บทที่ 420: พี่ชายคนที่สี่
อวี้เป่าทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มทลาย ราวกับว่าน้องสาวสุดที่รักกำลังจะถูกเด็กหนุ่มแปลกหน้าจากที่ไหนสักแห่งฉกตัวไปต่อหน้าต่อตา ท่าทางหวงก้างของหนูน้อยช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
“แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ” หลินเจารับคำพลางลอบขำในใจที่ลูกชายคนโตช่างคิดไปไกล
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากแม่ อวี้เป่าก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเหลือบมองท้ายทอยกลมๆ ของน้องสาวแวบหนึ่งก่อนจะละสายตา แล้วหันไปเก็บถ้วยชามบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว
“เหิงเป่า ถึงตานายไปล้างจานแล้วนะ”
เหิงเป่าขานรับ “ผมจำได้ครับพี่ พี่ช่วยถือถ้วยชามไปหน่อยสิ”
“ได้เลย” อวี้เป่าช่วยน้องชายเก็บข้าวของจนเรียบร้อย ก่อนจะคว้าผ้ามาเช็ดโต๊ะจนเกลี้ยงเกลาแล้วยกเก้าอี้ไปเก็บเข้าที่ เด็กๆ จัดการทุกอย่างกันเองโดยที่หลินเจาไม่ต้องเอ่ยปากเลยสักคำ
ผู้เฒ่าเมิ่งมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เด็กๆ ของหนูเลี้ยงมาดีจริงๆ ทุกคนล้วนเป็นเด็กที่รู้จักความ หนูโชคดีมากนะ”
หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธหรือถ่อมตัวตามมารยาท “ค่ะ พวกเขาเป็นเด็กดี คุณย่าสอนมาดีน่ะค่ะ เลยเชื่อฟังกันมาตั้งแต่เล็ก”
อวี้เป่าซึ่งเป็นเด็กติดแม่ได้ยินดังนั้นก็รีบพูดเสริมขึ้นทันที “คุณแม่ก็สอนครับ!”
“ดูเจ้าหนูนี่สิ ยังรู้จักเข้าข้างแม่อีกนะ” ผู้เฒ่าเมิ่งหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
คำกล่าวที่ว่า ‘ดูเด็กสามขวบก็รู้ถึงแก่เฒ่า’ เห็นทีจะจริงอย่างที่เขาว่ากัน
อวี้เป่าหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย รีบวิ่งตึงๆ ออกไปดูเจ้าต้าหวงกับหู่โพกินข้าวแก้เก้อ
...
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลินเจาพาลูกๆ ทั้งสี่ พร้อมด้วยเมิ่งจิ่วซือและผู้เฒ่าเมิ่ง มุ่งหน้ากลับไปยังกองพลการผลิตตงเฟิง
ชื่อเสียงของหลินเจาในกองพลฯ นั้นโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดี ทุกบ้านต่างก็ยกย่องว่าเธอเป็นผู้หญิงเก่งกาจ เพราะหลังจากแต่งงานออกไปแล้วยังอุตส่าห์หางานดีๆ ให้พี่ชายที่บ้านเดิมได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจทำได้ง่ายๆ
ดังนั้นไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน เธอก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาและหัวข้อสนทนาของชาวบ้านอยู่เสมอ
เพียงแค่เห็นเงาของหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่เดินนำหน้าเด็กน้อยสี่คนมาแต่ไกล ชาวบ้านก็รู้ได้ในทันทีว่าหลินเจาพาลูกๆ กลับมาเยี่ยมบ้านแม่แล้ว
