บทที่ 426: ความเสียใจ
ถ้าไม่ใช่ว่าเห็นแก่หน้าพ่อของมันล่ะก็ ใครเขาจะอยากมาเสวนาด้วย!
เมาตั้นหันไปมองลู่เป่าเจินอีกครั้ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ทำไมเธอผอมอย่างนี้ล่ะ” ผอมยิ่งกว่าตัวเขาในสมัยก่อนเสียอีก
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ปราศจากอารมณ์ใดๆ เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตตามความเป็นจริง
“เธอได้กินข้าวไม่พอเหรอ” เมาตั้นถามอย่างสงสัย เพราะนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาก็ได้กินอิ่มทุกมื้อ แถมยังมีเนื้อให้กินอยู่บ่อยครั้ง พ่อของลู่เป่าเจินเป็นถึงผู้บัญชาการกองพัน จะไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกสาวตัวเองเชียวหรือ
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของเด็กชาย
ลู่เป่าเจินเหลือบมองแม่เลี้ยงด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าแม้แต่จะพยักหน้ารับ...ใช่ เธอกินไม่อิ่ม ไม่เคยได้กินอิ่มเลยสักวัน!
ทุกค่ำคืน เด็กหญิงได้แต่ร่ำร้องเรียกหา ‘หลีหลี’ ในใจ เธอหวังเหลือเกินว่าจะได้กลับไปมีชีวิตเหมือนเมื่อก่อน วันที่มีไข่ให้กินทุกเช้า มีลูกอมหวานอร่อยให้กินไม่รู้จักหมด แต่หลีหลี... เจ้าปลาคาร์ปวิเศษที่เคยบันดาลพรให้เธอได้ทุกอย่าง กลับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย ทุกคืนจึงจบลงที่การร้องไห้จนหลับไป
ซูอวี้เสียนไม่กลัวว่าลูกเลี้ยงจะปากโป้ง เธอปั้นหน้าเศร้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงระอา “โถ ก็เป่าเจินเขาเลือกกินน่ะสิจ๊ะ ลิ้นทองคำอย่างกับอะไรดี นี่ก็ไม่เอา นั่นก็ไม่กิน แล้วจะมีเนื้อมีหนังได้ยังไง ป้าก็จนปัญญาเหมือนกัน”
เมาตั้นฟังแล้วได้แต่กึ่งเชื่อกึ่งสงสัย...เป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะหรือ แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพราะเรื่องของครอบครัวลู่ไม่ใช่เรื่องของเขา
เมิ่งจิ่วซือเหลือบมองซูอวี้เสียนแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตาไปยังใบหน้าซูบตอบของลู่เป่าเจิน... เลือกกินงั้นหรือ เด็กที่หิวจนไส้กิ่วจะมีสิทธิ์เลือกกินได้ยังไงกัน โกหกได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย
“ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยตัดบท
“เอ่อ...แล้วนี่คือ...?” ซูอวี้เสียนรีบหันมาถามเมาตั้น
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เธอก็ไม่ได้ทำงานอะไร นอกจากปลูกผักสวนครัวเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมดก็ทุ่มเทให้กับการ ‘ผูกมิตร’ กับคนในค่ายทหาร โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งใหญ่โต เธอกจะรีบปรี่เข้าไปทำความรู้จัก จนชื่อเสียงในหมู่บ้านพักทหารเริ่มจะฉาวโฉ่ไปในทางลบ
ตัวตนของเมิ่งจิ่วซือไม่ใช่ความลับอะไร เมาตั้นจึงตอบไปตามตรง “เป็นคุณหมอคนใหม่ของโรงพยาบาลทหารครับ”
คำว่า ‘หมอ’ ทำให้ดวงตาของซูอวี้เสียนลุกวาวขึ้นมาทันที อาชีพหมอนี่มันขุมทรัพย์ดีๆ นี่เอง!
