บทที่ 429: ของฝาก
“ไม่ใช่หรอก” ซ่งอวิ๋นจิ่นส่ายหน้าปฏิเสธ “ดูจากที่อยู่แล้วไม่น่าใช่”
เขาอมยิ้มพลางท้าให้หลินเจาทายเล่น
แต่หลินเจาไม่สนใจจะเล่นด้วย เธอชะโงกหน้าไปดูใบจ่าหน้าบนกล่องพัสดุด้วยตัวเอง
“อ้าว พี่สามส่งมานี่เอง!” เธออุทานด้วยน้ำเสียงสดใสเจือความดีใจ
ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้ามุ่ย “พี่ขี้โกงนี่นา”
“โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาเล่นทายอะไรกันอีก” หลินเจาปราม พลางเหลือบมองค้อน ก่อนจะหยิบกรรไกรมาตัดเชือกเปิดกล่อง
ของที่หลินซื่อฝานส่งมามีมากมายละลานตา ทั้งผ้าห่มขนสัตว์ลายสวย พุทราจีนเม็ดโต น้ำผึ้งอีกหลายขวด ถุงมือขนแกะคู่เล็กสองคู่ กับอีกคู่ที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ผ้าพันคอสีแดงสด และผ้าอีกหลายพับ
ข้าวของที่ส่งมาดูจับฉ่ายไปสักหน่อย ซึ่งบ่งบอกได้อย่างดีว่าคนส่งคงนึกอยากจะส่งอะไรก็หยิบใส่กล่องมาให้หมด
“แม่ครับ นี่อะไรเหรอ” เหิงเป่าหยิบถุงมือคู่เล็กขึ้นมาลูบเบาๆ แล้วเงยหน้าถามผู้เป็นแม่
ในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้าย เสื้อนวมหนึ่งตัวต้องเวียนกันใส่ทั้งครอบครัว แล้วใครจะมีปัญญาซื้อถุงมือกันเล่า นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เด็กแฝดได้เห็นของสิ่งนี้
หลินเจาสวมถุงมือให้ลูกชายพลางอมยิ้ม “เขาเรียกถุงมือจ้ะ พออากาศหนาวๆ ก็เอาไว้ใส่ให้มืออุ่นไง”
ดวงตาของเหิงเป่าเป็นประกายวาววับ “ดีจังเลยครับ!”
“ดีสิ นี่ทำจากขนแกะเลยนะ อุ่นอย่าบอกใครเชียว”
อวี้เป่ามองสำรวจของในกล่อง เมื่อเห็นว่าไม่มีของน้องชายกับน้องสาวรอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันจางลง “ไม่มีของเชียนเป่ากับเหยาเป่าเลยครับ”
เขาลูบถุงมือขนนุ่มในมือตัวเอง แม้จะเสียดายแต่ก็พูดออกมาอย่างรู้ความว่า “แม่ครับ เอาของผมไปแก้ให้เล็กลงสำหรับน้องๆ ได้ไหมครับ”
คำพูดของลูกชายทำเอาหัวใจของหลินเจาอ่อนยวบ แววตาที่มองลูกเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ไม่ต้องหรอกลูก ของเชียนเป่ากับเหยาเป่าเดี๋ยวแม่ถักให้เอง แม่ไม่ปล่อยให้น้องไม่มีใส่หรอก ส่วนคู่นี้น่ะลุงสามเขาตั้งใจส่งมาให้ลูก กลัวว่าพวกหนูจะหนาวระหว่างเดินไปโรงเรียน”
อวี้เป่าค่อยโล่งอก เขาลูบถุงมือในมือแล้วยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “แม่ครับ เดี๋ยวผมอยากเขียนจดหมายไปขอบคุณลุงสาม บอกลุงว่าผมชอบถุงมือที่ลุงส่งมาให้มากเลยครับ”
หลินเจายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ได้สิจ๊ะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นขยี้หัวอวี้เป่าเบาๆ “อวี้เป่าเป็นพี่ชายที่ดีจริงๆ ดีกว่าซ่งอวิ๋นเฉิงตั้งเยอะ!”
