บทที่ 411: ควรค่าแก่ดอกไม้แดงดอกน้อย
ชีวิตหลังแต่งงานของกู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่ได้สวยหรูอย่างที่วาดฝันไว้
เธอต้องไปอาศัยเบียดเสียดอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ของตระกูลจางที่ทั้งคับแคบและอึดอัด ไม่มีงาน ไม่มีเงิน พ่อแม่สามีก็ไม่รักใคร่เอ็นดู บรรดาพี่สะใภ้ต่างพากันดูแคลน แม้แต่จางเสวียจวินผู้เป็นสามีก็ยังทำตัวเฉยชาห่างเหิน
เมื่อถึงตอนนั้น เธอถึงได้รู้ซึ้งว่าการตัดสินใจของตัวเองผิดพลาดมหันต์เพียงใด แต่ก็สายเกินกว่าจะหวนกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจางเสวียจวินบังเอิญล่วงรู้ว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์ตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะกับครอบครัวของพี่ชายคนที่สามซึ่งเป็นทหาร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอช่างโง่เง่าสิ้นดี ความรู้สึกชอบพอเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีให้สมัยเรียนก็หายไป
เมื่อมองภรรยาอีกครั้ง ในสายตาของเขาก็เห็นเธอเป็นเพียงกาฝากที่น่ารังเกียจเท่านั้น
แรกเริ่มเดิมที เขาตำหนิเธอที่เอาแต่กินข้าวไปวันๆ ไม่ทำประโยชน์ ต่อมาก็เริ่มดูแคลนว่าเธอทำงานอะไรไม่เป็นสักอย่าง ไม่รู้จักเอาอกเอาใจพ่อแม่สามี แถมยังเข้ากับเพื่อนบ้านไม่ได้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ขวางหูขวางตาไปหมด
แต่กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ นอกจากจะด่าทอด้วยถ้อยคำเจ็บแสบแล้ว เธอยังคิดจะลงไม้ลงมือกับสามี โดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าจางเสวียจวินไม่ใช่คนในครอบครัวกู้ที่จะคอยตามใจเธอทุกอย่าง ผลคือเขาตบเธอกลับไปหลายครั้งอย่างไม่ลังเล
จางเสวียจวินระบายความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมดลงที่เธอ ไม่ว่าจะเป็นกำปั้นหรือเท้าก็ประเคนใส่ร่างของกู้ซิ่งเอ๋อร์อย่างไม่ยั้งมือ
หลังพายุอารมณ์สงบลง เมื่อเห็นใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำของภรรยา เขากลับไม่รู้สึกผิดหรือสงสารแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกพึงพอใจและผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตที่สุขสบายของกู้ซิ่งเอ๋อร์ก็ได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ร่างกายของเธอมักจะมีร่องรอยบาดแผลปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ
เธอเคยคิดจะหย่าร้าง แต่จางเสวียจวินไม่ยินยอม เพราะกลัวว่าเธอจะหนีออกไปปูดเรื่องราวให้คนอื่นฟัง เขาจึงตัดสินใจขังเธอไว้ ไม่ยอมให้ออกไปไหน
หากไม่ทำงาน ก็จะไม่มีข้าวให้กิน และยังต้องทนรับการทุบตีอยู่ร่ำไป
กู้ซิ่งเอ๋อร์นั้นชิงชังญาติพี่น้องฝั่งบ้านเกิดของตัวเอง หลังจากแต่งงานเธอก็ไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลยสักครั้ง ส่วนครอบครัวกู้เองก็ไม่อยากจะยื่นหน้าไปรับความเย็นชา จึงไม่มีใครเดินทางมาเยี่ยมเยียนเธอเช่นกัน
และกว่าที่พวกเขาจะได้ข่าวคราวของเธออีกครั้ง กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็มีสติวิปลาสไปเสียแล้ว หวาดกลัวผู้คนจนเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลา
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต
...