ดีจริงๆ ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ได้รู้จักแต่คนใหญ่คนโต ไม่เว้นแม้กระทั่งหมอของโรงพยาบาลทหาร! คนระดับนี้ หลินเจาไม่มีทางได้รู้จักแน่ๆ สุดท้ายแล้วก็เป็นเธอที่เหนือกว่าหนึ่งก้าวเสมอ
“แหม ดูยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนะคะ” ซูอวี้เสียนไม่สนใจท่าทีเย็นชาของเมิ่งจิ่วซือ รีบเดินตามเข้าไปพูดคุยอย่างกระตือรือร้น
“นี่ลูกชายคุณหมอเหรอคะ” เธอปรายตามองเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ ก่อนจะเอ่ยชม “ดูท่าทางฉลาดเฉลียวจังเลยค่ะ”
เมิ่งจิงโม่ได้แต่ยืนนิ่ง... ส่วนไป๋ไป๋ก็ทำหน้างง
เมาตั้นเห็นแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ...เขาควรจะบอกความจริงกับผู้หญิงคนนี้ดีไหมนะ ว่าคุณลุงหมอคนนี้คือพี่ชายแท้ๆ ของคุณอาหลิน
แต่เมื่อคิดดูอีกที เขาก็ตัดสินใจเก็บเงียบ...ปล่อยให้เธอลิงโลดใจไปก่อนแล้วกัน รอวันที่คุณอาหลินย้ายมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวเธอก็ได้รู้ความจริงทั้งหมดเอง!
เมิ่งจิ่วซือรู้สึกรำคาญเต็มทน เขาหันขวับไปมองหน้าเธอ สายตาเย็นชาจนน่าขนลุก “สหาย พอจะเงียบเสียงลงหน่อยได้ไหม คุณ...น่ารำคาญเกินไปแล้ว”
รอยยิ้มของซูอวี้เสียนแข็งค้างไปชั่วขณะ เธอหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ “อุ๊ยตายจริง ดูฉันสิคะ พอได้คุยเพลินก็ลืมเวลาไปเลย พอดีพวกเรามีธุระต้องไปทำต่อ งั้นขอตัวก่อนนะคะ”
เธอพยายามรักษามาดไว้อย่างสุดความสามารถ ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
บรรดาภรรยานายทหารที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็แอบหัวเราะเยาะลับหลัง
“นั่นปะไร หมอคนใหม่โดนสะใภ้บ้านลู่ตามตอแยจนได้ แม่เลี้ยงของเป่าเจินนี่จริงๆ เลย เห็นใครก็เข้าไปตีซี้ ไม่ดูสารรูปตัวเองเลย”
“นังจิ้งจอกนั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ก็เคยมาอ่อยสามีฉันเหมือนกัน ดีนะที่โดนฉันด่าเปิงกลับไป!”
“แม่ของรองผู้บัญชาการกองพันลู่ก็น่าจะอบรมลูกสะใภ้ตัวเองบ้างนะ ขืนปล่อยให้ทำตัวแบบนี้ต่อไป ชื่อเสียงของบ้านลู่ได้ป่นปี้หมดกันพอดี!”
“อบรมแล้ว แต่ไม่ได้ผลน่ะสิ ฉันได้ยินแม่ผัวด่านางอยู่บ่อยๆ แต่ดูเหมือนจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่เคยจำ”
พี่สะใภ้คนหนึ่งซึ่งมาจากเมืองใหญ่ใช้มือพัดจมูกตัวเอง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส “ก็พวกบ้านนอกเข้ากรุงน่ะสิ ไม่เคยเห็นโลกกว้าง พอเจอใครก็อยากจะเข้าไปประจบประแจง เฮอะ ท่าทางน่าสมเพชสิ้นดี”
...
