บทที่ 441: ชดใช้ด้วยยาทาแผล
“ชู่ว์ อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวไปปลุกเชียนเป่ากับเหยาเป่าตื่นกันพอดี” อวี้เป่ารีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งเสียงปรามเจ้าหู่โพเบาๆ
เจ้าหมาน้อยหยุดเห่าแล้วเปลี่ยนมาส่ายหางดิกๆ เดินวนไปรอบๆ เตียงอย่างดีใจแทน ส่วนเจ้าต้าหวงที่ตัวโตกว่าก็นั่งหมอบรออยู่ตรงประตูอย่างสงบเสงี่ยม จุดประสงค์เดียวที่มันเข้ามาในห้องนี้ก็เพื่อปลุกสองฝาแฝดให้ลุกจากเตียงเท่านั้น
อวี้เป่ากับเหิงเป่าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็หันมาช่วยกันจัดปกเสื้อกับปลายแขนเสื้อให้กันและกันเป็นอย่างดี ก่อนจะสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่เก่ง
อวี้เป่าก้มตัวลงไปช้อนเจ้าหู่โพขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน แล้วชวนเหิงเป่าเดินออกจากห้องนอน โดยมีต้าหวงเดินตามหลังมาติดๆ ไม่วายใช้ขาหน้าตะกุยบานประตูให้ปิดเบาๆ อย่างรู้งาน
หลินเจามองเชือกรองเท้าที่ลูกชายทั้งสองผูกกันเองแล้วก็หลุดขำออกมาจนได้ สภาพของมันทั้งเบี้ยวทั้งหลวม ดูไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย เธอจึงต้องนั่งยองๆ ลงไปจัดการผูกให้ใหม่
“หัดมาตั้งนานแล้ว ยังผูกเชือกรองเท้าเองไม่ได้อีกเหรอเรา”
อวี้เป่ายื่นเท้าขวาไปให้แม่ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มของเธอแล้วก็เผลอยิ้มตามออกมา
“ผูกเป็นแล้วครับ” เสียงเล็กๆ ตอบกลับมาอย่างนุ่มนวล “แค่ยังผูกไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ รอให้พวกเราอายุ 6 ขวบก่อนนะครับ รับรองว่าจะผูกได้สวยกว่านี้แน่นอน”
หลินเจาเหลือบตามองลูกชายคนโตอย่างเอ็นดูแล้วพยักหน้ารับ “นั่นสินะ พอโตขึ้นอีกปีก็คงผูกเก่งขึ้นเยอะแล้ว แค่นี้ก็เก่งมากลูก”
คำชมของแม่ทำเอาอวี้เป่ายิ้มหน้าบาน
หลังจากผูกเชือกรองเท้าให้ลูกชายทั้งสองเรียบร้อยแล้ว หลินเจาก็ไล่ให้เด็กๆ ไปล้างหน้าแปรงฟัน ส่วนตัวเองก็หันไปเตรียมข้าวของที่พวกเขาต้องใช้
“น้าชายไปไหนเหรอครับ” เหิงเป่าเอ่ยปากถามขณะกำลังแปรงฟัน เพราะไม่เห็นซ่งอวิ๋นจิ่นอยู่ในบ้าน
“น้าไปซื้อของกินมื้อเช้ามาให้แล้ว” หลินเจาตอบกลับ
“มีอะไรบ้างเหรอครับ” ดวงตาของเหิงเป่าเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
“ก็มีซาลาเปา ปาท่องโก๋ แล้วก็น้ำเต้าหู้”
“ของโปรดผมทั้งนั้นเลย” เหิงเป่าพูดพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแปรงฟันต่ออย่างอารมณ์ดี
“ถ้าชอบก็กินให้หมดเลยนะ” หลินเจาบอก
“อื้ม” เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ รับคำอย่างแข็งขัน
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น ซ่งอวิ๋นจิ่นก็เปิดประตูผลัวะเข้ามาพอดี
พอเห็นหลานแฝดกำลังแปรงฟันอยู่ เขาก็ส่งเสียงทักทายมาแต่ไกล “อ้าว อวี้เป่ากับเหิงเป่าตื่นกันแล้วเหรอ วันนี้ทำไมว่านอนสอนง่ายกันจัง ไม่ต้องให้น้ามาเขย่าปลุกเหมือนทุกทีเลย”
