บทที่ 442: ตั๋วจักรยานและความวุ่นวายที่โรงเรียน
หลี่เฟินยกเก้าอี้เตี้ยๆ มาวางไว้สองตัว แล้วปูทับด้วยเบาะรองนั่งที่ทำขึ้นเองอย่างดี ก่อนจะกวักมือเรียกหลินเจา “เจาเจา พาเชียนเป่ากับเหยาเป่ามานั่งนี่สิ พี่เตรียมไว้ให้สองคนนี้โดยเฉพาะเลยนะ”
“เก้าอี้นี่อาจวีเป็นคนเอามาให้ ส่วนเบาะรองนั่งพี่เป็นคนเย็บเอง ไม่ใช่ของมีราคาอะไรหรอก”
ทั้งสองคนได้ข่าวตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่าหลินเจาจะพาลูกแฝดคนเล็กมาทำงานด้วย เลยพากันเตรียมของไว้รอ
หลินเจาคาดไม่ถึงจริงๆ เธอส่งยิ้มขอบคุณออกไป “ขอบคุณมากนะคะพี่เฟิน แล้วก็ขอบคุณอาจวีด้วยค่ะ”
หวังจวีเดินเข้ามาจูงมือเหยาเป่าไปนั่งบนเก้าอี้อย่างเบามือ สัมผัสแก้มนุ่มนิ่มของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาก็ทอประกายสดใส
น่ารักอะไรอย่างนี้! ตัวก็นุ่มนิ่ม!!
ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ!!
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ฉันชอบเชียนเป่ากับเหยาเป่า”
แต่จะว่าไปก็มีแค่เหยาเป่าที่ยิ้มแย้มให้ทุกคนจนตาหยี แถมยังเรียก ‘พี่สาว’ ด้วยเสียงเล็กๆ ใสๆ ที่น่ารักจนใครๆ ก็แทบจะเสียสติ ส่วนเชียนเป่ากลับเอาแต่ทำหน้านิ่ง ไม่ค่อยจะยิ้ม ทั้งยังมองคนอื่นด้วยสายตาสงบนิ่งจนไม่มีใครกล้าเข้าไปเล่นด้วย
หลินเจาหันไปบอกลูกแฝด “ขอบคุณพี่สาวสิจ๊ะ เก้าอี้ที่ลูกนั่งเป็นของพี่สาวเขานะ แล้วก็ต้องขอบคุณป้าเฟินด้วย”
“ขอบคุณครับ/ค่ะพี่สาว ขอบคุณครับ/ค่ะป้าเฟิน” เสียงเล็กๆ น่าเอ็นดูของเด็กสองคนประสานเสียงกัน
หลี่เฟินถึงกับเอามือกุมอก “เจาเจาเอ๊ย เธอจะเลี้ยงลูกเก่งเกินไปแล้วนะเนี่ย มีลูกตั้งสี่คน แต่ละคนทั้งสวยทั้งหล่อ แถมยังฉลาดกันสุดๆ พี่นี่อิจฉาจะแย่อยู่แล้ว”
“ต้าจวินกับเสี่ยวจวินก็น่ารักออกนี่คะ พี่พูดอะไรพวกเขาก็เชื่อฟัง ยังจะไม่พอใจอะไรอีกล่ะคะ” หลินเจาเอ่ยหยอก
ต้าจวินกับเสี่ยวจวินคือลูกชายสองคนของหลี่เฟิน
หลี่เฟินหัวเราะร่า ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วอวี้เป่ากับเหิงเป่าล่ะจ๊ะ น้องชายเธอเป็นคนไปส่งที่โรงเรียนเหรอ”
“พวกหลานๆ ของฉันรับหน้าที่ไปรับไปส่งพวกเขาทุกวันค่ะ” หลินเจาตอบ
“แหม งั้นเธอก็สบายเลยสิ” คำตอบของหลินเจาทำให้ความประทับใจที่หลี่เฟินมีต่อครอบครัวกู้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
จู่ๆ ก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เธอหันไปมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็เห็นว่าทุกคนกำลังง่วนอยู่กับงานของตัวเอง ไม่มีใครสนใจพวกเธอ หลี่เฟินจึงขยับเข้าไปกระซิบกับหลินเจา “นี่เธออยากได้ตั๋วจักรยานอยู่ใช่ไหม พี่พอจะรู้ว่ามีคนอยากขายนะ แต่ว่าราคามันค่อนข้างสูงหน่อย เธอจะเอารึเปล่า”
“เอาค่ะ!” หลินเจารีบตอบทันควัน “ฉันเอาค่ะ!”