เมื่อทั้งหมดเดินเข้ามาใกล้ ป้าหวังซึ่งสนิทกับครอบครัวหลินก็เอ่ยทักด้วยความเป็นห่วง “เจาเจา พาลูกๆ มาเหรอจ๊ะ วันนี้ไม่ได้ขี่จักรยานมาหรือไง เดินมาไกลขนาดนี้คงเหนื่อยแย่ รีบเข้าบ้านไปเถอะ ให้พ่อกับแม่เธอชงน้ำหวานๆ ให้ดื่มจะได้หายเหนื่อย”
“สวัสดีค่ะป้าหวัง” หลินเจายิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปบอกให้ลูกๆ ทั้งสี่ทำความเคารพผู้ใหญ่
เด็กๆ ทั้งสี่ก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมน่ารัก พวกเขาแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโตเป็นประกายฉายแววฉลาดหลักแหลม ชวนให้ใครเห็นก็ต้องเอ็นดู
แม้แต่คนที่ไม่ค่อยชอบหน้าหลินเจา ก็ยังทำใจให้เกลียดเด็กๆ ทั้งสี่คนนี้ไม่ได้เลย
ทว่ายายเฒ่าหลิวกลับมองกลุ่มของเมิ่งจิ่วซือด้วยสายตาจับผิด “แล้วนั่นใครกัน ขนกันมาทำไมเยอะแยะ”
แล้วหันไปพูดกับหลินเจาด้วยน้ำเสียงแฝงนัยประชดประชัน “นี่...ผัวเธอเป็นทหารนะ อย่าทำอะไรให้เขาต้องขายขี้หน้าล่ะ”
คำพูดเสียดแทงนั้นพุ่งตรงเข้ามาอย่างจงใจ
เมิ่งจิ่วซือหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “คนใจสกปรก มองอะไรก็เห็นเป็นเรื่องสกปรกไปเสียหมด”
เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหันไปหาหลินเจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจาเจา พี่อยากเห็นบ้านของเราเต็มแก่แล้ว รีบพาพี่ไปเถอะ พี่รอวันนี้มาตั้งหลายปีแล้วนะ”
หลินเจาเพียงปรายตามองยายเฒ่าหลิวอย่างเย็นชา ไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำด้วยแล้วเดินนำหน้าไป “ตามมาเลยค่ะพี่สี่ บ้านเราเป็นบ้านอิฐเผา หาง่ายที่สุดในแถบนี้แล้ว”
คณะของพวกเขาเดินลับหายเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
“...พี่สี่งั้นเหรอ ฉันหูฝาดไปรึเปล่า” หญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าถึงกับสะดุ้งจนเข็มทิ่มนิ้ว ความเจ็บแปล๊บทำให้เธอตื่นจากภวังค์ “หนุ่มคนนั้น...เป็นลูกชายบ้านหลินอย่างนั้นเรอะ?!”
คนที่พอจะรู้เรื่องราวในอดีตต่างพากันยกมือทาบอก “ลูกชายคนเล็กของบ้านหลินที่โดนอุ้มหายไปตั้งแต่ยังเป็นทารก...กลับมาแล้วเหรอ”
“จะเป็นไปได้ยังไง หายไปยี่สิบกว่าปีแล้วนะ จะหาเจอได้ยังไงกัน ฉันว่าต้องเป็นพี่ชายที่ลูกสาวบ้านหลินไปผูกมิตรมาจากข้างนอกแน่ๆ”
ยายเฒ่าหลิวรีบผสมโรงทันที “ใช่ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ หนุ่มคนนั้นไม่มีเค้าคนบ้านหลินเลยสักนิด จะเป็นลูกที่หายไปได้ยังไง!”
ครั้งก่อนที่เธอคิดจะทำร้ายครอบครัวหลินแต่ไม่สำเร็จ กลับกลายเป็นว่าลูกเขยของตัวเองต้องมารับเคราะห์แทน ทำให้บ้านเธอขาดรายได้จากลูกสาวไปโดยปริยาย ชีวิตจึงตกต่ำลงเรื่อยๆ ความแค้นที่เธอมีต่อซ่งซีเวยนั้นฝังลึกเข้ากระดูกดำ ชาตินี้เธอไม่อยากเห็นแม่นั่นได้เจอลูกชายอีกเลย
“แต่ฉันว่า...หนุ่มคนนั้นหน้าตาคล้ายพ่อของเจาเจาอยู่นะ หล่อเหลาเอาการเหมือนกัน”
“เด็กผู้ชายสองคนนั่นก็ดูคล้ายๆ แล้วไอ้ตาแก่นั่นอีกล่ะเป็นใครกัน ทำไมเจาเจาถึงได้พาใครต่อใครเข้าบ้านมั่วซั่วไปหมด”
...