ซูอวี้เสียนไม่เคยรู้ตัวเลยว่าความพยายามสร้างสัมพันธ์ของเธอกลายเป็นเรื่องตลกขบขันให้คนอื่นนินทาว่าร้าย เธอยังคงหลงคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งที่สามารถเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี
เมื่อสลัดซูอวี้เสียนหลุดไปได้ บรรยากาศรอบตัวของเมิ่งจิ่วซือและเด็กๆ ก็กลับมาสงบอีกครั้ง
เมิ่งจิงโม่สังเกตเห็นท่าทีแปลกๆ ของเพื่อนที่มีต่อผู้หญิงคนเมื่อครู่ จึงเอ่ยถามขึ้น “นั่นเป็นคนจากกองพลการผลิตของพวกเธอไม่ใช่เหรอ ทำไมดูเหมือนเธอจะไม่ชอบเขาเลยล่ะ”
“ก็ไม่ได้ชอบ แล้วก็ไม่ได้เกลียด” สำหรับเมาตั้นแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่ง เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกชอบหรือเกลียดอะไรเป็นพิเศษ
แต่พอนึกถึงเพื่อนรักฝาแฝด เขาก็เสริมขึ้นว่า “แต่อวี้เป่ากับเหิงเป่าไม่ชอบเธอ แล้วก็ไม่ชอบลู่เป่าเจินด้วย”
“ทำไมล่ะ” เมิ่งจิงโม่รีบถามด้วยความอยากรู้
ไป๋ไป๋เองก็หันมามองอย่างสนใจ
“พวกเขาบอกว่าลู่เป่าเจินน่ารำคาญ แล้วก็ขี้แยมากด้วย” เมาตั้นอธิบาย
เมิ่งจิงโม่ประกาศจุดยืนของตัวเองทันที “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ชอบเธอเหมือนกัน! ต่อไปนี้ฉันจะไม่เล่นกับเธอเด็ดขาด!” อวี้เป่ากับเหิงเป่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา เขาต้องอยู่ทีมเดียวกันกับพวกเขา ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นคนทรยศน่ะสิ!
เขาไม่เพียงแต่ตั้งกฎนี้กับตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงน้องชายด้วย
“ไป๋ไป๋ นายก็ห้ามเล่นกับเธอนะ ได้ยินไหม ไม่งั้นฉันจะไปฟ้องอวี้เป่ากับเหิงเป่า... จะบอกว่านายไปเล่นกับศัตรูของพวกเขานะ!”
เมาตั้นถึงกับพูดไม่ออก...ก็ไม่ถึงกับเป็นศัตรู แค่ไม่ถูกชะตากันเฉยๆ
ไป๋ไป๋พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “อื้อ ฉันไม่เล่น”
เมาตั้นเล่าต่อ “อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ไม่ชอบป้าซูเหมือนกัน เขาบอกว่าป้าซูชอบรังแกคุณอาหลิน”
เมิ่งจิ่วซือหันขวับมาทันที...ยัยปากมากคนเมื่อกี้กล้ามารังแกเจาเจาอย่างนั้นหรือ แววตาที่เคยอ่อนโยนและนุ่มนวลเสมอมา พลันฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“รังแกยังไง” เขาถามเสียงเรียบ
“ผมไม่รู้ครับ” เมาตั้นส่ายหน้า “แต่อวี้เป่าบอกว่าคุณอาหลินไม่เคยเสียเปรียบเลย”
สีหน้าของเมิ่งจิ่วซือจึงค่อยผ่อนคลายลง “ไม่เสียเปรียบก็ดีแล้ว” เขายอมทนลำบาก ยอมเสียเปรียบ หรือยอมเผชิญหน้ากับความเลวร้ายของใครก็ได้ แต่เขา...ทนไม่ได้ที่จะเห็นคนในครอบครัว โดยเฉพาะน้องสาวของเขา ต้องมาถูกรังแก
เมิ่งจิงโม่เบะปากอย่างไม่พอใจ “ผู้หญิงคนนั้นชอบตีเด็ก นิสัยไม่ดีเหมือนคุณน้าของผมเลย”
“คุณยายด้วย!” ไป๋ไป๋รีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว
พอได้ยินลูกชายทั้งสองเอ่ยถึงครอบครัวหยวน หัวใจของเมิ่งจิ่วซือก็ไหววูบไปชั่วขณะ ป่านนี้คำสั่งย้ายของเขาน่าจะรู้กันทั่วทั้งโรงงานแล้ว ไม่รู้ว่าพอพวกเขาได้ข่าวแล้ว จะรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองในอดีตบ้างหรือเปล่า
