บทที่ 436: ย่าผู้รักหลาน
"สะใภ้สาม ที่ลูกพูดมาเป็นเรื่องจริงเหรอ" พ่อกู้เอ่ยถามเสียงจริงจัง
หลินเจาพยักหน้ารับ "จริงสิคะพ่อ ฉันจะเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นได้ยังไง ในเมืองยิ่งขาดแคลนผักมากกว่าหมู่บ้านเราเสียอีก ถ้ามีเห็ดสดๆ ไปขาย รับรองว่าพวกเขาต้องแย่งกันซื้อแน่นอนค่ะ"
คำยืนยันนั้นทำให้พ่อกู้กำหมัดทุบลงบนฝ่ามือแล้วเดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ "กว่าเห็ดจะโตก็ต้องใช้เวลาอีกสักพัก พ่อดันปลูกช้าไปเสียนี่"
"ไม่ช้าหรอกค่ะ" หลินเจาส่งยิ้มให้พ่อสามี "พอเห็ดเริ่มออกดอก มันก็จะทยอยให้ผลผลิตไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนมีนาคมเมษายนปีหน้าเลยนะคะ เวลาตั้งหลายเดือน...เหลือเฟือเลยค่ะ"
"นั่นสินะ" แววตาของพ่อกู้เต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง
ดูเหมือนเขาจะนั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไปแล้ว "ไม่ได้การ พ่อต้องไปหาผู้ใหญ่บ้าน ไปคุยกับเขาเรื่องนี้" ว่าแล้วก็ก้าวฉับๆ ออกจากบ้านไป
"พอคิดอะไรขึ้นมาได้ก็ต้องทำให้เสร็จ ไม่งั้นคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ" แม่กู้เปรยขึ้นอย่างเอ็นดูในนิสัยของสามี "ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ปล่อยให้เขาจัดการไป"
พูดจบเธอก็ดึงหลานชายฝาแฝดเข้ามาใกล้ๆ แล้วเริ่มซักถามเรื่องการไปโรงเรียน
"อวี้เป่า เหิงเป่า พอไปอยู่ที่อำเภอเป็นยังไงบ้างลูก ชินกันหรือยัง ที่โรงเรียนเป็นไงบ้าง มีใครมารังแกหลานย่าไหม"
ทุกประโยคของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกันนั้นก็กำชับไปด้วย "ถ้ามีใครกล้ามารังแกพวกหลานนะ ให้ไปฟ้องพี่ปังปังเลย ให้เขาจัดการให้ พวกหลานมีพี่ชายคอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน ไม่ต้องไปกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น"
เหิงเป่าซุกหน้ากับอกอุ่นๆ ของผู้เป็นย่า พลางยื่นปากเล็กๆ ออกมาอย่างน่าเอ็นดู "ย่าครับ สวี่เจวี่ยนเจวี่ยนแย่งลูกอมของผมไป แถมครูยังเข้าข้างเขาอีก บอกให้ผมกับพี่ไปตามผู้ปกครองมาด้วย" เด็กชายฟ้องเสียงอู้อี้
ได้ยินดังนั้นแม่กู้ก็เลือดขึ้นหน้าทันที หากไม่ได้กอดหลานชายทั้งสองเอาไว้ เธอคงได้ลุกพรวดขึ้นมาแล้ว
"ว่าไงนะ!"
"ครูคนนั้นเป็นใครชื่ออะไร ย่าจะไปจัดการเอง! เป็นคนแบบไหนกันถึงได้ลำเอียงแบบนี้ คิดว่าบ้านเราไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรือยังไง บอกย่ามาเดี๋ยวนี้ ย่าจะไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง!" หญิงสูงวัยประกาศกร้าว
เมื่อเห็นท่าทีเอาจริงเอาจังของผู้เป็นย่า เหิงเป่าก็ชำเลืองมองหน้าแม่แวบหนึ่งอย่างคนมีความผิดติดตัว ก่อนจะดึงแขนเสื้อย่าเบาๆ
"ย่าครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ ผม..."
ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบประโยค แม่กู้ก็สวนขึ้นมาทันควัน "จะไม่เป็นไรได้ยังไง! อวี้เป่า เหิงเป่า ไม่ต้องกลัวนะ พรุ่งนี้ย่าจะพาลุงใหญ่กับลุงรองของพวกหลานไปโรงเรียนด้วยกัน บ้านเราคนเยอะจะตาย ใครหน้าไหนก็มารังแกหลานย่าไม่ได้ทั้งนั้น"
เธอไม่มีวันยอมให้เด็กคนอื่นเห็นว่าหลานชายของเธออ่อนแอจนใครจะมารังแกก็ได้ แล้วพากันติดนิสัยไม่ดีแบบนั้นเด็ดขาด
เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด
หลินเจามองอาการของลูกชายแล้วก็ได้แต่ยิ้มมุมปาก เธอล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าเจ้าตัวแสบจะหาทางลงจากหลังเสือตัวนี้ได้อย่างไร ถ้าเกิดกุเรื่องขึ้นมาล่ะก็ ขนมทั้งหมดที่ซื้อมาคงต้องถูกยึด
เหิงเป่าเป็นเด็กที่เลือกจะเล่าความจริงเพียงบางส่วน แต่ไม่เคยโกหก เด็กชายก้มหน้าลงมองนิ้วมือตัวเองแล้วสารภาพเสียงอ่อย "สวี่เจวี่ยนเจวี่ยนแย่งลูกอมผมไป ผมกับพี่ก็เลยตีเขาครับ ครูถึงได้ให้ไปเชิญผู้ปกครอง"
แม่กู้นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ่อยลง "...อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้ว...พวกหลานตีเขาเจ็บมากหรือเปล่า"
"ไม่เลยครับ" อวี้เป่ารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันจนมองแทบไม่ทัน "สวี่เจวี่ยนเจวี่ยนแค่ถลอกนิดหน่อยเองครับ ไม่ได้สลบไปด้วยซ้ำ พอเห็นแบบนั้นผมกับเหิงเป่าก็หยุดแล้ว"
เหิงเป่ารีบเสริมทัพพี่ชาย "พ่อเคยสอนว่าห้ามตีเพื่อนตรงหัว ตา แล้วก็จมูกครับ ผมก็เลยใช้กำปั้นทุบก้นเขาเบาๆ เองนะ ผมยังไม่ทันออกแรงเลย เขาก็ร้องไห้โฮซะแล้ว ไม่เห็นจะทนเลย"
หลินเจาถึงกับบางอ้อ ที่แท้ลูกชายตัวดีทั้งสองก็ไปสั่งสอนเพื่อนด้วยวิธีนี้นี่เอง ตีที่ก้นแบบนี้อาจจะไม่ได้สร้างความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นการหยามศักดิ์ศรีกันชัดๆ เธอนึกภาพออกเลยว่าเด็กคนนั้นจะร้องไห้ฟูมฟายขนาดไหน ต่อไปนี้พอเห็นหน้าฝาแฝดคงได้วิ่งหนีป่าราบแน่
"นี่พ่อเขาเป็นคนสอนให้พวกหลานไปมีเรื่องกับคนอื่นเหรอ" แม่กู้หันมาถามหลานชาย
ในใจก็คาดโทษลูกชายตัวเองไปแล้วว่าสอนลูกได้ยังไงกัน!
"พ่อไม่ได้สอนให้มีเรื่องครับ" อวี้เป่ารีบแก้ต่างให้บิดา "พ่อสอนให้พวกเราป้องกันตัวเอง แล้วก็ให้ปกป้องแม่ด้วยครับ"
แม่กู้ถึงกับไปไม่เป็น จะว่าหลานผิดก็พูดได้ไม่เต็มปาก
เธอเลิกซักไซ้แล้วหันไปมองหลินเจาด้วยความลังเลใจ "สะใภ้สาม พรุ่งนี้ลูกจะไปโรงเรียนไหวไหม ถ้าไม่สะดวกใจ เดี๋ยวแม่ไปให้เองนะ" แม่กู้กลัวว่าลูกสะใภ้จะลำบากใจจึงรีบเสนอตัว
สองแฝดรีบเงยหน้าขึ้นมองมารดา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังระคนประหม่า พวกเขาอยากให้แม่ไป แม้จะรู้ดีว่าอาจจะโดนตำหนิก็ตาม
"ไม่เป็นไรค่ะแม่ เดี๋ยวฉันไปเอง" หลินเจาตอบอย่างใจเย็น "เด็กๆ ก็แบบนี้แหละค่ะ ยังควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ การมีเรื่องชกต่อยกันบ้างถือเป็นเรื่องปกติ"
แต่แม่กู้ยังไม่วางใจ "ให้แม่ไปเป็นเพื่อนดีไหม"
หลินเจารู้สึกอ่อนใจขึ้นมาเล็กน้อย "ไม่ต้องหรอกค่ะแม่"
"ถ้าครูเขาว่าอะไรมา ลูกก็อย่าเพิ่งหัวร้อนนะ ถ้ามันสุดๆ จริงๆ ก็แค่ดุอวี้เป่ากับเหิงเป่าสักหน่อย แต่อย่าถึงกับลงไม้ลงมือเลยนะ หลานยังเล็กอยู่" แม่กู้ลูบหัวหลานชายทั้งสองเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความสงสารราวกับว่าหลานทั้งสองถูกแม่ตีมาเรียบร้อยแล้ว
หลินเจาได้แต่ถอนหายใจเบาๆ "ฉันไม่ตีพวกเขาหรอกค่ะ"
"จริงเหรอ ไม่ตีใช่ไหม" สีหน้าของแม่กู้เปลี่ยนเป็นยินดีทันที "ไม่ตีก็ดีแล้ว เด็กตัวแค่นี้ จะไปตีได้ยังไง"
