บทที่ 448: เสื้อกันฝนสีเหลืองสดใส
อวี้เป่าอุ้มเจ้าหู่โพต่อไม่ไหวเลยต้องวางมันลงกับพื้น ก่อนจะย่อตัวลงไปกำชับสุนัขตัวน้อยเสียงจริงจัง “หู่โพ ต้องตามพวกเรามาติดๆ นะ อย่าให้คนไม่ดีจับตัวไปล่ะ!”
เจ้าตูบรับคำด้วยการเดินวนรอบเจ้านายตัวจิ๋วพร้อมส่งเสียงเห่าและกระดิกหางถี่ๆ อวี้เป่าฉีกยิ้มกว้าง เขายื่นมือไปจับอุ้งเท้าขวาของมันมาเขย่าเบาๆ “ถือว่าเราตกลงกันแล้วนะ”
หู่โพเอาหัวของมันถูไถกับขาของอวี้เป่าอย่างออดอ้อน
“แม่ครับ ดูสิ หู่โพตกลงกับผมแล้วใช่ไหมครับ” หนูน้อยเงยหน้าขึ้นไปถามหลินเจา ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“ใช่แล้วจ้ะ”
สำหรับเด็กๆ ทั้งสี่คนแล้ว สุนัขสองตัวและเจ้าลิงน้อยเสี่ยวจินคือเพื่อนเล่นคนสำคัญ หากต้องเสียใครไปสักคน พวกเขาคงใจสลายแน่
“อย่าชักช้ากันเลย รีบไปเถอะ พอกลับถึงหมู่บ้านเมื่อไหร่ เจ้าพวกนี้อยากจะวิ่งเล่นที่ไหนก็ปลอดภัยแล้ว” หลินเจาเร่ง
อวี้เป่าเห็นด้วย เขาทำท่าเหมือนนักวิ่งเตรียมออกตัว ก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ซ่งอวิ๋นจิ่นหันไปมองตาขวางใส่ชายคนที่พูดว่าจะฆ่าต้าหวงเมื่อครู่ พลางสบถด่าอยู่ในใจว่าขนาดหมายังคิดจะเอาไปกิน จิตใจทำด้วยอะไรกัน แต่หลินเจาไม่ได้สนใจ เธอมองเห็นแค่ว่าต้องรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุดจึงเอ่ยเร่ง
“อวิ๋นจิ่น รีบไปกันเถอะ” เพราะดูเหมือนว่าท้องฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มลงทุกทีจะเป็นสัญญาณว่าฝนกำลังจะตก
ซ่งอวิ๋นจิ่นละความสนใจจากชายชราคนนั้นแล้วหันมาเร่งฝีเท้าเข็นรถต่อไป
เพียง 10 นาทีหลังจากนั้น ผู้คนบนถนนก็เริ่มบางตาลงพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดสนิท
“ท่าทางฝนจะตกแล้วนะเนี่ย” ซ่งอวิ๋นจิ่นเปรยขึ้นพลางทำหน้ายุ่ง
“รีบเดินหน่อยก็แล้วกัน เราน่าจะถึงบ้านก่อนฝนตกพอดี” หลินเจาบอกอย่างใจเย็น
เธอจูงมืออวี้เป่ากับหลี่เป่าให้เดินเร็วขึ้น ส่วนเหิงเป่านั้นนั่งบนรถเข็นได้ไม่นานก็บ่นปวดก้นจนต้องลงมาเดิน ตอนนี้เขากำลังวิ่งไล่กวดกับเจ้าต้าหวงอย่างสนุกสนานนำหน้าทุกคนไปไกลลิบ
ซ่งอวิ๋นจิ่นจึงต้องเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
ในที่สุดทุกคนก็กลับมาถึงบ้านก่อนที่เม็ดฝนแรกจะหยดลงมาพอดิบพอดี ทันทีที่พวกเขาช่วยกันขนของลงจากรถเข็นไปวางบนโต๊ะไม้ไผ่ใต้ชายคาและเก็บรถเรียบร้อย ฝนเม็ดโตก็เทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย เสียงกระทบหลังคาส่งเสียงดังแปะๆ
“ฝนตกแล้ว!” อวี้เป่าร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น
“โชคดีจริงๆ เลยนะพวกเราอีกนิดเดียวก็เปียกโชกกันหมดแล้ว” ซ่งอวิ๋นจิ่นพูดจบก็หันไปยืดอกใส่หลินเจาราวกับจะอวดผลงาน “เป็นไงล่ะพี่ พาผมมาด้วยก็มีประโยชน์แบบนี้แหละ ตอนแรกยังไม่อยากให้ผมมาด้วยเลยเห็นไหมว่าผมมีประโยชน์จะตาย”