เขาฉวยโอกาสที่พี่ชายไม่อยู่แอบนินทาลับหลัง “พี่อวิ๋นเฉิงน่ะชอบแย่งของกับฉันจะตายไป นิสัยไม่ดีเลย ไม่มีความเป็นพี่ชายเอาซะเลย”
“จริงเหรอ ปากกาด้ามใหม่ของนาย อวิ๋นเฉิงก็เพิ่งซื้อให้ไม่ใช่เหรอ” หลินเจาอดไม่ได้ที่จะเตือน “นั่นใช้เงินเดือนเขาไปตั้งหนึ่งในสามเลยนะ”
“พี่รู้ได้ไง!” ซ่งอวิ๋นจิ่นเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
“ป้าสะใภ้เล่าให้ฟังน่ะสิ” หลินเจาเม้มปากขำ “ถ้าไม่รู้นะ ป่านนี้คงโดนเด็กอย่างนายหลอกเข้าให้แล้ว”
“แหะๆ” ซ่งอวิ๋นจิ่นเกาหัวแก้เก้อ ไม่กล้าสบตาเธอ เลยหันไปบีบแก้มอวี้เป่าแทน “ก็...ก็ดีอยู่หรอก แต่ยังไงก็ไม่ดีเท่าอวี้เป่าที่รักน้องๆ ใช่ไหมล่ะ”
เขารู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชายดีกับเขาและคอยปกป้องเขาเสมอมา เขาไม่ได้อยากได้เงินจากพี่ชาย แค่ชอบแกล้งแหย่ไปอย่างนั้นเอง
แก้มยุ้ยๆ ของอวี้เป่าถูกน้าชายบีบจนเปลี่ยนรูป แต่เด็กน้อยก็ยังลืมตาแป๋วสีดำขลับจ้องมองน้าชายกลับนิ่งๆ ไม่ได้ขัดขืนหรือพูดอะไร
“นี่หลานเข้าข้างน้าอวิ๋นเฉิงด้วยเหรอ” ซ่งอวิ๋นจิ่นแกล้งทำหน้าเศร้าสลด เอามือกุมอกราวกับหัวใจสลาย “ทั้งๆ ที่น้าใช้เวลากับพวกหลานมากกว่าแท้ๆ เจ้าเด็กไม่มีหัวใจทั้งสี่คน!”
อวี้เป่าท้วงด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่เชียนเป่ากับเหยาเป่าไม่ได้อยู่ที่นี่นะครับ พวกเขาโดนว่าฟรีๆ เลยนะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับนิ่งไป
“เจ้าเด็กตัวเหม็นคนนี้นี่!” เขาหยิกแก้มหลานชายหมั่นเขี้ยว
อวี้เป่าได้แต่ถอนหายใจเบาๆ มองน้าชายอย่างอ่อนใจ ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี
“น้าครับ ผมไม่ได้ตัวเหม็นนะ ผมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน” เด็กน้อยเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เลิกแกล้งอวี้เป่าได้แล้วน่า มาช่วยฉันเก็บของนี่เร็วเข้า” หลินเจาต้องออกโรงช่วยลูกชาย
ซ่งอวิ๋นจิ่นจึงยอมปล่อยอวี้เป่า แล้วรีบเข้าไปช่วยทันที
“พี่ครับ ให้ผมทำอะไรบ้าง”
“พุทราพวกนี้ดูดีจัง ตักไปฝากป้าสะใภ้สักกิโล น้ำผึ้งอีกขวด แล้วก็ผ้าห่มผืนนี้ด้วย...” หลินเจาสั่งเป็นรายการ
ซ่งอวิ๋นจิ่นที่ได้ฟังถึงกับมุมปากกระตุก
“โห นี่พี่กะจะขนไปให้ที่บ้านผมหมดเลยรึไง?! ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ครับ! เก็บไว้ให้เด็กๆ กินใช้เถอะน่า แค่เอาพุทราไปฝากแม่ผมสักโลนึงแม่ก็ดีใจจะแย่แล้ว!” เขาแย้ง
