บทที่ 423: ไปโรงเรียนแล้วนะ
เรื่องที่เมาตั้นต้องจากไป ทำให้ฝาแฝดซึมไปหลายวัน แต่ความเศร้าก็อยู่กับพวกเขาได้ไม่นาน เพราะมีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่ นั่นคือโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว และหลินเจาจะต้องพาทั้งสองคนไปส่งที่โรงเรียน
ตอนแรกทางโรงเรียนยังลังเลที่จะรับอวี้เป่ากับเหิงเป่าเข้าเรียน เพราะทั้งคู่ยังอายุไม่ถึง 6 ขวบดี แต่ด้วยจำนวนนักเรียนที่ไม่มากนัก ประกอบกับเด็กแฝดก็ไม่ใช่เด็กดื้อเด็กซน ในที่สุดโรงเรียนจึงยอมรับไว้เป็นกรณีพิเศษ และแล้วเส้นทางการเรียนรู้ของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ในวันเปิดเทอมวันแรก หลินเจาพาลูกชายทั้งสองไปส่งถึงหน้าประตูโรงเรียน อันที่จริง ถึงจะมีพวกรุ่นพี่อย่างปังปังคอยดูแลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใหญ่ไปรับส่งก็ได้ แต่สำหรับวันแรกของการไปโรงเรียน หลินเจาคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เธอไม่อยากพลาด เธอจึงตั้งใจพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย
พอสองหนูน้อยเชียนเป่ากับเหยาเป่าเห็นพี่ๆ จะไปโรงเรียนก็ร้องขอตามไปด้วย ทั้งคู่ใช้มือป้อมๆ เกาะขอบประตูเอาไว้ ดวงตากลมโตที่ตัดกับสีขาวดำอย่างชัดเจนจ้องมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาออดอ้อนน่าสงสาร จนหลินเจาใจอ่อนยวบและปฏิเสธไม่ลง สุดท้ายก็ต้องยอมพาไปด้วยกัน
ก้อนแป้งขาวๆ ทั้งสองคนดีใจจนยิ้มกว้างโชว์ฟันน้ำนมซี่เล็กๆ ท่าเดินยังดูเงอะงะอยู่บ้างแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริง
เด็กแฝดชายหญิงคู่นี้ไม่ชอบวิ่งซน ทั้งคู่มีผิวขาวอมชมพูดูสุขภาพดี แก้มยุ้ยน่าฟัด แถมยังใส่ชุดพี่น้องที่แม่เป็นคนตัดเย็บให้ ดูราวกับเป็นตุ๊กตาเด็กน้อยที่คอยรับใช้เจ้าแม่กวนอิม เวลามองใครทีไรก็ทำเอาคนเอ็นดูจนอยากจะยื่นมือไปหยิกแก้มใสๆ นั่นเบาๆ
“วิ่งช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็หกล้มกันพอดี” หลินเจาตะโกนตามหลังลูกแฝดคู่เล็ก ที่ดูจะตื่นเต้นกับการไปส่งพี่ชายที่โรงเรียนเสียเหลือเกิน
เชียนเป่าชะลอฝีเท้าลงแล้วหยุดยืนรอแม่ แต่เมื่อเห็นว่าเหยาเป่ายังวิ่งต่อไป เขาก็รีบวิ่งตามน้องสาวไปทันที
หลินเจาถึงกับกุมขมับ ห้ามไว้ไม่ทันสักคน นี่แหละเหตุผลที่เธอไม่ค่อยอยากพาสองคนนี้ออกจากบ้านพร้อมกัน ถ้ามีคนช่วยดูก็ยังพอไหว แต่ถ้าต้องดูแลคนเดียวก็ชวนให้ปวดหัวไม่น้อย ยิ่งเด็กๆ เดินคล่องแคล่วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซุกซนมากขึ้นเท่านั้น
โชคยังดีที่เธอมีลูกแฝดคนโตที่พึ่งพาได้
ทั้งสองวิ่งตามน้องๆ ไปทัน อวี้เป่าจับมือน้องสาว ส่วนเหิงเป่าก็จูงมือน้องชาย พากันเดินช้าๆ ไปข้างหน้า
“อยู่ข้างนอกอย่าวิ่งเร็วนักสิ เดี๋ยวก็มีคนไม่ดีมาอุ้มไปหรอก” อวี้เป่าทำหน้าจริงจังใส่น้องสาวคนเล็ก “เหยาเป่า พี่กับเหิงเป่าจะไปโรงเรียนแล้วนะ ต้องเชื่อฟังแม่นะ”