อวี้เป่าแอบอมยิ้ม ไม่ยอมบอกน้าชายหรอกว่าเมื่อคืนเขาเป็นคนกำชับน้องชายเองว่าห้ามตื่นสายเด็ดขาด เพราะเช้านี้แม่ต้องแวะไปที่โรงเรียน พวกเขาจึงต้องทำตัวดีๆ ไม่สร้างเรื่องให้แม่ต้องโกรธ
เหิงเป่ารีบพูดขึ้น “ก็ผมกับพี่โตขึ้นอีกวันแล้วนี่ครับ เราเลยตกลงกันว่าต่อไปนี้จะไม่นอนขี้เซาแล้ว”
“โอ้โห ให้มันจริงเถอะ” ซ่งอวิ๋นจิ่นวางห่ออาหารเช้าลงบนโต๊ะพลางหยิบซาลาเปาขึ้นมากัด แล้วมองหลานชายทั้งสองด้วยสายตาล้อเลียน
“จริงสิครับ เด็กก็รักษาสัญญาเหมือนกันนะ” เหิงเป่าเชิดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆ งั้นก็ต้องทำให้ได้ตลอดนะ ไม่ใช่ทำสามวันแล้วเลิกทำไปสองวันล่ะ”
พอเช็ดหน้าเช็ดมือจนแห้ง เหิงเป่าก็วิ่งต็อกๆ เข้ามาคว้าแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่มไปอึกใหญ่ ถึงเจ้าตัวจะยังไม่เข้าใจความหมายของสำนวนที่น้าชายพูดเป๊ะๆ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กหัวไว ก็พอจะเดาความหมายของมันได้ลางๆ
“ผมไม่เป็นแบบนั้นหรอกน่า พ่อบอกว่าผมกับพี่เป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่สุดเลยนะครับ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นมีเรียนแต่เช้าจึงรีบจัดการซาลาเปาในมือให้หมด แล้ววิ่งเข้าห้องไปหยิบกระเป๋านักเรียน ก่อนจะหันมายิ้มให้หลานๆ “โอเคๆ เชื่อแล้ว เด็กที่มุ่งมั่นที่สุด”
เขาเพิ่งสังเกตว่าเวลาหลานๆ ทั้งสี่คนชอบพูดว่าตัวเองเป็นเด็กแบบนั้นแบบนี้ มันช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นพิเศษจริงๆ
ซ่งอวิ๋นจิ่นสะพายกระเป๋าเข้าที่แล้วหันไปบอกหลินเจา “พี่ครับ ผมไปเรียนก่อนนะ ถ้ามีงานอะไรหนักๆ ก็วางไว้ก่อนได้เลย เดี๋ยวผมกลับมาทำเอง”
หลินเจาพยักหน้ารับ “ได้เลย ตอนเที่ยงไม่ต้องเอาข้าวมาส่งนะ เดี๋ยวฉันจะพาลูกๆ ทั้งสี่ไปกินข้าวที่ภัตตาคารของรัฐเอง”
เธอเหลือบมองเจ้าแฝดที่กำลังก้มหน้าก้มตากินมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย แล้วอธิบายอย่างจนใจ “พอดีสองแสบนี่โดนเรียกผู้ปกครองน่ะ เดี๋ยวฉันต้องแวะไปคุยกับครูก่อน แล้วถึงจะพาไปกินข้าว”
“อ้อ ได้ครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นรับคำ
เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายจึงต้องไปโรงเรียนเช้ากว่าพวกเด็กๆ ไม่อย่างนั้นคงได้เดินไปส่งหลานๆ ด้วยกันแล้ว
พูดจบเขาก็รีบวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เหิงเป่ามีความสุขกับการกินเป็นที่สุด เขากัดซาลาเปาคำโตสลับกับปาท่องโก๋อีกชิ้น ความรู้สึกนี้ช่วยเติมเต็มความปรารถนาเล็กๆ ในวันที่เคยท้องหิวได้เป็นอย่างดี
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของปังปังและเพื่อนๆ ที่ดังลอดเข้ามา
“อวี้เป่า เหิงเป่า พวกนายพร้อมกันหรือยัง เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสายเอานะ” เสียงของไหลเม่ยตะโกนเรียกมาจากหน้าประตูบ้าน
เหิงเป่ารีบกระโดดลงจากเก้าอี้เตี้ยๆ แล้ววิ่งต็อกๆ ไปที่ประตูทันที “รอแป๊บนึงนะ เรากำลังกินข้าวเช้ากันอยู่ พอกินเสร็จก็จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