และแน่นอนว่าพวกเขาต้องเสียใจ... โดยเฉพาะหยวนฉิน
ข่าวการโยกย้ายของอดีตสามีพรากเรี่ยวแรงทั้งหมดไปจากเธอ แม้แต่แรงจะทำงานบ้านก็ยังไม่มี ร่างกายขยับไปมาอย่างเชื่องช้า แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกล เหมือนวิญญาณไร้ที่พึ่งซึ่งเร่ร่อนไปในโลกกว้างอย่างสิ้นหวัง
เธอทำผิดไปจริงๆ หรือ... เธอไม่น่ารีบร้อนแต่งงานใหม่เลย ถ้าเพียงแต่เธอยอมรออีกสักหน่อย ครอบครัวของเธอก็คงจะสมบูรณ์พร้อมหน้าพร้อมตา...ใช่ไหม
แล้วถ้า...ถ้าเธอกลับไปหาเขาตอนนี้ จิ่วซือจะยอมให้อภัยและรับเธอกลับไปหรือเปล่า
หยวนฉินได้แต่เฝ้าถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ...ไม่
หัวใจของเธอจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความเสียใจอันมืดมิด
ข่งหงหงซึ่งเป็นลูกเลี้ยงทนดูท่าทางซังกะตายของเธอไม่ไหว จึงเอ่ยถ้อยคำแดกดันออกมา “จะแต่งใหม่ก็ตัวเธอเองไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้จะมาทำซังกะตายให้ใครดู”
“ต่อให้สามีเก่าเธอจะงานดีอนาคตไกลแค่ไหน ตอนนี้เธอก็แต่งงานกับพ่อฉันแล้ว!”
“เธอเป็นลูกสะใภ้ของบ้านข่ง อย่าทำเรื่องน่าอาย ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่!”
ยังไม่ทันที่หยวนฉินจะได้เอ่ยตอบโต้ ยายเฒ่าหยวนก็พรวดพราดเข้ามาในบ้านเสียก่อน หญิงชราผลักประตูเข้ามาอย่างแรงแล้วตรงเข้ามากระชากแขนลูกสาว แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ฉินเอ๊ย! ได้ยินข่าวหรือยัง ลูกเขยได้ย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลทหารแล้วนะ!”
ข่าวลือในโรงงานนั้นแพร่สะพัดไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เรื่องที่เมิ่งจิ่วซือถูกย้ายออกจากโรงงานจึงรู้กันถ้วนหน้าแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะรู้แค่ว่าเขาถูกย้ายเข้าไปในเขตทหารเท่านั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นถือเป็นความลับ จะมีก็แต่ระดับหัวหน้าไม่กี่คนที่รู้ความจริง
“รู้แล้ว” หยวนฉินตอบเสียงแห้งแล้ง ในดวงตาฉายแววขุ่นแค้น “แล้วยังไงต่อ”
“แล้วยังไงต่อล่ะ” ยายเฒ่าหยวนใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวอย่างไม่สบอารมณ์ “สมองแกทำด้วยอะไร ทำไมถึงทื่อแบบนี้ ก็ต้องไปหาเขาสิยะ!”
หยวนฉินมองหน้าแม่ของตัวเองอย่างเหลือเชื่อ “แม่...แม่ลืมไปแล้วเหรอว่าหนูแต่งงานใหม่แล้ว หนูแต่งกับข่งอู่ เป็นเมียของเขา เป็นลูกสะใภ้บ้านข่งนะ”
“แต่งใหม่แล้วจะทำไม ก็หย่าได้นี่ ไม่เห็นจะยากตรงไหน” ยายเฒ่าหยวนสวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ
นับตั้งแต่ที่เธอทำเงินก้อนนั้นหายไป ชีวิตของครอบครัวหยวนก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพียงไม่กี่วันใบหน้าของเธอก็ซูบตอบจนดูร้ายกาจและน่ารังเกียจขึ้นเป็นกอง
“หย่าไม่ได้!” ข่งหงหงที่ยืนฟังอยู่ตะโกนสวนขึ้นมาทันควัน
[จบบท]