เหิงเป่าได้ทีก็รีบอวดทันที "ย่าครับ แม่เคยบอกว่าแม่ไม่ตีเด็กหรอกครับ ผมกับพี่เป็นลูกรักสุดๆ ของแม่ แม่ไม่กล้าตีพวกเราหรอก"
แม่กู้ฟังแล้วก็คิดในใจว่าช่างเลี่ยนเสียจริง
อวี้เป่าจึงใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนน้องชายเบาๆ ก่อนจะพูดเสริมให้จบความ "นายพูดแค่ครึ่งเดียวเองนะ แม่บอกด้วยว่าถ้าเราทำผิดเมื่อไหร่ แม่จะเขียนจดหมายไปฟ้องพ่อ ให้พ่อเป็นคนจัดการพวกเรา"
เหิงเป่ามักจะเลือกฟังแต่สิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน พอถูกพี่ชายเตือนความจำก็นึกขึ้นได้
"ฉันไม่มีทางทำผิดหรอกน่า!" เจ้าตัวเล็กเท้าคาง ดวงตาหยีลงจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "ฉันเป็นเด็กดีแล้วก็ฉลาดที่สุดในโลก"
หลินเจาได้แต่ตั้งคำถามกับคำพูดนั้นในใจ สงสัยจะเป็นเด็กที่ซนที่สุดมากกว่า เด็กดีที่ไหนกันจะเปิดเทอมได้ไม่ถึงสองเดือนก็โดนครูเรียกผู้ปกครองแล้ว
แต่ในสายตาของแม่กู้ หลานชายของเธอดีเลิศไร้ที่ติไปเสียทุกอย่าง เธอจึงรวบตัวสองแฝดเข้ามากอดแล้วเอ่ยชมไม่ขาดปาก
หลินเจาได้แต่มองภาพนั้นเงียบๆ
เมื่อย่าหลานแสดงความรักกันจนหนำใจแล้ว หลินเจาจึงเอ่ยปากกับแม่สามี "แม่คะ ไม่ทราบว่าชิงโจวพอจะว่างไหมคะ หนูต้องพาเชียนเป่ากับเหิงเป่ากลับเข้าอำเภอ อยากจะรบกวนให้เขาช่วยไปส่งหน่อยค่ะ"
การขี่จักรยานโดยมีเด็กสี่คนไปด้วยเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเธอ ถ้าไม่มีคนช่วยก็คงต้องเดินกลับอย่างเดียว
"ว่างสิ จะไม่ว่างได้ยังไง เดี๋ยวแม่ไปลากตัวมาให้ วันๆ ขลุกอยู่แต่ในห้อง อ่านหนังสือจนสมองจะฝ่อหมดแล้ว" แม่กู้บ่นพลางเดินตรงไปยังห้องของลูกชายคนเล็ก
เธอเคาะประตูสองสามครั้งแล้วบอกจุดประสงค์
ประตูไม้เปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด กู้ชิงโจวเดินออกมา
"พี่สะใภ้สาม" เขาเอ่ยทักทาย ก่อนจะพูดต่อ "รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปยืมจักรยานก่อน"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไปทันที
"อาเล็ก รอพวกเราด้วย!" เหิงเป่าร้องขึ้นก่อนจะจูงมือพี่ชายวิ่งตามไป
กู้ชิงโจวจึงหยุดฝีเท้าแล้วยืนรอหลานๆ
ณ บ้านของผู้ใหญ่บ้าน
หลังจากที่ได้ฟังแผนการทั้งหมดของผู้มาเยือน ภาพความฝันอันสวยหรูก็ผุดขึ้นในหัวของผู้ใหญ่บ้านทีละภาพ จู่ๆ เขาก็หัวเราะหึๆ ขึ้นมาอย่างน่าขนลุก
สีหน้าของพ่อกู้เปลี่ยนไปทันที เขายกมือขึ้นฟาดลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายเต็มแรง
"ตื่นได้แล้ว! แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง"
ความเจ็บแปลบที่หน้าผากเรียกสติของผู้ใหญ่บ้านให้กลับคืนมา พ่อกู้ทำงานหนักจนเคยตัว แรงมือจึงหนักหน่วงกว่าคนทั่วไป ฝ่ามือนั้นทำเอาเขาเจ็บจนหน้าเบี้ยว
"ตาแก่นี่! กล้าดียังไงมาตบผู้ใหญ่บ้าน ฉันว่าแกคงอยากจะขึ้นสวรรค์แล้วล่ะสิ!" ผู้ใหญ่บ้านกุมหน้าผากตัวเองพลางถลึงตาใส่พ่อกู้ ปากก็ต่อว่าไม่หยุด
พ่อกู้รู้สึกเก้อขึ้นมาเล็กน้อย เขาไอสองสามครั้งแล้วเถียงกลับไปอย่างข้างๆ คูๆ "ก็ใครใช้ให้แกหัวเราะน่าเกลียดแบบนั้นล่ะ ฉันก็นึกว่าแกเสียสติไปแล้วนี่"
"แกนั่นแหละที่เสียสติ!" ผู้ใหญ่บ้านสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ก็ขี้เกียจจะทะเลาะด้วยจึงวกกลับเข้าเรื่องสำคัญ "ที่แกพูดเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงใช่ไหม แกปลูกเห็ดเป็นแล้วจริงๆ น่ะ"
เขามองเพื่อนเก่าด้วยสายตาจับผิด "ทำไมฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าแกมีฝีมือแบบนี้ด้วย"
[จบบท]