ถ้าพี่สาวเอาของไปให้เยอะขนาดนี้ มีหวังโดนพ่อกับแม่เล่นงานแน่ โทษฐานที่ไม่รู้จักห้ามปรามกันบ้าง...ให้ตายเถอะ เขาไม่อยากมีเรื่องกับใครสักคน
หลินเจาตวัดสายตามองค้อน “ไม่เห็นจะเยอะตรงไหนเลย”
“ของเด็กๆ ฉันก็แบ่งไว้ให้แล้ว นายไม่เห็นรึไง” เธอชี้ไปที่กองของที่แยกไว้ต่างหาก
“แต่ว่า...” ซ่งอวิ๋นจิ่นทำท่าจะเถียงต่อ แต่ก็ต้องหุบปากฉับเมื่อเจอสายตาเย็นชาของพี่สาว
“ไม่มีแต่!” หลินเจาขัดขึ้นอย่างรำคาญ “อย่าพูดมาก รีบๆ เก็บของได้แล้ว”
ซ่งอวิ๋นจิ่นเลยต้องเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น ไม่กล้าส่งเสียงอีก
“พรืด...” ท่าทางนั้นทำเอาหลินเจาหลุดขำออกมาจนได้ “เลิกเล่นเป็นเด็กๆ ได้แล้วน่า รีบเก็บของเร็วเข้า เราจะได้รีบไปบ้านนายกันตอนที่ฟ้ายังไม่มืด”
เธอเลียริมฝีปากอย่างนึกอยาก “ฉันชักอยากกินหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานฝีมือป้าสะใภ้ขึ้นมาแล้วสิ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นเองก็อยากกินเหมือนกัน ดวงตาของเขาวาวขึ้นมาทันที “งั้นเอาเนื้อไปด้วยไหมครับ”
“ก็ต้องเอาไปสิ ไม่เอาไปแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าลุงกับป้าสะใภ้ซื้อเนื้อไว้รึเปล่า!” หลินเจาเหลือบมองเขาด้วยสายตาราวกับมองเจ้าโง่ตัวหนึ่ง
แต่ซ่งอวิ๋นจิ่นไม่ถือสาเลยสักนิด เขายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“พี่ใจกว้างที่สุดเลย”
จะมีหลานสาวบ้านไหนที่หอบเนื้อไปฝากบ้านลุงกันบ้างเล่า ก็มีแต่พี่สาวของเขานี่แหละ! บรรดาเพื่อนบ้านในตึกพักต่างก็อิจฉาพ่อแม่ของเขากันทั้งนั้นที่มีหลานสาวที่ทั้งเก่งกาจและกตัญญู พ่อของเขาน่ะยิ้มจนแก้มแทบปริอยู่ทุกวัน
เพียงแต่...จะอวดก็อวดไปเถอะ อย่ามาหาเรื่องตำหนิเขาได้ไหม เขายังเป็นแค่นักเรียน ถึงอยากจะกตัญญูพ่อแม่แค่ไหนก็ยังจนปัญญาอยู่
“ดูพูดเข้าสิ นั่นลุงกับป้าแท้ๆ ของฉันทั้งคนนะ จะให้ฉันขี้เหนียวกับพวกท่านได้ยังไง” หลินเจาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ
อวี้เป่าที่กำลังง่วนอยู่กับการมัดปากถุงผ้าใส่พุทราอย่างทุลักทุเลก็รีบเสริมขึ้นมา “แม่ของผมไม่ขี้เหนียวหรอกครับ! คนในหมู่บ้านพูดกันทั้งนั้นแหละว่าแม่เป็นลูกสะใภ้ที่ใจกว้างที่สุด”
หลินเจาคิดในใจ: หืม? ที่ชาวบ้านพูดกันมันไม่ใช่คำว่าใจกว้าง แต่เป็นคำว่า ‘ใช้เงินมือเติบ’ ไม่ใช่เหรอ...