เรื่องในหมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้ย่อมปิดไม่มิด เพียงไม่นานข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองพลฯ
และแน่นอนว่าเรื่องที่เล่าลือกันนั้นย่อมไม่มีเรื่องดีๆ เลยสักเรื่องเดียว
ข่าวลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว บ้างก็ว่าหลินเจาไปรับใครมาเป็นพี่ชายถึงได้พาเข้าบ้าน บ้างก็ว่าเธอไปได้ปู่บุญธรรมใหญ่โตที่ไหนมา หวังจะให้เขาช่วยฝากงานให้คนทั้งบ้าน... ยิ่งลือกันไปก็ยิ่งเลอะเทอะ
แต่หลินเจายังไม่ได้ยินข่าวเหล่านั้น
เธอพาเมิ่งจิ่วซือและคนอื่นๆ มาถึงหน้าบ้านสกุลหลิน
“ต้าตั้น เอ้อร์ตั้น... อากับอาสี่กลับมาแล้ว! ทำอะไรกันอยู่ รีบออกมาเร็ว...”
สิ้นเสียงเรียก เด็กๆ ก็พากันวิ่งออกมาจากในบ้าน
“คุณอา! คุณอา!”
เด็กๆ ต่างดีอกดีใจที่เห็นหลินเจา แต่พอหันไปสบตากับใบหน้าคมคายของเมิ่งจิ่วซือ แต่ละคนก็มีสีหน้าฉงนสนเท่ห์
ชายคนนี้เป็นใครกัน... แล้วเมื่อครู่คุณอาเรียกใครนะ...อาสี่? พวกเขาเคยมีอาที่ชื่ออาสี่ด้วยหรือ?
ต้าตั้นและบรรดาหลานๆ ได้แต่มองหน้าคุณอาอย่างงุนงง
“อ้าว พ่อของพวกเธอไม่ได้บอกอะไรเลยเหรอ” หลินเจาเลิกคิ้วถาม
“พ่อต้องบอกอะไรพวกผมเหรอครับ” ต้าตั้นเอ่ยถามแทนทุกคน
น้องๆ ที่เหลือต่างพยักหน้าหงึกหงักเป็นพัลวัน
หลินเจาจึงดึงหลานชายทั้งกลุ่มไปมุมหนึ่ง แล้วเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดให้ฟังอย่างกระชับ ส่วนหลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยก็กำลังต้อนรับผู้เฒ่าเมิ่งและพูดคุยกับเมิ่งจิ่วซืออย่างอบอุ่น
เมื่อได้ฟังความจริง ต้าตั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง “หา! อาครับ...หมายความว่าจริงๆ แล้วพวกเรามีอาผู้ชาย 3 คนมาตั้งแต่แรกเหรอครับ แล้วเขา...”
เด็กชายชี้ไปที่เมิ่งจิ่วซืออย่างไม่ค่อยแน่ใจ “เขา...คืออาสี่ของผมจริงๆ เหรอครับ?!”
“ผมเข้าใจถูกใช่ไหมครับ”
หลินเจาพยักหน้ารับ “ถูกต้องเป๊ะเลย”
“โห...อาสุดยอดไปเลย!” ต้าตั้นมองอาสาวด้วยแววตาเปี่ยมศรัทธา “แค่เห็นปานที่หูก็รู้เลยว่าเป็นอาสี่ อาเก่งกว่ายอดนักสืบในนิยายที่ผมอ่านอีกนะครับ”
ความคิดของเด็กช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
หลินเจาอดหัวเราะไม่ได้ “ก็ปู่ของเธอเล่าให้อาฟังมาตั้งแต่เด็ก ฟังจนจำขึ้นใจแล้วน่ะสิ พอได้เห็นของจริงก็ต้องจำได้เป็นธรรมดา ถ้าเป็นเธอก็จำได้เหมือนกันนั่นแหละ”
“นั่นก็เพราะอาเป็นคนช่างสังเกตต่างหาก” เอ้อร์ตั้นแย้งขึ้นมา “พี่ชายผมน่ะซุ่มซ่ามจะตาย ขนาดตอนสอบยังลืมเขียนชื่อตัวเองเลย ถ้าเป็นเขาไม่มีทางจำได้หรอกครับ”
ต้าตั้นหันไปมองน้องชายตาขวาง
ดูท่าว่าเขาคงต้องสั่งสอนน้องชายจอมแสบสักหน่อยแล้ว ไม่ได้ทำมาเกือบอาทิตย์แล้วนี่!
