บทที่ 418: การมาเยือนที่ไม่ได้รับการต้อนรับ
“ไอ้ตัวผลาญเงินอย่างแกจะมายุ่งอะไรด้วย หุบปากไปเลยนะ ไม่งั้นจะโดนตบ!”
เด็กหญิงวัยสิบขวบเศษถูกตบเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ดวงตาเบิกกว้างมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หยวนฉินหน้าซีดเผือดเผ้าถลาเข้าไปหาลูกเลี้ยงหมายจะลูบศีรษะปลอบขวัญ พลางถามเสียงสั่น “หงหง เจ็บตรงไหนรึเปล่าลูก”
คำถามนั้นราวกับเป็นสวิตช์ที่ปลดปล่อยความตกใจของเด็กหญิงออกมา
“แกกล้าตบฉันเหรอ!” หงหงกรีดร้องสุดเสียง ปัดมือของหยวนฉินที่ยื่นมาออกไปอย่างไม่ใยดี ก่อนจะคว้าด้ามไม้กวาดที่วางอยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมา แล้วฟาดเข้าไปที่ร่างของน้องชายหยวนไม่ยั้ง
อาคารที่พักแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องกำแพงบาง ขนาดเพื่อนบ้านจามยังได้ยินไปสามบ้านแปดบ้าน นับประสาอะไรกับเสียงเอะอะโวยวายขนาดนี้
เพียงไม่นาน เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องติดกันก็พากันออกมามุงดูตรงทางเดินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มายืนออกันทำอะไรตรงนี้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นมาตรงทางขึ้นบันได ร่างสูงใหญ่ของข่งอู่ สามีคนที่สองของหยวนฉินปรากฏตัวขึ้น
“อ้าว ช่างข่ง กลับมาพอดีเลย แม่ยายคนใหม่ของคุณน่ะสิ พาน้องชายกับน้องสะใภ้มาเยี่ยม เห็นหนูหงหงร้องไห้อยู่เมื่อกี้นี้เอง...”
ยังไม่ทันที่เพื่อนบ้านปากไวจะเล่าจบ เสียงแผดร้องของเด็กหญิงก็ดังขึ้นมาอีกระลอก
“แกกล้าดีียังไงมาตีฉัน! ฉันจะฟ้องพ่อให้มาจัดการแกให้ตายเลย ฮือๆๆ!” ถึงจะใจสู้แค่ไหน แต่หงหงก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เรี่ยวแรงย่อมสู้ผู้ใหญ่ไม่ได้ ไม้กวาดในมือจึงถูกกระชากออกไปอย่างง่ายดาย แถมแขนยังโดนฟาดกลับมาอีกหลายทีจนเจ็บแสบไปหมด
น้องชายตัวเล็กของเธอพอเห็นพี่สาวโดนทำร้ายก็ตกใจกลัวจนร้องไห้จ้า
เสียงร้องไห้ระงมของลูกๆ ทำให้เลือดในกายของข่งอู่เดือดพล่าน เขากระโจนพรวดเข้าไปในบ้าน สายตาดุดันกวาดมองหยวนฉินอย่างคาดโทษแวบหนึ่ง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปหาน้องชายหยวนแล้วปล่อยหมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าเต็มแรง
“แกกล้าแตะลูกฉันเรอะ! อยากตายมากใช่ไหม!”
