บทที่ 440: โอกาสในการหารายได้
หลังจากค้นพบสัจธรรมที่ว่าการไม่เข้าไปก้าวก่ายอะไรมากนักจะทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข แม่กู้ก็แทบจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของลูกๆ อีกเลย
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” หวงซิ่วหลันเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ อยากจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด
แม่กู้พยักหน้าเข้าใจความรู้สึกของลูกสะใภ้ดี ในชนบทแบบนี้ ช่องทางหาเงินมันมีไม่มากนัก พอมีโอกาสเข้ามา ใครๆ ก็ต้องรีบร้อนเป็นธรรมดา
“ไปกันเถอะ”
ทันใดนั้น หวงซิ่วหลันก็นึกขึ้นได้ว่ายังอุ่นอาหารไว้ในครัวอยู่ เธอจึงหันไปบอกกู้หลานว่า “อาหลาน ลูกช่วยดูหม้อไว้ก่อนนะ เดี๋ยวแม่กลับมา”
“ค่ะแม่”
ว่าแล้วสองแม่ผัวลูกสะใภ้ก็จูงมือกันเดินกลับไปยังบ้านเก่าของตระกูลกู้
เถี่ยตั้นซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของผู้เป็นย่าและมารดาอยู่ตลอดนั้น ดวงตาก็พลันกลอกไปมาอย่างมีเลศนัย เขาหันไปถามพี่สาว “พี่ครับ ที่บ้านเรากำลังจะมีงานพับกล่องไม้ขีดไฟแล้วเหรอครับ” น้ำเสียงของเขาเจือความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ราวกับกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
กู้หลานส่ายหน้าแก้ความเข้าใจของน้องชาย “ไม่ใช่ของบ้านเราซะทีเดียวหรอกนะ งานนี้แม่จะทำร่วมกับอาสะใภ้รอง”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า” เถี่ยตั้นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยความอยากรู้ “พี่ครับ งานพับกล่องไม้ขีดไฟนี่คงจะได้เงินเยอะเลยใช่ไหมครับ”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่อย่างน้อยก็คงทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่งล่ะนะ” เธอบอกน้องชาย
งานพับกล่องไม้ขีดไฟเป็นงานง่ายๆ ที่ขอเพียงแค่ความละเอียดรอบคอบ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังทำได้เลย แค่คิด กู้หลานก็เริ่มรู้สึกตั้งตารอขึ้นมา
“หวังว่าแม่จะหาเงินได้เยอะๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวให้อิ่ม” เถี่ยตั้นพูดขึ้นมาลอยๆ แต่แววตาของเขากลับทอประกายอย่างมีความหวัง
ในทุกๆ วัน เขาต้องออกไปหาของกินนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่พอจะทำให้ท้องอิ่มได้ เขาก็กินมันเข้าไปทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงรู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา
กู้หลานมองน้องชายด้วยหัวใจที่ปวดร้าว “แม่ก็เพิ่มปันส่วนอาหารให้แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอยังกินไม่อิ่มอีกล่ะ”
“ก็พออยู่ท้องครับ แต่ผมแค่อยากกินเฉยๆ” เถี่ยตั้นตอบอ้อมแอ้ม เขาไม่ได้บอกความจริงว่าตัวเองยังคงหิวโซ เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ที่บ้านมีเสบียงและเงินทองเหลืออยู่ไม่มากนัก
กู้หลานเป็นคนเลี้ยงน้องชายทั้งสองคนมากับมือ ความคิดของเถี่ยตั้นมีหรือที่เธอจะมองไม่ออก
สาวน้อยถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว เธอใช้ไม้เขี่ยขี้เถ้าในเตาไฟ แล้วหยิบมันเทศที่ซุกซ่อนอยู่ออกมาส่งให้น้องชาย
“ถ้าหิวก็กินนี่รองท้องไปก่อนนะ”
เถี่ยตั้นใช้ใบไม้รองรับมันเทศร้อนๆ พลางเป่าลมใส่และค่อยๆ ปอกเปลือกออก “พี่ครับ ทำไมพี่ยังซ่อนมันเทศไว้อีกล่ะ”
“แม่เป็นคนซ่อนไว้น่ะ”
คำตอบของพี่สาวทำให้สีหน้าของเถี่ยตั้นชาวาบไปชั่วขณะ
“...?”