พอเจ้าตัวเล็กวิ่งไปถึงหน้าประตู กลิ่นหอมของเนื้อและน้ำมันก็ลอยฟุ้งออกไปแตะจมูกทันที
สายตาของเด็กๆ บ้านกู้ที่ได้กินมันเทศเป็นอาหารเช้าคนละครึ่งหัว ต่างจับจ้องไปที่มือของเขาเป็นตาเดียว
“งั้นพวกนายกินไปก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเรารออยู่ตรงนี้แหละ” ปังปังพูดจบก็นั่งแปะลงบนก้อนหินหน้าประตู ไม่ลืมที่จะดึงน้องๆ ให้นั่งตามลงมาด้วยกัน
ไหลเม่ยไม่ทันได้ระวังตัว ก้นเลยกระแทกลงบนก้อนหินอย่างจังจนเจ็บจี๊ด ต้องแยกเขี้ยวสูดปากเบาๆ
หลินเจาเดินออกมาจากในบ้านพอดี “อ้าว ทำไมไม่เข้ามาข้างในกันล่ะจ๊ะ”
เธอมองไปยังเสี่ยวหลานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น “เสี่ยวหลาน พาน้องๆ เข้ามาในบ้านก่อนสิ มากินข้าวเช้าด้วยกัน วันนี้อาซื้อมาเผื่อเยอะเลย”
อวี้เป่ารีบผสมโรง “ใช่ๆ วันนี้แม่ให้น้าไปซื้อซาลาเปา ปาท่องโก๋ แล้วก็น้ำเต้าหู้มาให้ตั้งเยอะแน่ะ พี่หลาน พี่ปังปัง พี่ไหลเม่ย พี่เถี่ยตั้น... พวกพี่รีบเข้ามากินตอนร้อนๆ กันเร็ว กินเสร็จเราจะได้รีบไปโรงเรียน”
พูดพลางยื่นมือเล็กๆ ไปดึงแขนกู้หลานให้เดินตามเข้ามา
ฟากเหิงเป่าก็ไม่น้อยหน้า รีบเข้าไปดึงแขนไหลเม่ยกับเถี่ยตั้นทันที
เมื่อทุกคนถูกลากเข้ามาในบ้านกันหมดแล้ว ปังปังที่ไม่มีโอกาสได้ทัดทานเลยต้องเดินตามเข้ามาแต่โดยดี
ซาลาเปาคนละลูกกับปาท่องโก๋อีกคนละตัวช่วยเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าของเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตให้รู้สึกอิ่มหนำขึ้นมาในที่สุด โดยเฉพาะเถี่ยตั้นที่วินาทีแรกที่ได้กัดซาลาเปาไส้เนื้อคำโตเข้าไปนั้น ถึงกับตื้นตันจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
ในเวลาต่อมา เมื่อเขาได้กลายเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียง เขาก็ยังคงหยิบยกเรื่องราวในช่วงเวลานี้ขึ้นมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งนำมันไปใส่ไว้ในหนังสือของเขาด้วย
[ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ บ้านผมจนมาก สองสามเดือนถึงจะได้ลิ้มรสเนื้อสักครั้ง ยิ่งตอนนั้นผมกำลังโต ในแต่ละวันจึงรู้สึกหิวโซอยู่ตลอดเวลา... มันทำให้ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ในหัวคิดอยู่อย่างเดียวคือจะหาอะไรกินได้จากที่ไหน
ช่วงนั้นเป็นตอนที่จืออวี้กับจือเหิงเข้าโรงเรียนพอดี ผมกับพี่ปังปังและคนอื่นๆ จึงได้รับภารกิจใหม่ นั่นคือการไปรับส่งสองพี่น้องไปกลับจากโรงเรียนทุกวัน ซึ่งผมไม่มีปัญหาอะไรเลย ออกจะแอบดีใจอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ เพราะผมรู้อยู่แก่ใจว่าอาสะใภ้สามไม่เคยปล่อยให้พวกเราทำงานให้ฟรีๆ
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาสะใภ้สามมักจะทำของอร่อยๆ ให้พวกเรากินอยู่เสมอ บางครั้งก็เป็นขนมถั่วเขียว บางทีก็เป็นซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆ หรือบางครั้งก็จะทำบะหมี่แป้งขาวหอมกรุ่นเลี้ยงพวกเรา...