“ตั้งห้าสิบหยวนเลยนะ เธอจะเอาจริงๆ เหรอ” ห้าสิบหยวนนี่เท่ากับเงินเดือนสองเดือนของเธอเลยนะ แค่ได้ยินราคาก็ทำเอาเธอเลิกคิดไปเลย
“เอาค่ะ” หลินเจายังคงยืนยันคำเดิม
เธออธิบายเหตุผล “พี่ชายคนโตของฉันทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าค่ะ บ้านอยู่ไกลมาก เดินทางไปกลับก็ลำบาก ฉันอยากหาตั๋วจักรยานให้เขามาตั้งนานแล้ว แต่ก็หาไม่ได้สักที”
“อย่าว่าแต่ห้าสิบหยวนเลยค่ะ ต่อให้แพงกว่านี้ฉันก็จะซื้อ ตั๋วจักรยานมันหายากจริงๆ!”
นึกถึงเรื่องนี้ทีไรหลินเจาก็รู้สึกหงุดหงิดใจทุกที
เธออุตส่าห์สุ่มรางวัลทุกคืน แต่ก็ไม่เคยได้ตั๋วจักรยานมาสักใบ มีแต่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนแทบจะล้นแหวนมิติอยู่แล้ว
หลี่เฟินเห็นแววตาจริงจังของหลินเจาก็พยักหน้า “ได้ งั้นพรุ่งนี้เช้าพี่จะเอามาให้นะ”
เมื่อรวมค่าตั๋วเข้าไปด้วยแล้ว จักรยานคันหนึ่งก็ราคาปาเข้าไปสองร้อยกว่าหยวน เจาเจานี่ทุ่มเทเพื่อพี่ชายของเธอจริงๆ
หลินเจายิ้มกว้างอย่างดีใจ “ขอบคุณมากนะคะพี่เฟิน”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องเล็กน้อยเอง” หลี่เฟินตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจพลางลูบแก้มป่องๆ ของเหยาเป่าเบาๆ ก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเองอย่างอารมณ์ดี แต่ก็ยังไม่วายแอบเหล่มองเด็กแฝดเป็นระยะๆ เหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
...
ช่วงกลางวัน
หลินเจาฝากงานที่เคาน์เตอร์ไว้กับหลี่เฟินและหวังจวี ก่อนจะพาเชียนเป่าและเหยาเป่าไปยังโรงเรียนของแฝดพี่
ทันทีที่มาถึงหน้าประตูโรงเรียน เสียงเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของเหยาเป่าก็ดังเจื้อยแจ้วขึ้น “พี่จ๋า! พี่จ๋า!”
นิ้วป้อมๆ ขาวๆ ชี้เข้าไปในโรงเรียน ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสราวกับมีดวงดาวอยู่ข้างใน
“ใช่แล้วจ้ะ พี่ใหญ่กับพี่รองของลูกเรียนอยู่ที่นี่แหละ” หลินเจาบอกลูกสาว
เมื่อเข้ามาในบริเวณโรงเรียน เธอก็ตรงไปที่ห้องพักครูประจำชั้นของลูกชายฝาแฝดทันที
เธอยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ แล้วจึงเปิดเข้าไป
“คุณครูพานคะ ฉันเป็นแม่ของกู้จืออวี้กับกู้จือเหิงค่ะ” หลินเจาเอ่ยแนะนำตัวเอง
แต่เมื่อก้าวเข้ามา เธอก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าในห้องยังมีแม่ลูกอีกคู่นั่งอยู่ด้วย
พอได้ยินที่หลินเจาพูด ผู้หญิงคนนั้นก็ลุกพรวดขึ้นยืน แล้วตวัดสายตามองมาอย่างหาเรื่อง “คุณคือผู้ปกครองของเด็กแฝดคู่นั้นสินะ! ลูกชายฉันถูกพวกเขาทำร้าย คุณดูสิว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง!”