น้องชายหยวนรู้สึกเจ็บแปลบที่สันจมูก จากนั้นของเหลวอุ่นๆ ก็ทะลักออกมาไม่หยุด เขากำลังจะอ้าปากร้องโอดโอย แต่ก็โดนหมัดสวนเข้าที่กรามอีกครั้งจนหน้าหัน
หลังจากโดนอัดไปสองสามหมัด แววตาที่เขามองพี่เขยคนใหม่ก็เปลี่ยนเป็นความหวาดผวาในทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก คนอื่นๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว น้องชายหยวนก็ลงไปนอนกองกับพื้นเสียแล้ว
หยวนฉินถูกแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าต้องคอยปกป้องน้องชาย พอเห็นเขาบาดเจ็บสัญชาตญาณแรกของเธอก็คือความเป็นห่วง เธอรีบปรี่เข้าไปประคองน้องชายขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มบ้วนเลือดที่คั่งอยู่ในปากออกมา พร้อมกับฟันสองสามซี่ที่หลุดร่วงลงมาด้วย ภาพนั้นทำให้หยวนฉินเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยสายตาตัดพ้อ
ข่งอู่เห็นแล้วก็ได้แต่แค่นหัวเราะในลำคอ
เหอะ...พอรู้ว่าผัวเก่ากำลังจะกลับมา ก็เลยมีแรงฮึดขึ้นมาสินะ ถึงขนาดกล้าจ้องหน้าเขาแบบนี้
เขาหันไปบอกลูกๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “เข้าไปรอในห้องก่อนไปลูก ตรงนี้พ่อจัดการเอง”
หงหงรู้ดีว่าพ่อของเธอไม่มีวันยอมเสียเปรียบแน่ เด็กหญิงจึงส่งสายตาเกลียดชังไปให้พวกบ้านหยวนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจูงมือน้องชายเข้าห้องไป แล้วกระซิบบอกน้องชายเสียงเข้ม “จำไว้นะ แม่เลี้ยงทุกคนน่ะใจร้ายทั้งนั้นแหละ ต่อไปนี้อย่าไปเข้าใกล้ผู้หญิงคนนั้นอีก ขนาดลูกในไส้ตัวเองเขายังไม่รักเลย แล้วจะมารักเราได้ยังไง”
“ผมคิดถึงแม่...” เด็กชายสะอื้นไห้จนตัวโยน
ดวงตาของหงหงเองก็แดงก่ำขึ้นมาเช่นกัน
ด้านนอกห้อง ข่งอู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาลงมือโยนข้าวของที่คนบ้านหยวนเอามาด้วยออกไปนอกประตูทันที
ยายเฒ่าหยวนเห็นดังนั้นก็เริ่มตีโพยตีพาย ด่าทอว่าเขาเป็นลูกเขยอกตัญญูสารพัดราวกับกำลังเล่นงิ้ว แต่ข่งอู่หาได้สนใจไม่ เขายังคงลากคอน้องชายหยวนมาซ้อมต่อหน้าต่อตา จนอีกฝ่ายขวัญผวาไปหมด
“แม่! พอได้แล้ว! ช่วยผมด้วย ผมจะโดนฆ่าตายอยู่แล้ว!” เขาร้องลั่น เขาคงต้องมีอันเป็นไปเพราะปากของแม่ตัวเองเข้าสักวัน
ยายเฒ่าหยวนถึงจะละโมบและเห็นแก่ตัว แต่ก็รักลูกชายคนนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด พอเห็นลูกชายคนเดียวจะถูกซ้อมปางตายก็ทนดูต่อไปไม่ไหว ได้แต่กัดฟันปิดปากเงียบจนหน้าแดงก่ำ
เมื่อเสียงแหลมๆ เงียบลง ข่งอู่จึงเอ่ยปากเตือนเสียงเย็น “ผมไม่ใช่ผัวเก่าของหยวนฉินที่จะยอมให้พวกคุณเกาะเป็นปลิงดูดเลือด ผมแต่งงานกับลูกสาวคุณ ไม่ได้แต่งงานกับคนทั้งบ้านคุณ ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณอีก ถ้าไม่อยากให้ผมไปคุยกับที่ทำงานของลูกชายคุณให้เขาลำบากล่ะก็...อย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีก”
นั่นไม่ใช่แค่คำเตือน แต่เป็นคำขู่ที่ได้ผลชะงัด
ใบหน้าของน้องชายหยวนพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที
ทำไมทุกคนต้องพุ่งเป้ามาที่เขาด้วย การเป็นแค่พนักงานชั่วคราวมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไง!