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ผู้บัญชาการหนิงกลับมาถึงบ้าน เขาก็มุ่งหน้ามายังเชิงเขาเพื่อพบกับเมิ่งจิ่วซือด้วยตนเอง
ชายสูงวัยไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ยังมีนายทหารคนสนิทและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอำเภอติดตามมาด้วยอีกสองสามคน รวมแล้วเป็นคณะผู้มาเยือนถึงสี่ชีวิต ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีรัศมีความเป็นผู้นำแผ่ออกมาอย่างชัดเจน
การปรากฏตัวของผู้มีอำนาจสร้างความตื่นตระหนกและทำลายความสงบสุขของเหล่าผู้ที่ถูกส่งมา ‘อบรม’ ณ ที่แห่งนี้ไปในทันที
ผู้ใหญ่ยังพอควบคุมสติอารมณ์ไว้ได้ แต่เด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเซี่ยวเซี่ยวกลับหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด ทว่ากลับไม่กล้าส่งเสียงร้องไห้ออกมาแม้แต่น้อย ทำได้เพียงกอดมารดาของตนไว้แน่น
“แม่คะ หนู…”
ผู้บัญชาการหนิงเห็นภาพนั้นจึงโบกมือให้เถียนรั่ว แม่ของเด็กหญิง พร้อมกับกล่าวว่า “ไม่เกี่ยวกับพวกคุณหรอก พาเด็กกลับเข้าบ้านไปเถอะ”
ความตึงเครียดของเถียนรั่วคลายลงทันที เธอเอ่ยขอบคุณ มองไปยังกลุ่มของเมิ่งจิ่วซือแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบอุ้มลูกสาวกลับเข้าไปในบ้าน
หลายเดือนที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในกองพลการผลิตเฟิงโซวได้แล้ว บางคนได้รับจดหมายจากญาติสนิท ทำให้รับรู้สถานการณ์ภายนอกและตระหนักว่าความเป็นอยู่ของตนที่นี่นับว่าดีกว่าที่อื่นมาก
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทุกคนต่างก็ทำงานอย่างแข็งขัน ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามโดยไม่มีอิดออด
ด้วยเหตุนี้ ทางกองพลการผลิตจึงจัดการได้สะดวกขึ้น ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นภาระอีกต่อไป กลับรู้สึกว่าการมีแรงงานเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคนก็เป็นเรื่องดี...จากที่เคยมองว่าเป็นตัวปัญหาก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ตอนนี้ในลานบ้านจึงเหลือเพียงปู่หลานตระกูลเมิ่ง และเด็กชายสองคนคือเมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋
เมิ่งจิงโม่กุมมือพ่อไว้แน่น ดวงตาจ้องมองผู้มาเยือนอย่างไม่กะพริบ ราวกับลูกหมาป่าที่ถูกบุกรุกถิ่น แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและดุดัน
เมิ่งจิ่วซือสังเกตเห็นท่าทีของลูกชาย เขายกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชายคนโตเบาๆ ก่อนจะขยับไปข้างหน้าครึ่งก้าว ยืนบังลูกชายทั้งสองไว้ด้านหลัง
หนิงหมิงเต๋อพอจะมองสถานการณ์ออก จึงเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความตึงเครียด “ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ พวกเรามาที่นี่เพราะเรื่องยาที่สหายเมิ่งส่งออกไปน่ะ”
ผู้เฒ่าเมิ่งคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว เพราะหลานชายเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้