เพราะความเมตตาของอาสะใภ้สาม ทำให้ช่วงชีวิตวัยเด็กของพวกเราดีกว่าเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน แถมยังตัวสูงกว่าใครเพื่อนไปกว่าครึ่งค่อนหัว
พวกเราพี่น้องสนิทสนมกันมาตั้งแต่เล็กจนโต แม้ในวันที่เติบใหญ่ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ของตัวเอง แต่ความสัมพันธ์ของเราก็ไม่เคยจืดจาง เรายังคงหาเวลานัดเจอกันอยู่เสมอ และสถานที่นัดพบก็มักจะเป็นที่บ้านของอาสามเสมอมา
พี่ปังปังกับพี่ไหลเม่ยและคนอื่นๆ อาจไม่เคยพูดออกมา แต่ผมรู้ว่าพวกเขาคิดเหมือนกันกับผม พวกเรารู้สึกขอบคุณและผูกพันกับอาสามและอาสะใภ้สามจากใจจริง]
...
หลังจากกินมื้อเช้ากันเสร็จเรียบร้อย หลินเจาก็ยืนมองปังปังและเด็กคนอื่นๆ เดินจากไปจนลับสายตา
เธอหันกลับมาล็อกประตูบ้าน แล้วจูงมือลูกน้อยทั้งสองอย่างเชียนเป่าและเหยาเป่า มุ่งหน้าไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาด
“เหยาเป่า เดี๋ยวแม่ต้องทำงานนะ หนูอยู่กับพี่ต้องเป็นเด็กดีนั่งรอเงียบๆ ห้ามซนเด็ดขาด ถ้าหิวข้าว หิวน้ำ หรืออยากไปเข้าห้องน้ำให้รีบบอกแม่นะ แล้วก็ห้ามวิ่งไปไหนไกลด้วย ตอนเช้าๆ คนมันเยอะ ถ้าพวกหนูวิ่งเล่นจนหายไป แม่ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนจริงๆ นะ”
ระหว่างทาง หลินเจาก็เอ่ยปากกำชับลูกๆ ไม่หยุด
เชียนเป่าเงยใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องขึ้นมองแม่ ขนตางอนยาวกระพือเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “อื้ม รู้แล้วฮะ”
เหยาเป่าที่เห็นพี่ชายทำก็รีบพยักหน้าตาม “เป่าก็ยู้แย้วแล้วค่า”
เจ้าตัวเล็กพูดเสียงอู้อี้ พอรีบพูดเลยออกเสียงไม่ค่อยชัด
“ไม่ใช่ยู้แย้ว ต้องพูดว่ารู้แล้ว” กู้เชียนเป่าผู้รักความสมบูรณ์แบบอดไม่ได้ที่จะแก้คำพูดของน้องสาว
“รู้แล้วค่า” เหยาเป่ายอมทำตามอย่างว่าง่าย
“ใช่เลย” เด็กชายพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เหยาเป่าเก่งที่สุด”
พอได้ยินพี่ชายเอ่ยชม เหยาเป่าก็กระโดดหย็องๆ อยู่กับที่อย่างดีใจพลางฮัมเพลงในลำคออย่างมีความสุข
หลินเจามองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่อนโยน “เหยาเป่าร้องเพลงอะไรอยู่คะ เพราะจังเลย”
หนูน้อยเผยอปากเล็กๆ เหมือนผลเชอร์รี่ออกยิ้มจนตาหยี หวานหยดย้อยราวกับสายไหม “มะยู้ค่า เป่าร้องตามคุณปู่”
แม่ลูกทั้งสามคนเดินคุยกันมาตลอดทางจนกระทั่งมาถึงสหกรณ์การค้าและการตลาด
หลี่เฟินที่เห็นแม่ลูกสามคนเดินมาแต่ไกลก็แย้มยิ้มกว้าง
“ในที่สุดก็พาสองจิ๋วมาด้วยจนได้นะ”
[จบบท]