“ฉันก็แค่กลัวว่านายจะมาลำบากเปล่าๆ” หลินเจาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
“ลำบากอะไรกัน ไม่เห็นจะลำบากสักนิด เรื่องของพี่จะลำบากได้ยังไง พี่นี่ชอบคิดว่าผมเป็นคนนอกอยู่เรื่อย” ซ่งอวิ๋นจิ่นสวนกลับ
หลินเจาไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเขาอีก เธอไม่รู้จริงๆ ว่าลุงไปเป่าหูอะไรลูกชายตัวเองไว้ ในสายตาของซ่งอวิ๋นจิ่นตอนนี้ เธอคงไม่ต่างอะไรกับคนพิการที่ต้องให้เขาคอยตามช่วยเหลือดูแลไปทุกเรื่อง
สามหนุ่มน้อย อวี้เป่า เหิงเป่า และหลี่เป่ายืนเรียงกันอยู่ใต้ชายคา ต่างพากันยื่นมือเล็กๆ ออกไปรองน้ำฝนที่สาดเข้ามา เมื่อหยดน้ำเย็นๆ กระทบฝ่ามือ เด็กๆ ก็พากันหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
เล่นอยู่ได้ครู่หนึ่ง เหิงเป่าก็หันมาหาแม่ “แม่ครับ ผมคิดถึงคุณปู่คุณย่า กลับไปบ้านใหญ่ได้ไหมครับ”
อวี้เป่าที่ได้ยินดังนั้นก็หันมามองแม่ด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
“ตอนนี้ฝนตกหนักอยู่เลยนะ รอให้ฝนซาก่อนแล้วค่อยไปดีไหม” ซ่งอวิ๋นจิ่นเสนอ เพราะอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เขาเป็นห่วงว่าเด็กๆ จะพากันป่วย
แววตาของสองพี่น้องสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“อยากไปก็ไปสิ เดี๋ยวใส่เสื้อกันฝนกับรองเท้าบูทไปก็แล้วกัน” หลินเจาพูดขึ้น โชคดีที่เธอเตรียมของพวกนี้เอาไว้พร้อมแล้ว
“อะไรนะครับ” เหิงเป่าเอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจ
“รอแป๊บนะ”
เธอพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าบ้านไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเอาเสื้อกันฝนสีสดใส 2 ตัว กับรองเท้าบูทอีก 2 คู่ออกมา พอนึกขึ้นได้ว่าหลี่เป่าก็ยังอยู่ด้วย เธอจึงหยิบชุดสำหรับเด็กออกมาจากแหวนมิติเพิ่มอีกชุด ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อวิ๋นจิ่นเองก็ยังไม่มีเหมือนกัน เธอเลยหยิบของผู้ใหญ่ออกมาให้อีกตัว
เสื้อกันฝนของเด็กๆ เป็นสีเหลืองสดใส ส่วนรองเท้าบูทก็เป็นสีเดียวกัน พอได้เห็นสีสันที่สะดุดตาขนาดนั้น ดวงตาของเด็กทั้งสามก็ลุกวาวเป็นประกาย
หลินเจากางเสื้อกันฝนตัวหนึ่งออกแล้วสวมให้อวี้เป่า เธอถอดหมวกที่เขาใส่อยู่ออกแล้วดึงหมวกที่ติดมากับเสื้อกันฝนขึ้นคลุมหัวให้แทน
“แค่นี้ก็ไม่กลัวฝนแล้ว นั่งลงเปลี่ยนรองเท้าได้เลย” เธอบอกให้อวี้เป่าจัดการเปลี่ยนรองเท้าเอง แล้วจึงหันไปช่วยสวมเสื้อกันฝนให้เหิงเป่ากับหลี่เป่าอย่างคล่องแคล่ว
ภาพเด็กตัวเล็กๆ ในชุดกันฝนสีเหลืองสดใสมันช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
“สวยจัง” หลินเจาเอ่ยชมก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เด็กๆ น่ะต้องใส่เสื้อผ้าสีสว่างๆ แบบนี้สิ น่ารักจะตายไป”