แววตาของผู้เฒ่าฉายประกายหลักแหลมขณะลูบเคราที่เพิ่งขึ้นใหม่ของตนอย่างใจเย็น “ดูท่าว่ายาจะได้ผลดีสินะ”
หนิงหมิงเต๋อพยักหน้ารับ
“ได้ผลดีมากทีเดียว พวกเราเลยอยากจะมาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม”
เมิ่งจิ่วซือเป็นหมอที่มีจิตใจเมตตา เขาไม่เคยคิดจะเก็บงำความรู้ไว้กับตัวเพียงผู้เดียว และได้ส่งมอบตำรับยาให้ทางการไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น การมาของคนกลุ่มนี้จึงน่าจะมีจุดประสงค์เดียวที่เขานึกออก นั่นคือเรื่องของสมุนไพรเถี่ยกู่จี๋
เมิ่งจิ่วซือจึงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ “พวกคุณมาที่นี่เพื่อดูต้นเถี่ยกู่จี๋ใช่ไหมครับ”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
“ใช่แล้ว” หนิงหมิงเต๋อไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร
“แต่ว่าตอนกลางวันจะมองไม่เห็นนะครับ ต้องรอให้ถึงตอนกลางคืนถึงจะเห็น” ใบหน้าของเมิ่งจิ่วซือเจือไปด้วยความรู้สึกขอโทษเล็กน้อยขณะอธิบายลักษณะพิเศษของต้นเถี่ยกู่จี๋ด้วยท่าทีจริงจังและซื่อตรง
จากนั้น เขาก็เล่าถึงที่มาของสมุนไพรวิเศษชนิดนี้
เขาไม่ได้ถือโอกาสเอาความดีความชอบเข้าตัว แต่บอกไปตามตรงว่าเมล็ดพันธุ์สมุนไพรนั้นมาจากสหายหลินเจา
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างตนกับหลินเจา เพียงแต่บอกว่าเธอรู้ว่าเขาเป็นหมอ จึงฝากให้ช่วยดูแลเพาะปลูกสมุนไพรให้ ระหว่างนั้นเขาก็แอบสอดแทรกคำชมเชยน้องสาวของตัวเองไปในทีว่าเธอเป็นคนมีเมตตา มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ ควรค่าแก่การได้รับใบประกาศเกียรติคุณสักใบ
สองปู่หลานตระกูลเมิ่งนั้นมีฝีมือทางการแพทย์เป็นที่เลื่องลือ ชาวบ้านในกองพลการผลิตหลายคนต่างก็แอบมาให้พวกเขารักษาโรคอยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่เพียงแต่จะราคาถูก แต่ยังได้ผลชะงัด โดยเฉพาะยาพอกแก้ปวดข้อที่ปวดตรงไหนก็แปะตรงนั้น ได้ผลดีเป็นพิเศษจนเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน
ดังนั้นการที่เขาเอ่ยชื่อหลินเจาขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะอย่างไรเสีย กฎหมายก็คงไม่เอาผิดคนส่วนใหญ่
ผู้บัญชาการหนิงรับฟังจนเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้น
“สหายหลินเป็นคนดีจริงๆ ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนรับทราบ”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งจิ่วซือ
ใช่แล้ว น้องสาวของเขาสมควรได้รับดอกไม้แดงดอกน้อยเป็นรางวัล
ทันใดนั้น เสียงกรุบกริบแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูรั้วไม้ เมื่อหนิงหมิงเต๋อมองไป ก็สบเข้ากับดวงตาหงส์ที่ดำขลับและใสกระจ่างคู่หนึ่ง เป็นเมาตั้นนั่นเอง ข้างๆ เขายังมีแฝดน้อยแห่งบ้านกู้ หลานชายของผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหนูหยวนเป่าเกาะกลุ่มกันอยู่
เด็กๆ คงพากันมาดูเรื่องสนุก
ดวงตาที่เคยคมกริบของผู้บัญชาการทหารพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบตัวเขาดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา
เมาตั้นรู้สึกประหม่าจนต้องเบือนหน้าหนี ใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“อวี้เป่า เหิงเป่า... เรากลับกันเถอะ” เขาหลบสายตาของผู้ใหญ่แล้วกระซิบกับสองฝาแฝด
แต่เหิงเป่าเป็นเด็กใจกล้า แถมยังมีพรสวรรค์ด้านการเข้าสังคมเป็นทุนเดิม เขาจึงไม่กลัวเลยที่ถูกจับได้ หนำซ้ำยังส่งยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรกลับไปให้ด้วย
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา คุณลุงพวกนั้นไม่ได้ไล่เราสักหน่อย แปลว่าเราฟังได้ งั้นเราก็เงียบๆ กันหน่อยแล้วกันนะ”
พูดจบ เจ้าตัวเล็กก็ยื่นหน้ากลมๆ ออกไปอีกครั้ง ทำทีเป็นแอบฟังอย่างแนบเนียน
เมาตั้นถึงกับพูดไม่ออก
“นายไม่เขินเหรอ”
“ไม่เลย” เหิงเป่าทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจความคิดของเมาตั้นเลยสักนิด “แม่ฉันบอกว่า แค่เราไม่เขิน คนที่ต้องเขินก็คือคนอื่นต่างหากล่ะ”
เมาตั้นจนปัญญาจะสรรหาคำพูดมาตอบโต้อีกครั้ง
แต่เมื่อทบทวนคำพูดนั้น เขาก็พลันรู้สึกว่าคำสอนของคุณอาหลินย่อมไม่ผิดพลาดแน่ ที่เขารู้สึกเขินอายคงเป็นเพราะตัวเขาเองคิดมากไป!
หลังจากจัดการกับความคิดของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกขัดเขินก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เขามองตรงไปยังกลุ่มผู้ใหญ่อย่างเปิดเผย
แล้วเขาก็พบว่าพวกผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังหันไปสนทนาเรื่องสำคัญกันต่อ
หนิงหมิงเต๋อละสายตาจากกลุ่มเด็กๆ กลับมายังเมิ่งจิ่วซือ “แล้วคุณล่ะ ในเมื่อสร้างคุณงามความดีครั้งยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มีอะไรที่ต้องการบ้างไหม”
เมิ่งจิ่วซือชะงักไปเล็กน้อย
เขาอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเหมือนเดิม แต่จะได้หรือ
เมื่อรู้ดีว่านั่นเป็นคำขอที่สร้างความลำบากใจให้ผู้อื่น เขาจึงไม่ได้เอ่ยมันออกไป
หลังจากใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมอยากจะขอให้คุณปู่ของผมได้พักจากการทำงานเกษตรที่หนักหน่วงจะได้ไหมครับ ท่านอายุมากแล้ว ส่วนงานของท่าน ผมจะเป็นคนทำแทนเองครับ”
เมิ่งจิงโม่รีบก้าวออกมาข้างหน้า “ผมก็ช่วยทำได้ครับ!”
ส่วนไป๋ไป๋แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รีบชูมือเล็กๆ ของตัวเองขึ้นเป็นเชิงว่าเขาก็พร้อมจะช่วยเช่นกัน
หัวใจของผู้เฒ่าเมิ่งที่เคยบอบช้ำจากลูกหลานคนอื่นๆ พลันอ่อนยวบลงในบัดดล ความรู้สึกอบอุ่นหอมหวานแผ่ซ่านไปทั่วอก ราวกับย้อนกลับไปในวัยเยาว์ที่พ่อแม่เคยป้อนตังเมให้ลิ้มลอง
ยังไม่ทันที่ท่านจะได้เอ่ยคำใด หนิงหมิงเต๋อก็พยักหน้ารับปาก “ได้สิ”
สหายผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่เพียงแค่เสนอคำขอเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ
อันที่จริง เขายังคิดที่จะดึงตัวสองปู่หลานตระกูลเมิ่งไปทำงานที่โรงพยาบาลในกองบัญชาการทหารด้วยซ้ำ ด้วยฝีมือทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ การปล่อยให้มาเลี้ยงหมูทำไร่ไถนาเป็นการสิ้นเปลืองบุคลากรโดยแท้!
แต่เพราะเรื่องนี้ยังไม่แน่นอน ผู้บัญชาการหนิงจึงยังไม่เอ่ยปากออกไป เพื่อไม่ให้พวกเขาดีใจเก้อ
[จบบท]