เหิงเป่าพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ ไม่เชื่อฟังแม่ ระวังจะเจ็บตัวนะ หกล้มถลอกปอกเปิกมันเจ็บมากเลยนะ เดินก็ไม่ได้ ต้องนอนอยู่เฉยๆ ตลอดเลย”
“ผมไม่วิ่งฮะ” เชียนเป่ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงยังเจือความไร้เดียงสา แต่แววตากลับดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว
“เชียนเป่าเชื่อฟังที่สุดเลย” อวี้เป่าเอ่ยชมน้องชายด้วยรอยยิ้ม ทำให้เชียนเป่ายิ้มตอบอย่างว่าง่ายและอ่อนโยน
“หนูก็ไม่วิ่ง!!” เหยาเป่าเงยหน้าขึ้น กะพริบตาปริบๆ ที่กลมโตเหมือนลูกองุ่น พยายามทำตัวให้น่ารักที่สุด
อวี้เป่าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาถือโอกาสสอนน้องสาวต่อ “แต่เมื่อกี้น้องวิ่งนี่ แม่เรียกแล้วก็ไม่ยอมหยุด แบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ”
ขนตายาวงอนของเหยาเป่าตกลงปิดบังแววตา “หนูไม่ได้ยินนี่”
เพราะได้กินอิ่มนอนหลับเต็มที่ แฝดคู่เล็กจึงพูดจาฉะฉานขึ้นทุกวัน จนแทบจะตามรอยเอ้อร์ไจ่ผู้เป็นพี่ชายในเรื่องความช่างเถียงเข้าไปทุกที
“ไม่ได้ยิน หรือว่าแกล้งไม่ได้ยินกันแน่จ๊ะ” เหิงเป่าหัวเราะคิกคักพลางแซวเย้าน้องสาว
เหยาเป่าถูกจับได้เลยทั้งโกรธทั้งอาย เธอผลักพี่ชายอย่างแรงแล้วปฏิเสธเสียงดัง “ไม่ได้ยิน ก็คือไม่ได้ยิน!”
“กู้จือเหยา” เสียงของหลินเจาดังขึ้น แม้จะอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจัง “ห้ามผลักพี่เขานะลูก”
เหยาเป่ารีบดึงมือกลับมายืนตัวตรงแหน่ว แต่ก็ไม่ยอมมองหน้าพี่ชาย ได้แต่ยืนนิ่งๆ รอแม่เดินมาหา
หลินเจาเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วใช้นิ้วม้วนปลายผมเปียของลูกสาวเบาๆ “ดื้อกว่าแม่อีกนะเรา” เธอบอกลูกสาว “พี่ๆ เขาเป็นห่วงเรานะ ทำไมต้องทำตัวดุร้ายแบบนั้นด้วยล่ะคะ”
เหยาเป่าไม่ชอบถูกตำหนิ เธอเบะปากน้อยๆ “เป่าไม่ดุ ไม่ดุซะหน่อย” เด็กหญิงย้ำเสียงแข็ง
“เมื่อกี้หนูผลักพี่เขานะคะ” หลินเจาเตือนความจำ
เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ยอมอุ้มปลอบ เหยาเป่าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจจนน้ำตาคลอเบ้า เธอรู้ดีว่าอ้อนวอนไปก็เท่านั้น จึงหันไปหาเหิงเป่าแล้วเอ่ยขอโทษเสียงอ่อย “ขอโทษค่ะ”
เธอเรียนรู้ที่จะขอโทษเวลาทำผิดมาจากเหิงเป่านั่นเอง อันที่จริงเธอก็รู้ความทุกอย่าง แต่ที่ทำไปก็เพราะถูกตามใจจนเคยตัว เลยชอบแกล้งเรียกร้องความสนใจจากพวกพี่ๆ
น้องสาวตัวน้อยยอมขอโทษเขาแล้ว! มีหรือที่เหิงเป่าจะโกรธลง
“ก็ได้ พี่ยกโทษให้ แต่ต้องเชื่อฟังแม่นะ ไม่อย่างนั้นพี่กับพี่ใหญ่จะสั่งสอนเราอีก”
เหยาเป่าโผเข้ากอดพี่ชายคนโต เอาใบหน้ากลมๆ ถูไถกับแขนของอวี้เป่า ดวงตาฉ่ำน้ำเหมือนลูกแมวตัวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