เมื่อเด็กทั้งสามสวมรองเท้าบูทเรียบร้อยแล้วก็ยัดขากางเกงเข้าไปเก็บไว้ข้างใน ขนาดพอดีตัวทำให้เดินเหินได้ไม่เทอะทะ พวกเขาลองเดินลุยฝนออกไปแล้วก็พบว่าตัวเองไม่เปียกเลยสักนิด เด็กทั้งสามจูงมือกันหมุนตัวไปรอบๆ อย่างมีความสุขอยู่กลางสายฝน
เหยาเป่าที่มองอยู่ก็อยากจะวิ่งออกไปเล่นกับพวกพี่ๆ บ้าง ซ่งอวิ๋นจิ่นจึงรีบช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มหนีบไว้ใต้แขน
“หนูไม่ได้ใส่เสื้อกันฝน วิ่งออกไปไม่ได้นะ เดี๋ยวไม่สบายต้องไปฉีดยา ฉีดยาเจ็บๆ เลยนะ” เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้าตัวเล็กอย่างใจเย็น
เหยาเป่าไม่เคยถูกฉีดยามาก่อนเลยไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง พอเห็นพวกพี่ๆ กำลังเล่นน้ำฝนอย่างสนุกสนานก็อยากจะออกไปเล่นด้วย เด็กหญิงตัวน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนของซ่งอวิ๋นจิ่น ปากก็ร้องจะไปเล่นให้ได้
ซ่งอวิ๋นจิ่นจนปัญญา มือหนึ่งต้องประคองเหยาเป่าไว้ให้มั่น อีกมือก็เอื้อมไปหยิบเสื้อกันฝนที่เหลืออยู่ แต่กลับพบว่ามันเป็นชุดของผู้ใหญ่ ทั้งเสื้อและรองเท้าบูทล้วนมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่เด็กแฝดจะใส่ได้
ความหวังวูบวาบขึ้นมาในใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองลูกพี่ลูกน้องของตนทันที “พี่ครับ”
“ของเธอนั่นแหละ” หลินเจาตอบสั้นๆ
เพียงเท่านั้น ซ่งอวิ๋นจิ่นก็ยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงรูหู
“พี่ครับ ไปเอาของพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะครับเนี่ย ไม่ใช่ว่าเสื้อกันฝนกับรองเท้าบูทมันหาซื้อยากหรอกเหรอ” เขาลูบไล้ของในมืออย่างตื่นเต้น ใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่หุบ
ช่วงฤดูนี้ฝนตกชุก เวลาไปโรงเรียนเขาก็ได้ใส่แค่เสื้อกันฝนฟางข้าวเก่าๆ ซึ่งมันพอจะกันฝนได้บ้าง แต่ขากางเกงก็ยังเปียกอยู่ดี วันไหนที่ฝนตกหนักหน่อย ไม่ใช่แค่รองเท้าที่เปียกโชก แต่กางเกงยังเปียกชื้นไปจนถึงหัวเข่า
“ก็ฉันเป็นพนักงานขายของสหกรณ์การค้าและการตลาดนี่นา มีอะไรบ้างที่ฉันจะหามาไม่ได้” หลินเจาเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ
ซ่งอวิ๋นจิ่นนึกตามแล้วก็เห็นด้วย “พี่นี่สุดยอดไปเลยครับ”
เขามองภาพเด็กแฝดที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางสายฝนแล้วถอนหายใจออกมา “ตอนที่พี่ยังเรียนอยู่ พี่ไม่มีทั้งเสื้อกันฝนทั้งรองเท้าบูทเลยด้วยซ้ำ ถ้าตอนนั้นมีของพวกนี้ พี่คงไม่ต้องป่วยทุกปีแบบนั้น”
“…”
“จะมารื้อฟื้นเรื่องเศร้าตอนนี้ทำไมกัน ก็แค่เป็นหวัด ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย”
“เป็นหวัดที่ไหนกันล่ะครับ มันทรมานจะตายไป” ซ่งอวิ๋นจิ่นเถียง “พี่เป็นหวัดทีไรก็กินไม่ได้นอนไม่หลับไปตั้งหลายวัน เสียงก็แหบแห้งเหมือนหมูร้อง ไม่มีแรงแม้แต่จะด่าผมกับพี่ชายด้วยซ้ำ ตอนนั้นพ่อกับแม่น่ะกลัวพี่ป่วยที่สุดเลย” พอได้ทีเขาก็เล่าออกมาเสียหมดเปลือก
หลินเจาเลิกคิ้ว “หืม?”