คุณครูพานรีบลุกขึ้นมาห้ามทัพ พร้อมกับดึงให้แม่ของสวี่เจวี่ยนเจี่ยนนั่งลง
“คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ จริงอยู่ที่กู้จืออวี้กับกู้จือเหิงทำร้ายสวี่เจวี่ยนเจวี่ยน แต่ตัวสวี่เจวี่ยนเจวี่ยนเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน จะโยนความผิดทั้งหมดไปให้เด็กสองคนนั้นฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขานะคะ”
ท่าทีที่สงบนิ่งของหลินเจาทำให้หญิงคนนั้นค่อยๆ เย็นลง
หลินเจาจึงพาลูกแฝดไปนั่งที่เก้าอี้
ตอนแรกเธอกังวลว่าเด็กๆ จะตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวเล็กทั้งสองไม่ได้กลัวเลยสักนิด แถมยังทำแก้มป่องจ้องหน้าหญิงคนนั้นเขม็งอย่างไม่พอใจ
หลินเจาเห็นแล้วก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ เธอลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกๆ เบาๆ
ก่อนจะหันไปมองแม่ของสวี่เจวี่ยนเจวี่ยนด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณแม่ของสวี่เจวี่ยนเจวี่ยนคะ เรื่องราวทั้งหมดฉันได้ฟังจากคุณครูพานแล้วค่ะ เด็กๆ ผิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย แล้วคุณแม่อยากจะให้จัดการเรื่องนี้ยังไงดีคะ”
ท่าทีสุภาพของหลินเจาทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดๆ เธอจึงพูดเสียงอ้อมแอ้ม “อย่างน้อย...ก็น่าจะชดใช้เป็นยาแดงสักขวดนะคะ”
และเพราะกลัวว่าหลินเจาจะหาว่าตนเรียกร้องเกินกว่าเหตุ เธอจึงรีบอธิบายต่อทันที “คือ...เจวี่ยนเจวี่ยนลูกชายฉันมีแผลถลอกตั้งหลายที่ ถ้าไม่ทายาก็ไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะหายค่ะ”
เป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล
“ได้ค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับคำ
โชคดีที่ในแหวนมิติของเธอมีเก็บไว้อยู่พอดี
เธอแสร้งทำเป็นหยิบของในกระเป๋าสะพาย แต่ความจริงแล้วเธอหยิบยาแดงออกมาจากแหวนมิติแล้ววางลงบนโต๊ะ
“นี่ค่ะยาแดง ไม่ทราบว่ายังมีเรื่องอื่นอีกไหมคะ”
แม่ของสวี่เจวี่ยนเจวี่ยนถึงกับนิ่งอึ้งไป “เอ่อ...ไม่ ไม่มีแล้วค่ะ”
หลินเจายิ้มบางๆ แล้วหันไปหาคุณครู “คุณครูพานมีอะไรจะแจ้งเพิ่มเติมไหมคะ”
“...ไม่มีแล้วค่ะ” คุณครูพานเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีผู้ปกครองที่รับมือกับสถานการณ์ได้ดีขนาดนี้ เลยรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย
เรื่องเด็กทะเลาะกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ หากไม่ใช่เพราะแม่ของสวี่เจวี่ยนเจวี่ยนยืนกรานจะให้ผู้ปกครองของเด็กแฝดมาที่โรงเรียนให้ได้ เธอก็คงไม่รบกวนให้หลินเจาต้องมา
หลินเจายิ้มรับ “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบเธอก็พาลูกแฝดเดินออกจากห้องพักครูไป
