นี่และเคยอุ้มเจ้าหู่โพเล่นแล้ว พวกเธอจึงไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด
พอเข้ามาในลานบ้าน สายตาของทั้งสองก็พลันสว่างวาบเมื่อเหลือบไปเห็นดงดอกไม้สีสดที่กำลังเบ่งบานอยู่มุมกำแพง สีหน้าของพวกเธอฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“นี่ดอกอะไรเหรอคะ” จือชิงกวนเอ่ยถามขึ้น
“ดอกเฟื่องฟ้าน่ะค่ะ” หลินเจายิ้ม เธอเคยสุ่มได้เมล็ดพันธุ์ดอกไม้ชนิดนี้มาจากระบบ แถมยังใช้สารอาหารเร่งโตด้วย มันจึงเติบโตอย่างรวดเร็วและผลิดอกงดงามเช่นนี้
ได้มองทุกวันก็เจริญตาเจริญใจดี ถ้าเพียงแต่เจ้าตัวเล็กเหยาเป่าไม่คอยหาเรื่องซนดึงดอกไม้เล่นอยู่เรื่อยๆ ก็คงจะดีกว่านี้มาก
“สวยจังเลยค่ะ มองแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย” จือชิงกวนบอกเล่าความรู้สึกด้วยรอยยิ้ม
หลินเจาจึงเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจ “ถ้าพวกคุณชอบ เดี๋ยวฉันแบ่งให้เอาไปปลูกที่บ้านสักสองสามต้นก็ได้นะคะ”
สำหรับเธอแล้ว ดอกไม้เป็นเพียงของนอกกาย หากมีคนชื่นชอบ เธอก็ยินดีแบ่งปัน
“จะดีเหรอคะ” จือชิงกวนอุทานออกมาอย่างประหลาดใจระคนยินดี ส่วนจือชิงซูก็มีสีหน้าดีใจไม่แพ้กัน
“ดีสิคะ” หลินเจายิ้มรับคำขอบคุณ แล้วหันไปเรียกซ่งอวิ๋นจิ่น “อวิ๋นจิ่น นายช่วยขุดไปให้พวกเขาสักสองสามต้นได้ไหม”
“ได้เลยครับพี่” ซ่งอวิ๋นจิ่นรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะไปหยิบเครื่องมือมาจัดการอย่างคล่องแคล่ว โดยมีสองพี่น้องหลินเซวียนและหลินเจิงคอยเป็นลูกมือ
จือชิงหญิงทั้งสองรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในใจนั้นเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ขอบคุณมากนะคะสหายหลิน”
ดอกไม้ที่งดงามเช่นนี้ แค่ได้มองก็ทำให้หัวใจเบิกบานแล้ว
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” หลินเจาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยถามถึงธุระของพวกเธอ “ว่าแต่พวกคุณมาหาฉันมีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ”
จือชิงซูจึงเป็นฝ่ายอธิบาย “คืออย่างนี้ค่ะ บ้านพักของพวกเราผึ่งลมจนแห้งสนิทแล้ว เลยตั้งใจว่าจะย้ายเข้าไปอยู่วันนี้เลย แล้วก็ได้ยินพวกป้าๆ ในหมู่บ้านบอกว่า บ้านใหม่ต้องมีการทำพิธีฉลองขึ้นบ้านใหม่ด้วย ตามหลักแล้วเรื่องนี้คุณเป็นคนช่วยออกความคิดให้ พวกเราควรจะเชิญคุณไปร่วมงาน แต่ก็รู้ว่าคุณไม่ชอบความวุ่นวาย เลยตัดสินใจยกกับข้าวส่วนหนึ่งมาให้แทนค่ะ”
หลินเจาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ มิน่าล่ะ พวกเธอถึงได้หิ้วกะละมังเคลือบมาด้วย เธอไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจ ก่อนจะหันไปบอกลูกชาย “อวี้เป่า ไปหยิบชามในครัวมาให้แม่ที”
จือชิงซูรีบบอก “เอาใบใหญ่นะจ๊ะ”
อวี้เป่าพยักหน้ารับแบบขอไปที ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในครัวแล้วกลับออกมาพร้อมชามใบที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน ซึ่งเป็นชามประจำตัวของกู้เฉิงหวยที่ใหญ่กว่าชามทั่วไปหนึ่งเท่าตัว
จือชิงกวนเปิดฝากะละมังเคลือบลายดอกไม้ออก แล้วเทแกงผักรวมมิตรร้อนๆ ลงในชาม
“พวกเราเหลือตั๋วปันส่วนเนื้อสัตว์ไม่มากแล้ว เลยซื้อมาได้แค่ชั่งเดียวเองค่ะ แต่โชคดีที่ปลูกผักไว้เยอะ แถมยังหาซื้อเต้าหู้มาได้ก้อนหนึ่งพอดี เลยรบกวนให้ป้าในหมู่บ้านช่วยทำให้”
จือชิงซูพูดเสริมอย่างเขินอาย “พอดีฉันกับจือชิงกวนทำอาหารไม่เก่งน่ะค่ะ กลัวว่าจะทำของดีๆ เสียหมด เลยต้องจ้างคนอื่นทำให้”
ซึ่งต้องยอมรับว่าฝีมือของป้าในหมู่บ้านนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ เป็นรสชาติบ้านๆ ที่แสนอร่อย
“น่ากินมากเลยค่ะ” พอเปิดฝาออก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูกของหลินเจา เธอจำได้ดีว่าตอนเด็กๆ ชอบกินแกงผักรวมมิตรแบบนี้ที่สุด ในชามมีทั้งเนื้อและผัก แค่ได้กินสักถ้วยก็อิ่มแปล้ไปทั้งวันแล้ว ไม่ใช่แค่เธอ แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ชอบกินเมนูนี้กันทั้งนั้น