“เสียงฉันแหบแห้งเหมือนหมูร้องอย่างนั้นเหรอ”
“ทำไมฉันจำเรื่องนี้ไม่ได้เลยล่ะ” เธอหรี่ตามองซ่งอวิ๋นจิ่นที่พูดจาไม่คิด สายตาเต็มไปด้วยแววคุกคาม
ชายหนุ่มรีบสงบปากสงบคำทันที เขาอธิบายอย่างตะกุกตะกัก “เอ่อ… พี่ก็รู้ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมแค่…รู้สึกว่าเมื่อก่อนพี่ไปโรงเรียนลำบาก ก็เลยรู้สึกไม่ดีในใจน่ะครับ”
“การไปโรงเรียนมันก็ต้องลำบากกันทั้งนั้นแหละ”
“สำหรับผมก็ไม่เท่าไหร่นะครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นยิ้มร่าเริง
“เพราะนายมันพลังงานล้นเหลือต่างหาก”
“ยังไงก็สู้ป้าผมไม่ได้หรอกน่า” ซ่งอวิ๋นจิ่นพูดพลางต่อสู้กับเรี่ยวแรงของเหยาเป่าไปด้วย “ว่าแต่พี่ครับ แล้วทำไมพี่ถึงนึกซื้อของพวกนี้ให้ผมล่ะครับ พ่อแม่ผมยังไม่เคยนึกถึงเลยนะ”
“ลุงกับป้าสะใภ้ไม่ใช่ไม่นึกถึงหรอก แต่แค่ยังหาตั๋วมาไม่ได้ต่างหาก” หลินเจาช่วยอธิบาย
เสื้อกันฝนและรองเท้าบูทเป็นสินค้าที่ทำจากยาง ตั๋วแลกซื้อจึงหายากยิ่งกว่าตั๋วน้ำมันกับตั๋วน้ำตาลเสียอีก แถมยังเป็นของใช้จำเป็นที่ถ้าใครมีเงินก็อยากจะซื้อเก็บไว้ แน่นอนว่าคงไม่มีใครยอมปล่อยออกมาขายต่อง่ายๆ
“ผมรู้ครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นรู้ดีว่าพ่อแม่รักและเป็นห่วงเขามากแค่ไหน “ต่อไปนี้ผมจะเป็นคนที่สองในบ้านแล้ว ที่มีเสื้อกันฝนกับรองเท้าบูทเป็นของตัวเอง”
เขานึกในใจอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่าพอกลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่จะรีบใส่ให้พี่ชายดู รับรองว่าพี่ต้องอิจฉาจนน้ำตาร่วงแน่ๆ
ตอนนั้นเอง เหิงเป่าที่เล่นน้ำฝนจนหนำใจแล้วก็ตะโกนถามแม่ผ่านม่านฝนว่า “แม่ครับ ตอนนี้พวกเราไปหาคุณปู่คุณย่าได้หรือยังครับ”
ท่าทางอยากจะไปอวดของใหม่เต็มแก่แล้วสินะ
“ไปสิ ค่อยๆ เดินไปนะ อย่าวิ่งล่ะ” หลินเจาไม่ได้ห้าม เพราะรู้ดีว่าถึงจะห้ามตัวได้ แต่ก็คงห้ามใจเด็กๆ ไม่ได้
อวี้เป่าที่นึกถึงงานวันเกิดของตัวเองในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาได้ก็เสนอว่า “งั้นเราแวะไปหาเถี่ยหนิวกับหยวนเป่า บอกพวกเขาเรื่องที่พรุ่งนี้ผมกับเหิงเป่าจะจัดงานวันเกิดด้วยเลยดีไหมครับ”
“…เอาสิ”
พอได้รับอนุญาตจากแม่ เด็กทั้งสามก็พากันลิงโลด
เมื่อเดินออกจากประตูบ้านไป พวกเขาก็เห็นสมาชิกกองพลการผลิตหลายคนกำลังสวมเสื้อกันฝนฟางข้าวหรือไม่ก็สวมหมวกฟางเดินฝ่าสายฝนอยู่ เหิงเป่าผู้ไม่กลัวคนแปลกหน้ารีบตะโกนทักทายทุกคนที่เดินผ่านอย่างร่าเริง
ชาวบ้านที่เห็นพวกเขาต่างก็พากันหยุดเดินแล้วมองมาที่เด็กๆ
“อ้าว อวี้เป่า เหิงเป่า กลับมากันแล้วเหรอเนี่ย แต่งตัวน่ารักเชียวนะ นี่เป็นของจากในเมืองใช่ไหม”
“สีเหลืองสดใสสะดุดตาดีจริงๆ เลยนะ อยู่ไกลๆ ก็ยังมองเห็น”
“หลี่เป่าก็ได้ใส่ด้วย อาสะใภ้สามของหนูใจดีกับหนูจริงๆ”
“นี่อวี้เป่า ได้ยินว่าป้าใหญ่ของพวกเธอจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองแล้วเหรอ เรื่องจริงหรือเปล่า”
ชาวบ้านที่ยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาบ้านต่างพากันซักถามเรื่องราวที่อยากรู้จากเด็กแฝดบ้านกู้อย่างออกรส
เหิงเป่าตอบทุกคำถามอย่างไม่ปิดบัง “ใช่แล้วครับ อีกไม่นานป้าใหญ่ของผมก็จะได้เป็นคนในเมืองแล้ว!”
[จบบท]