“แม่รู้ว่าน้องกินไม่อิ่ม ก็เลยแอบซ่อนไว้ให้เธอโดยเฉพาะ” กู้หลานอธิบายเสริม
เถี่ยตั้นรีบหันหลังกลับ พูดจาอึกอักด้วยความขัดเขิน “แม่รู้ได้ยังไงว่าผมกินไม่อิ่ม” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง “ผมไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไปเลยสักหน่อย”
กู้หลานมองน้องชายด้วยสายตาเรียบนิ่ง “แม่ให้กำเนิดเธอมานะ”
“...อ้อ!”
***
ณ บ้านเก่าตระกูลกู้
ทันทีที่จ้าวลิ่วเหนียงรู้ว่าหลินเจาแบ่งงานพับกล่องไม้ขีดไฟมาให้เธอกับพี่สะใภ้ใหญ่ เธอก็ดีใจจนยิ้มกว้างออกมา
“จริงเหรอคะ ดีจริงๆ เลย”
เธอมองไปทางหวงซิ่วหลันอย่างกระตือรือร้น “พี่สะใภ้ใหญ่คะ เราจะแบ่งกันตอนนี้เลยดีไหม”
ดูเหมือนว่าเธอจะรีบร้อนเสียยิ่งกว่าหวงซิ่วหลันเสียอีก
“ได้สิ”
ทั้งสองคนจึงแบ่งวัสดุหนึ่งห่อออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน เพียงแค่จินตนาการว่าพอถึงสิ้นเดือนก็จะได้เงินมา พวกเธอก็ตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก
ให้ตายเถอะ สะใภ้สามคนนี้ช่างดีเหลือเกิน!
แม่กู้กลัวว่าลูกสะใภ้ทั้งสองจะเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่แล้วเผลอเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศข้างนอก จึงทำหน้าขรึมเตือนสติ “พอออกจากบ้านไปแล้วก็หุบปากให้สนิท อย่าไปพูดจาเรื่อยเปื่อย ให้รู้จักทำเงินแบบเงียบๆ บ้านเราเป็นที่จับตามองพอแล้ว”
จ้าวลิ่วเหนียงรีบรับคำเป็นคนแรก “ไม่พูดเด็ดขาดค่ะ พวกเราจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”
เธอกับพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย แม่สามีช่างดูถูกพวกเธอนัก
หวงซิ่วหลันก็กล่าวเสริม “ไม่มีอะไรต้องพูดอยู่แล้วค่ะ พวกเรายังต้องยุ่งกับการพับกล่องไม้ขีดไฟอีกตั้งเยอะ ใช่ไหมจ๊ะน้องสะใภ้”
“ใช่ค่ะ”
แม่กู้ถึงกับพูดไม่ออก...
แค่พับกล่องไม้ขีดไฟ ทำอย่างกับว่ากำลังจะไปทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น
...
เรื่องราวเหล่านี้หลินเจายังไม่ได้รับรู้
หลังจากที่ไปรับเจ้าต้าหวงกับหู่โพ พร้อมด้วยลูกแฝดหญิงชายกลับมาแล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็ถือได้ว่าย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองอย่างเป็นทางการ
เมื่อทราบข่าว ลุงซ่งและป้าสะใภ้ซ่งก็รีบหิ้วกับข้าวที่ทำจากเนื้อสัตว์มาเยี่ยมถึงสองอย่าง
“น่าจะรีบพาเชียนเป่ากับเหยาเป่าของเรามาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว!” ลุงซ่งอุ้มหลานทั้งสองขึ้นมาด้วยสายตาที่อ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความสงสาร เพราะรู้สึกว่าเด็กๆ ต้องลำบาก
หลินเจาพูดเบาๆ “มารับตอนนี้ก็ยังไม่สายนี่คะ”
“เธอก็พูดได้สิ เพราะรู้ว่าเด็กสองคนนี้เป็นเด็กดี ไม่สร้างปัญหา” ลุงซ่งเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย
หลินเจารู้สึกงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะแย้งกลับไปว่า “ก็ไม่ได้เรียบร้อยขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนที่หนูจะให้พวกเขาอยู่กับคุณลุงคุณป้าต่อ ก็ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานเลยนะคะ ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ ถามอวี้เป่ากับเหิงเป่าดูได้เลยค่ะ”
เมื่อถูกพาดพิง สองฝาแฝดก็รีบพยักหน้าหงึกๆ
“ใช่ครับ คุณแม่ต้องง้อน้องๆ นานมากเลยครับ” เหิงเป่ารีบยืนยัน
ลุงซ่ง “...”