แถมยังไม่ได้มีความหมายในเชิงชมเชยเลยสักนิด
ชาวบ้านชอบนินทาว่าเธอใช้ชีวิตไม่เป็นดีแต่ผลาญเงิน เพราะถือว่าสามีเป็นทหารหาเงินได้เยอะ แล้วยังแช่งอีกว่าให้คอยดูเถอะ พอพวกลูกๆ ทั้งสี่คนโตขึ้น ต้องแต่งงานมีครอบครัวกันไป ถึงตอนนั้นเธอจะได้ร้องไห้ขี้มูกโป่ง
หลินเจาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนพวกนั้นถึงได้เดือดเนื้อร้อนใจกับเงินในกระเป๋าของเธอนัก แต่เธอก็ขี้เกียจจะใส่ใจ ใครอยากพูดอะไรก็พูดไป ส่วนเธอก็จะใช้ชีวิตของเธอต่อไป
เหิงเป่าได้ยินพี่ชายพูด ก็รีบพูดสนับสนุน “แม่ยังเอาเนื้อไปให้ปู่กับย่าเลยนะครับ แม่เป็นลูกสะใภ้ที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกด้วย”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง แถมยังยกนิ้วโป้งให้เป็นเครื่องยืนยัน
หลินเจายิ้มจนตาหยี
ลูกชายของเธอแต่ละคนช่างพูดช่างเจรจาจริงๆ ปากเล็กๆ แค่นี้กลับหวานเสียจนทำให้คนฟังเคลิ้มได้
“พวกหนูก็เป็นลูกที่ดีที่สุดของแม่เหมือนกัน” หลินเจาชมกลับบ้าง
“เอาล่ะ ลูกๆ ที่ดีของแม่ รีบเก็บของเร็วเข้า ขืนชักช้ากว่านี้เดี๋ยวจะไปไม่ทันข้าวเย็นบ้านตาใหญ่ยายใหญ่นะ”
เด็กทั้งสองคนก็กลับมาตั้งอกตั้งใจอีกครั้ง ขยันขันแข็งราวกับผึ้งน้อย ช่วยกันจัดข้าวของที่จะนำไปบ้านสกุลซ่ง
จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าห้องไปหยิบเสื้อนอกของตัวเอง แล้วสะพายกระเป๋าใบเล็กออกมา
อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว ถ้าไม่ใส่เสื้อนอกคงได้หนาวสั่นแน่
หลินเจาจูงมือลูกชายทั้งสองคนเดินนำหน้า ส่วนซ่งอวิ๋นจิ่นหิ้วถุงตาข่ายที่อัดแน่นไปด้วยของ มือขวาถือเนื้อหมูชิ้นใหญ่เดินตามหลังมาติดๆ
พอเห็นสายตาของชาวบ้านที่มองมา เขาก็ยิ่งยิ้มกว้าง อวดเบ่งเสียจนน่าหมั่นไส้
ก็ช่วยไม่ได้ ในยุคที่ข้าวของขาดแคลนแบบนี้ เนื้อหมูแค่ครึ่งชั่งก็ถือว่าหรูแล้ว แต่นี่ในมือของเขามีตั้งสองชั่ง ใครเห็นแล้วจะไม่มองจนเหลียวหลังกันบ้างล่ะ?!!
ท่าทางอวดดีของซ่งอวิ๋นจิ่นทำเอาหลินเจาถึงกับชะงัก เกือบสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคะมำ
เจ้าเด็กคนนี้ไม่กลัวโดนตีรึไงนะ!
ฝาแฝดรีบเข้ามาประคองแม่ไว้
“แม่ครับ?” อวี้เป่ามองมาด้วยแววตาเป็นกังวล
เขาเป็นเด็กช่างคิด จึงนึกว่าแม่เป็นห่วงน้องๆ ที่อยู่บ้าน “แม่ครับ ย่าดูแลเชียนเป่ากับเหยาเป่าอยู่นะครับ พวกเขาไม่เป็นอะไรหรอก แม่ไม่ต้องห่วงนะ”
เหิงเป่าก็รีบเสริม “ต้าหวงกับหู่โพก็อยู่ด้วยนะครับ แม่วางใจได้เลย”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น
“จ้ะๆ แม่ไม่ห่วงแล้ว” เธอไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น แล้วจูงมือลูกชายทั้งสองคนเดินเข้าไปในตึกพักของโรงงานทอผ้า
ทันทีที่เห็นพวกเขา บรรดาเพื่อนบ้านของบ้านซ่งที่เห็นหลินเจามาตั้งแต่เล็กแต่เทาก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง
“อ้าว เจาเจามาแล้วเหรอจ๊ะ”
[จบบท]