หลินเจาเห็นท่าทางของหลานๆ แล้วก็ขำไม่หยุด “อาเอาเค้กไข่มาฝากด้วยนะ อยู่ในตะกร้า ไปหยิบกันสิ”
หลินสี่เป่ารีบวิ่งเข้ามากอดเอวอาสาว โยกตัวไปมาพลางเอ่ยเสียงหวาน “คุณอาใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ”
พูดจบก็รีบจูงมือหลินเซวียนกับหลินเจิงไปหยิบขนมทันที
เด็กๆ หยิบเค้กไข่ไปคนละชิ้นแล้วก็แยกย้ายกันออกไปวิ่งเล่น พร้อมกับทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเคลื่อนที่ บอกเล่าเรื่องราวของอาสี่ที่เพิ่งได้พบหน้าให้เพื่อนๆ และเพื่อนบ้านได้ฟังกันถ้วนหน้า คุณปู่เคยสอนไว้ว่า แทนที่จะปล่อยให้คนอื่นเอาเรื่องของเราไปนินทาเสียๆ หายๆ สู้เราชิงเล่าความจริงในมุมของเราให้ทุกคนรู้ไปเลยดีกว่า
ดังนั้น ก่อนที่ข่าวลือจะทันได้แพร่กระจายไปไกล เรื่องเล่าฉบับใหม่ที่สดกว่าและรับประกันความจริงจากปากของคนในครอบครัวก็มาถึงหูชาวบ้านกองพลการผลิตตงเฟิงก่อน
แล้วในไม่ช้าทุกคนก็ได้รู้ความจริง...ในแบบที่ครอบครัวหลินต้องการให้รู้
ที่แท้ชายหนุ่มแปลกหน้าที่มากับหลินเจา ก็คือเมิ่งจิ่วซือ ลูกชายคนสุดท้องของบ้านหลินที่ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่ยังแบเบาะนั่นเอง หลินเจาเป็นคนตามหาเขาจนพบ ปัจจุบันเขาได้รับการอุปการะจากครอบครัวเมิ่ง ได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์จนจบมหาวิทยาลัย แต่งงานมีครอบครัว และมีลูกชายที่น่ารักถึง 2 คนแล้ว...
ณ บ้านสกุลหลิน
หลินเจานำทางเมิ่งจิ่วซือมายังห้องนอนของเขา และที่นั่น เขาก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาบีบรัด เสื้อผ้ามากมายที่หลินเฮ่อหลิงบรรจงตัดเย็บไว้ให้เขาทุกปี มีทั้งชุดสำหรับเด็กเล็กและชุดของชายหนุ่มจนเต็มตู้เสื้อผ้า
ลำคอของเขาแห้งผาก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
ความเงียบเข้าครอบงำอยู่นาน
“พ่อ...ตัดเสื้อผ้าให้ผมทุกปีเลยหรือครับ ผม...ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน” เมิ่งจิ่วซือนั่งลงบนเตียงที่ควรจะเป็นของเขา กวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยแววตาวูบไหว “หลายปีมานี้ ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่าบ้านของผมอยู่ที่ไหน ทำไมพ่อแม่ถึงทอดทิ้งผม ทุกครั้งที่ต้องเจอกับเรื่องราวเลวร้าย ผมก็อดไม่ได้ที่จะน้อยใจในโชคชะตา... ไหนๆ ก็จะไม่เลี้ยงดู แล้วจะให้ผมเกิดมาทำไมกัน ผมไม่เคยรู้เลยว่า...”
ที่แท้...ในมุมที่เขามองไม่เห็น พ่อกับแม่ยังคงคิดถึงเขาเสมอมา และมอบความรักให้เขาอย่างหมดหัวใจ
หลินเจานั่งลงข้างๆ พี่ชาย มองออกไปนอกหน้าต่าง พลางเอ่ยเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยรอยยิ้ม “ห้องนี้น่ะ นอกจากพ่อกับแม่แล้ว แม้แต่ฉันยังเข้ามาไม่ได้เลยนะจะบอกให้ ตอนเด็กๆ พี่รองเคยแอบเข้ามานอนบนเตียงของพี่ด้วยล่ะ พี่สามเลยโมโหใหญ่ ไปต่อยกับพี่รอง เขาบอกว่านี่คือห้องของพี่ ใครก็ห้ามมายุ่ง ใครหน้าไหนมายุ่ง เขาจะอัดให้”
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นค่อยๆ ฉายชัดขึ้นในความคิดของเมิ่งจิ่วซือ มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
ภาพของเด็กชายขอทานตัวน้อยที่จมอยู่กับความรู้สึกอ้างว้างและน้อยใจในโชคชะตา ค่อยๆ จางหายไปจากห้วงคำนึงของเขา
[จบบท]