ใบหน้าที่บวมปูดของเขาฉายแววสิ้นหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด
ยายเฒ่าหยวนรู้แก่ใจดีว่าลูกเขยคนใหม่คนนี้คงไม่ใช่หมูในอวยให้เชือดได้ง่ายๆ เธอจึงได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะกระชับห่อผ้าในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก แล้วส่งเสียงเรียกให้ลูกชายและลูกสะใภ้เดินตามออกมา
น่าแปลกที่ห่อผ้านั้น แม้แต่ตอนที่ลูกชายสุดที่รักกำลังโดนซ้อมจนน่วม เธอก็ยังกอดมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ข่งอู่เหลือบไปเห็นพอดี สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ห่อผ้านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะเบนสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ในดวงตาวาบประกายบางอย่าง ราวกับมีแผนการผุดขึ้นในใจ
หลังจากจัดการกับแขกไม่ได้รับเชิญเรียบร้อย เขาก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับหยวนฉิน ก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอด้วยท่าทีคุกคาม “คุณบกพร่องต่อหน้าที่ นี่เป็นครั้งแรก และผมหวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย”
“นั่นมันครอบครัวของฉันนะ จะให้ฉันทำยังไงได้ คุณน่าจะเข้าใจฉันบ้างสิ” หยวนฉินเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
เธอยังเจ็บใจไม่หายที่เขาอัดน้องชายของเธอจนยับเยิน “คุณทำร้ายน้องชายฉันซะขนาดนั้น ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าฉันจะมองหน้าคนที่บ้านได้ยังไง คุณนี่มันเห็นแก่ตัวที่สุด”
“เมิ่งจิ่วซือไม่เห็นแก่ตัว แล้วเป็นไงล่ะ เขาก็สูญเสียทั้งเมียทั้งลูกไป” ข่งอู่แค่นเสียงหยัน
เขาแสยะยิ้มเย็น “ถ้าจะรับมือกับคนอย่างบ้านแม่คุณ มันก็ต้องเห็นแก่ตัวแบบนี้แหละ”
“ผมไม่ใช่เมิ่งจิ่วซือ ที่จะยอมทำงานเลี้ยงดูคนอื่นไปทั่ว และผมก็ไม่มีวันตามใจพวกปลิงที่คอยสูบเลือดบ้านคุณเด็ดขาด จำคำพูดผมไว้ให้ดี ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก...น้องชายคุณก็เตรียมตกงานได้เลย”
หยวนฉินโกรธจนตัวสั่น “คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะ!”
ข่งอู่เบื่อที่จะต่อปากต่อคำด้วยเต็มที เขาจึงสะบัดหน้าหนี เปิดประตูเดินออกจากบ้านไปทันที แต่แทนที่จะไปไกล เขากลับอาศัยความมืดและความชุลมุนของผู้คน แอบย่องเดินตามครอบครัวหยวนไปห่างๆ
...เสียงก่นด่าสาปแช่งลอยลมมาให้ได้ยินเป็นระยะ พวกเขาทั้งเจ็บใจที่เมิ่งจิ่วซือไม่ตายไปซะ จะได้หมดเวรหมดกรรม แล้วก็พาลมาสาปแช่งเขา ขอให้เขาพบกับจุดจบที่ไม่ดี...
แววตาของข่งอู่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว
ด่าไปเถอะ อยากด่าอะไรก็ด่าไปให้พอใจ พอถึงวันที่ไม่มีที่จะไปแล้วเมื่อไหร่ ค่อยมาดูกันว่าจะยังมีแรงด่าอยู่ไหม! บอกตามตรง คนบ้านหยวนนี่มันเหลือจะรับจริงๆ เรื่องของเขาน่ะช่างมันก่อนเถอะ แต่กับหมอเมิ่งคนนั้นที่เคยทำดีกับพวกเขาไว้สารพัด แต่กลับไม่มีใครสำนึกในบุญคุณเลยสักนิด มีแต่จะเกลียดชังที่เขาไม่ยอมตายๆ ไปซะ พวกตนจะได้ไม่ต้องระเห็จออกจากบ้าน นี่มันเข้าข่ายพวกเนรคุณยังน้อยไป ต้องเรียกว่าพวกจิตใจต่ำทรามถึงจะถูก
ทันใดนั้น ตรงหัวมุมถนนข้างหน้าก็ปรากฏร่างของกลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อนเกือบสิบคน พวกเขาเดินกันเต็มถนน ใครเผลอไปสบตาเข้าก็จะโดนจ้องกลับอย่างหาเรื่อง ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็พร้อมจะกรูกันเข้ามารุมทันที ทำเอาผู้คนบนท้องถนนไม่มีใครกล้าพอจะมองหน้า ข่งอู่เห็นดังนั้นก็รู้ได้ในทันทีว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว เขาเร่งฝีเท้าตามครอบครัวหยวนเข้าไปใกล้ขึ้นอีก
เพียงชั่วอึดใจต่อมา บริเวณนั้นก็เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายขึ้น ข่งอู่ฉวยจังหวะนี้เองที่พุ่งเข้าไปฉกห่อผ้ามาจากอ้อมแขนของยายเฒ่าหยวน แล้วอาศัยความโกลาหลหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงชราดังไล่หลังมาทันทีที่เขาลับหายไปตรงหัวมุมถนน “ห่อผ้าของฉัน! ใครก็ได้ช่วยด้วย ห่อผ้าของฉันหายไป!”