หลังจากจัดการธุระเสร็จ เธอก็พาลูกๆ ไปด้อมๆ มองๆ ที่หน้าห้องเรียนของอวี้เป่าและเหิงเป่า เมื่อเห็นเด็กชายทั้งสองนั่งตัวตรงคัดลายมือกันอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“พี่จ๋า!” เหยาเป่าที่เห็นพี่ชายทั้งสองก่อนใครเพื่อนร้องเรียกออกมาอย่างดีใจ
ดวงตาของสองหนุ่มน้อยเป็นประกายขึ้นมาทันที พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างมาให้
จากนั้นหลินเจาก็เห็นอวี้เป่าหันไปพูดอะไรบางอย่างกับคุณครู ก่อนที่ทั้งสองจะรีบวิ่งออกมาจากห้องเรียน
ทันทีที่ออกมาถึงหน้าห้อง อวี้เป่าก็โผเข้ากอดเหยาเป่าแน่น
“เชียนเป่า เหยาเป่า พวกเธอก็มาด้วยเหรอ” เขาพูดอย่างตื่นเต้น
การได้เจอน้องๆ ที่โรงเรียนเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับสองแฝด ทั้งคู่จึงดีใจกันยกใหญ่
เหิงเป่าสังเกตเห็นสีหน้าของมารดาจึงเอ่ยถาม “แม่ครับ แม่ไปที่ห้องพักครูมาเหรอครับ”
คำถามนั้นทำเอารอยยิ้มของอวี้เป่าจางหายไปทันที เขาหันมามองแม่อย่างกังวล
“ใช่จ้ะ” หลินเจาตอบ “เรื่องเรียบร้อยแล้ว แม่ชดใช้ยาแดงให้เขาไปหนึ่งขวด”
สองแฝดถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน
เหิงเป่าทำหน้าเสียดายเงินพลางถามแม่ “แม่ครับ ยาแดงขวดหนึ่งนี่ราคาเท่าไหร่เหรอครับ”
“สองเหมาจ้ะ”
“แพงจังเลยครับ!” เหิงเป่าอุทานออกมา
อวี้เป่าจึงเสนอตัวขึ้น “แม่ครับ เดี๋ยวกลับบ้านไปผมจะเอาเงินมาคืนให้นะครับ”
“หืม” หลินเจาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“เรื่องนี้ผมกับเหิงเป่าเป็นคนก่อ เงินค่ายาแดงพวกเราก็ต้องเป็นคนจ่ายครับ” อวี้เป่าพูดอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันไปทางน้องชาย “เหิงเป่า นายไม่มีปัญหาใช่ไหม”
เหิงเป่าไหนเลยจะกล้ามีปัญหา “...ไม่มีครับ”
“ดี งั้นกลับไปนายจ่ายมาหนึ่งเหมา ฉันจ่ายหนึ่งเหมา” อวี้เป่าสรุป
หลินเจาไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้
เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น สองแฝดก็รีบวิ่งเข้าห้องไปเก็บของ แล้วเดินตามแม่ไปที่ภัตตาคารของรัฐ
พวกเขาชวนปังปังกับพรรคพวกไปด้วย แต่เด็กๆ ปฏิเสธ บอกว่าที่บ้านให้เงินกับตั๋วอาหารมาแล้ว เดี๋ยวจะไปกินกันที่โรงอาหารของโรงเรียน
หลังทานข้าวเสร็จ หลินเจาก็พาลูกแฝดกลับไปส่งที่โรงเรียน ส่วนตัวเธอก็พาเชียนเป่ากับเหยาเป่ากลับไปที่สหกรณ์ฯ
ช่วงบ่ายไม่ค่อยมีลูกค้า พนักงานขายส่วนใหญ่จึงนั่งถักเสื้อไหมพรมรอเวลา
พอใกล้ถึงบ่ายสามโมง กู้ฉานก็รีบมาหาหลินเจาที่ร้าน
“เจาเจา!” ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
หลินเจาไม่ได้เห็นพี่สาวสามียิ้มแย้มสดใสอย่างนี้เลยนับตั้งแต่ที่เว่ยเซี่ยงตงได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล
“พี่ใหญ่ มีเรื่องดีๆ อะไรเหรอคะ”
[จบบท]