ลุงซ่งอุ้มหลานแฝดหญิงชายไปนั่งอีกมุมหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ป้อนอาหารให้เด็กๆ อย่างทะนุถนอมและใส่ใจในทุกรายละเอียด
“ป้าสะใภ้คะ ดูคุณลุงสิคะ ตอนนี้เขาไม่รักหนูแล้ว ในสายตามีแต่เด็กสองคนนี้” หลินเจาแสร้งทำเป็นน้อยใจฟ้องป้าสะใภ้
ป้าสะใภ้ซ่งหัวเราะเบาๆ พร้อมกับตบหลังมือหลานสาวอย่างเอ็นดู
“เด็กสองคนนี้ก็เป็นเพราะเธอไม่ใช่เหรอ ถ้าพวกเขาไม่ใช่ลูกของเธอ ลุงของเธอก็คงแค่มองผ่านๆ แล้วจะมีแก่ใจมานั่งอดทนป้อนข้าวแบบนี้ได้ยังไงกัน”
เพียงเท่านี้หลินเจาก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ป้าสะใภ้คะ แล้วอวิ๋นเฉิงล่ะคะ ทำไมเขาถึงไม่มาด้วย”
ป้าสะใภ้ซ่งเหลือบมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบตามตรง “ลุงของเธอสั่งให้เขาสำนึกผิดอยู่ที่บ้าน ไม่ยอมให้มาด้วย บอกว่าเห็นหน้าแล้วมันขัดใจ”
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก...
ซ่งอวิ๋นเฉิงนี่ช่างน่าสงสารจริงๆ นอกจากจะเสียแฟนไปแล้ว ตอนนี้ยังถูกพ่อแม่รังเกียจอีก
แต่ก็นับว่าสมควรแล้ว ใครใช้ให้เขาตาต่ำเองล่ะ
หลังจากนั้นหลินเจาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ทั้งครอบครัวต่างก็ร่วมรับประทานอาหารร้อนๆ กันอย่างมีความสุข เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่หลินเจาได้พาลูกๆ ทั้งสี่คนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองอย่างเป็นทางการ
ก่อนที่ลุงซ่งและป้าสะใภ้ซ่งจะกลับ หลินเจาได้ยื่นกล่องข้าวกล่องหนึ่งให้
“ถึงจะไม่ให้อวิ๋นเฉิงมาด้วย แต่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขั้นไม่ให้เขากินข้าวนะคะ หนูตักแยกไว้ให้ต่างหาก ยังไงฝากคุณลุงคุณป้าเอาไปให้เขาด้วยนะคะ”
เธอรู้ดีว่าทั้งสองคนยังคงโกรธลูกชายอยู่ จึงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“การที่พี่อวิ๋นเฉิงยอมเลิกรากับผู้หญิงคนนั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่านะคะ นี่เป็นการคบหาดูใจครั้งแรกของเขา การมองคนผิดพลาดไปบ้างก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ครั้งนี้ก็ให้อภัยเขาเถอะนะคะ แต่ถ้าเขายังทำผิดซ้ำสองอีก คราวนี้ไม่ต้องให้คุณลุงคุณป้าลงมือหรอกค่ะ หนูจะจัดการสั่งสอนเขาด้วยตัวเอง”
ซ่งอวิ๋นจิ่นที่อยู่ในครัวโผล่หน้าออกมาพร้อมกับสลัดน้ำบนมือ “แม่ครับ อย่าลืมเอาคำพูดของพี่สาวไปบอกพี่ชายผมด้วยนะ”
พี่ชายของเขาน่ะกลัวพี่สาวคนนี้จะตายไป คำพูดของพี่สาวมีหรือที่เขาจะไม่ใส่ใจเป็นพิเศษ
“เออ รู้แล้วน่า” ป้าสะใภ้ซ่งตอบอย่างขบขัน
ก็จริงอย่างที่หลินเจาว่า สมควรแล้วที่ต้องจัดการซ่งอวิ๋นเฉิงให้เด็ดขาด สายตาของเขาช่างไร้มาตรฐานสิ้นดี
...