น้ำเสียงในครานี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง
ข่งอู่ยกยิ้มที่มุมปาก เขารีบพาตัวเองไปยังที่ลับตาคนแล้วเปิดห่อผ้าออกดู ทันทีที่เห็นของข้างใน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ข้างในอัดแน่นไปด้วยธนบัตรและตั๋วปันส่วนต่างๆ มากมาย ประเมินคร่าวๆ แล้วน่าจะเกินพันหยวน
“!!!”
หัวใจของเขาพองโตด้วยความยินดี
นี่มันโชคหล่นทับชัดๆ!
เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หากให้เขาเก็บออมด้วยตัวเองคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามถึงห้าปี แต่นี่กลับได้มาง่ายๆ เหมือนสวรรค์ประทาน เขาดีใจจนแทบจะเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่
ข่งอู่เดาว่าเงินครึ่งหนึ่งในนี้คงเป็นของสามีเก่าผู้เคราะห์ร้ายของหยวนฉินเป็นแน่ เขาอดที่จะรู้สึกสงสารชายคนนั้นขึ้นมาวูบหนึ่งไม่ได้
ณ กองพลการผลิตเฟิงโซว
เมิ่งจิ่วซือจามออกมาติดๆ กันถึงสองครั้ง
“ใครแอบพูดถึงผมอยู่หรือเปล่านะ...” เขาพึมพำกับตัวเองพลางหัวเราะเบาๆ
หลินเจาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้แต่เบ้ปาก นึกในใจว่าจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พวกบ้านหยวน ก็ใครใช้ให้ทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ล่ะ พอได้ยินข่าวดีของพี่สี่เข้าก็คงจะร้อนตัวกลัวจนตัวสั่นอยู่ล่ะสิ
อันที่จริง การที่เธอไม่อยากให้เมิ่งจิ่วซือกลับไปเมืองหลวงก็มีเหตุผลนี้อยู่ด้วย เธอไม่อยากให้พี่สี่ผู้ใจดีของเธอต้องไปเจอคนอย่างครอบครัวหยวนอีก จากเนื้อความในจดหมายของอวิ๋นเจี้ยนก็พอจะทำให้รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นพวกหน้าด้านชอบเอาเปรียบคนอื่นเป็นที่สุด หากคนซื่อๆ อย่างพี่สี่ต้องไปเจอกับคนแบบนั้น มีหวังโดนเอาเปรียบจนไม่เหลืออะไรแน่
เมิ่งจิ่วซือสังเกตเห็นสายตาแปลกๆ ของหลินเจาที่มองมา...มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารระคนเอ็นดู จนเขาอดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
“มีอะไรเหรอเจาเจา”
มีหรือที่หลินเจาจะยอมเอ่ยชื่อคนพวกนั้นออกมาให้บรรยากาศดีๆ ต้องเสียไป
เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “เปล่าค่ะพี่สี่ ว่าแต่บ้านหลังนี้เป็นยังไงบ้างคะ มีตรงไหนไม่สะดวกหรือเปล่า บอกฉันได้เลยนะ”
“ไม่มีเลย ดีมากๆ เลยล่ะ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจัดเตรียมให้เป็นอย่างดี” เมิ่งจิ่วซือตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนเต่าในกระดองที่บ้านสกุลกู้มานานหลายเดือน การได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอีกครั้งกลับทำให้พวกเขารู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา แล้วทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
[จบบท]