“เหยาเป่าเขารู้ตัวว่าผิดแล้ว ต่อไปก็จะปรับปรุงตัว อย่าไปว่าน้องเลยนะ น้องยังเล็กอยู่ เราค่อยๆ สอนกันไปก็ได้” อวี้เป่าใช้แขนโอบไหล่เล็กๆ ของน้องสาวไว้แน่น เหมือนเป็นพี่ใหญ่ที่คอยปกป้องน้องๆ ทุกคน
เหิงเป่าเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “อ้าวพี่ ก็พี่นั่นแหละที่เป็นคนบอกว่าจะต้องสอนน้องๆ ให้ดี”
สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถาม “พี่ยังบอกเองเลยว่าถ้าเชียนเป่ากับเหยาเป่ากลายเป็นเด็กไม่ดี พ่อกับแม่จะต้องกลุ้มใจแน่ๆ การที่เราช่วยสอนน้องก็เหมือนช่วยแบ่งเบาภาระท่านไม่ใช่เหรอ พี่เป็นคนพูดเองนะ”
อวี้เป่าถึงกับจนคำพูด
“ก็ใช่ที่พี่พูด แต่...เหยาเป่าเขาก็ยอมรับผิดแล้วนี่นา แล้วจะเอายังไงอีกเล่า” ทำไมน้องรองของเขาถึงได้ใจแข็งขนาดนี้ เข้มงวดกับน้องสาวตัวเล็กๆ เกินไปแล้ว
“ผมไม่ได้จะเอาอะไรสักหน่อยนี่” เหิงเป่าบ่นอุบ ก็พี่ชายนั่นแหละที่ทำหน้าจริงจังเกินไป!
หลินเจาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการถกเถียงของเด็กๆ เธอเพียงแต่เดินตามหลังพวกเขาไปอย่างเงียบๆ
ไม่นานทั้งหมดก็เดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียน
โรงเรียนแห่งเดียวของคอมมูนแห่งนี้ เป็นอาคารอิฐผสมปูนหลังเล็กๆ ที่ทางอำเภอทุ่มเทงบประมาณสร้างขึ้นมาอย่างเต็มที่ ตัวอาคารถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่หน้าต่างมีน้อยและมีขนาดเล็ก ทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอ หากวันไหนอากาศครึ้มก็จำเป็นต้องจุดตะเกียงน้ำมันหรือเทียนไขช่วยเพิ่มแสงสว่างในห้องเรียน
ด้านหน้าของทุกห้องมีกระดานดำแขวนอยู่ เหนือขึ้นไปมีป้ายคำขวัญเขียนว่า “ตั้งใจเรียน ก้าวหน้าทุกวัน” ส่วนด้านหลังเป็นบอร์ดสำหรับติดประกาศต่างๆ
โต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่ทาด้วยสีน้ำมันสีแดงเข้มถูกจัดซื้อมาในคราวเดียวกัน และเนื่องจากผ่านการใช้งานมานานหลายปี ร่องรอยขีดข่วนจึงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
หลินเจาจำได้ว่าตอนที่เธอมาสมัครเรียนให้ลูกชาย เธอเคยเห็นโต๊ะตัวหนึ่งในห้องเรียนที่มีรอยสลักของเธอเองอยู่ และยังเห็นชื่อของเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยอีกหลายคนด้วย
แม้ว่าอวี้เป่ากับเหิงเป่าจะเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งตอนสมัครเรียน แต่การมาอีกครั้งก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้น ดวงตาทั้งสองคู่เป็นประกายสดใส ราวกับยุวชนที่กำลังจะได้เข้าประจำการ
“กล้าเข้าไปกันเองไหม หรือจะให้แม่ไปส่งถึงหน้าห้องเรียนจ๊ะ” หลินเจาเอ่ยถามลูกชาย
ในวินาทีที่พูดออกไป ความรู้สึกหลากหลายก็ถาโถมเข้ามาในใจ ชั่วพริบตาเดียว ลูกชายคนโตทั้งสองก็เข้าโรงเรียนแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะพูดว่าเด็กๆ โตไวเหมือนสายลม ในที่สุดเธอก็ได้สัมผัสกับความหมายของคำพูดนั้นด้วยตัวเอง
“ผมกับเหิงเป่าจำทางได้ครับ พวกเราไปกันเองได้” อวี้เป่าตอบอย่างมั่นใจ