เมื่อซ่งอวิ๋นเฉิงได้ฟังคำพูดที่แม่นำมาฝาก รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันเลือนหายไป
เขามองมารดาด้วยแววตาตัดพ้อ “แม่ครับ แม่ตั้งใจจะไม่ให้ผมกินข้าวอร่อยๆ ใช่ไหมครับ ก็แม่ไม่ใช่เหรอที่พูดอยู่บ่อยๆ ว่าแม้แต่สวรรค์ยังไม่ลงโทษคนตอนกินข้าวเลย”
“ถ้ากินไม่ลงก็วางไว้ พรุ่งนี้พ่อของลูกจะได้เอาไปกินเป็นมื้อกลางวันที่ทำงาน ตอนนี้อากาศก็เย็นแล้ว ไม่บูดง่ายๆ หรอก”
ลุงซ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มองมาทางเขา เป็นเชิงว่าเห็นด้วยกับความคิดนั้น
ซ่งอวิ๋นเฉิงจึงรีบคว้ากล่องข้าวเข้ามากอดไว้แน่น “ผมกินครับ! ผมหิวโซมาทั้งวันแล้วนะ!”
เฮ้อ...คนเรานี่ทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียวไม่ได้จริงๆ สถานะในครอบครัวของเขาร่วงหล่นไปอยู่ท้ายสุดยิ่งกว่าอะไรดี เผลอๆ อาจจะสู้เจ้าต้าหวงกับเจ้าหู่โพ สุนัขของพี่สาวเขายังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินเจาตื่นนอนแต่เช้า วันนี้เธอไม่อยากก่อไฟทำอาหาร เลยตั้งใจว่าจะออกไปซื้ออาหารเช้าจากภัตตาคารของรัฐ
ซ่งอวิ๋นจิ่นเดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพผมเผ้าชี้ฟู เมื่อเห็นว่าพี่สาวกำลังจะออกจากบ้านจึงเอ่ยถาม “พี่ครับ จะไปไหนเหรอ”
“ว่าจะไปซื้ออาหารเช้าน่ะ”
“เรื่องจิ๊บจ๊อยแบบนี้เรียกผมสิครับพี่!” ซ่งอวิ๋นจิ่นโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย “ผมมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อจะมาเป็นลูกมือให้พี่ไม่ใช่เหรอครับ ผมก็มีประโยชน์อยู่แค่นี้แหละ ถ้าพี่ยังไม่ให้ผมทำอะไรอีก ผมที่ได้แต่กินฟรีอยู่ฟรีจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะครับ”
หลินเจาถึงกับนิ่งไป...
“ไม่ต้องบ่นแล้ว งั้นนายไปจัดการเลย!”
ซ่งอวิ๋นจิ่นหุบปากฉับพลัน เขารีบถามว่าเธอต้องการซื้ออะไรบ้าง พอได้ยินคำตอบก็รีบวิ่งตัวปลิวไปต่อคิวที่หน้าภัตตาคารของรัฐทันที
ระหว่างทางเขาวิ่งเหยาะๆ ไปตลอด พอไปถึงก็พบว่าคนยังไม่เยอะเท่าไหร่นัก
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ หลินเจาก็สั่งให้ต้าหวงไปปลุกลูกแฝด ส่วนตัวเธอเองก็เริ่มจัดเตรียมข้าวของที่จะนำไปที่ทำงานในวันนี้
เนื่องจากเธอต้องพาเชียนเป่าและเหิงเป่าไปด้วย จึงต้องเตรียมของจิปาถะใส่กระเป๋าใบใหญ่
เสียง “โฮ่งๆ” ดังขึ้นสองครั้งจากห้องข้างๆ
ก่อนที่เสียงของอวี้เป่าจะดังตามมา “เหิงเป่า ตื่นได้แล้วนะ ถ้าไปโรงเรียนสาย เดี๋ยวคุณครูได้เรียกผู้ปกครองอีกหรอก”
พอได้ยินคำว่า “เรียกผู้ปกครอง” เหิงเป่าก็เบิกตาโพลงทันที เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว ตื่นเต็มตากว่าตอนที่ถูกพี่ชายพรมน้ำใส่หน้าเสียอีก
“ผมตื่นแล้ว...” เด็กชายพึมพำขณะซบหน้าลงบนหัวกลมๆ ของเจ้าหู่โพที่นอนขดอยู่ตรงมุมห้อง
[จบบท]