แต่ยังไม่ทันขาดคำ พวกรุ่นพี่อย่างปังปังก็เดินออกมาจากโรงเรียนพอดี
ไหลเม่ยตะโกนเรียกแต่ไกล “อวี้เป่า! เหิงเป่า! ในที่สุดก็มากันซะที! เร็วเข้า เดี๋ยวพี่จะพาไปส่งที่ห้องเรียน รอตั้งนานแล้วนะเนี่ย”
พอเห็นลูกพี่ลูกน้อง เหิงเป่าก็วิ่งเข้าไปหาอย่างดีใจ
“พวกพี่มากันเช้าจังเลย ถึงตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ”
“พี่ไม่มีนาฬิกา เลยไม่รู้ว่ากี่โมง แต่เราเดินวนรอบโรงเรียนไปสองสามรอบแล้วมั้ง” ปังปังตอบพลางหันไปขอความเห็นจากคนอื่นๆ
กู้หลานตอบนิ่งๆ “สามรอบถ้วน”
“นั่นแหละ สามรอบ” ปังปังยิ้มกว้างจนแก้มปริ
ปกติแล้วการไปโรงเรียนทุกวันก็น่าเบื่ออยู่เหมือนกัน เพราะต้องตื่นแต่เช้าจนไม่มีเวลาเล่น แต่พอโรงเรียนหยุดไปนาน พวกเขาก็ต้องทนอยู่บ้านจนพ่อแม่เอือมระอา วันๆ หนึ่งโดนบ่นไม่รู้กี่รอบ จนพากันคิดถึงชีวิตที่โรงเรียนขึ้นมาจับใจ
ดังนั้น พอถึงวันเปิดเทอมวันแรก เด็กๆ กลุ่มนี้จึงพากันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางแล้วรีบมาที่โรงเรียนทันที
หลินเจาอดแปลกใจไม่ได้ “ทำไมมากันเช้าขนาดนี้ล่ะลูก”
“ก็พวกปังปังน่ะสิคะ ยืนกรานจะมากันให้ได้” กู้หลานตอบพลางยิ้มแหยๆ “พวกเขาบอกว่าอยู่บ้านโดนบ่นจนหูจะชาไปหมดแล้ว สู้มานั่งรอให้โรงเรียนเปิดยังจะดีซะกว่า”
ในบรรดาลูกหลานบ้านกู้ กู้หลานเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือ พวกผู้ใหญ่จึงไม่ค่อยวางใจ บอกให้เธอไปไหนมาไหนพร้อมกับเด็กผู้ชายในบ้านเสมอ และเธอก็ทนการรบเร้าของไหลเม่ยไม่ไหว จึงต้องยอมมาด้วยกัน
“แล้วนี่กินอะไรกันมารึยัง” หลินเจาถามด้วยความห่วงใย
เถี่ยตั้นที่กำลังคุยกับฝาแฝดเรื่องโรงเรียนอยู่ หันมาตอบทันที “ยังเลยครับ! แม่บอกว่ามื้อเช้าไม่กินก็ไม่เป็นไร ค่อยเก็บท้องไปกินรวบยอดตอนเที่ยงทีเดียว”
หลินเจาถึงกับนิ่งไป แล้วมื้อเช้ามันเก็บไว้กินทีหลังได้ด้วยเหรอ “ไม่กินข้าวเช้าแล้วจะตัวโตได้ยังไงกัน!”
เถี่ยตั้นพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ใช่เลย ถ้ากินไม่พอเดี๋ยวจะตัวเตี้ย หาเมียไม่ได้ เขาเคยบอกแม่แบบนี้ไปแล้ว แต่ผลที่ได้คือโดนตีไปหนึ่งที
“เดี๋ยวพอกลับไปแล้ว อาจะคุยกับแม่ให้” หลินเจาพูดเมื่อเห็นสีหน้าหงอยๆ ของเถี่ยตั้น ช่างน่าสงสารเสียจริง ไม่เจอกันไม่กี่วันก็ดูผอมลงไปอีกแล้ว
ช่วงนี้กู้ฉานต้องคอยดูแลเว่ยเซี่ยงตงจนไม่มีเวลาพับกล่องไม้ขีดไฟ เธอจึงเสนอว่าจะยกงานนี้ให้หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงทำแทน ซึ่งหลินเจาก็ตกลงและรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกทั้งสองคนให้
เถี่ยตั้นร้องออกมาด้วยความดีใจ “อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สามคือนางฟ้ามาโปรดจริงๆ!”
แต่ยังไม่ทันขาดคำ กู้หลานก็รีบเอามือมาปิดปากเขาไว้แน่น “เจ้าเด็กบ้า ปากเสียอีกแล้วนะ! อยากให้บ้านเราเดือดร้อนหรือยังไงกัน!”
[จบบท]