บทที่ 450: ของขวัญวันเกิด
เด็กแฝดสองคนวิ่งวุ่นไปบอกเพื่อนเล่นทั่วหมู่บ้านว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของพวกเขาทั้งคู่ เลยอยากชวนทุกคนให้ไปเล่นด้วยกันที่บ้าน การจัดงานวันเกิดถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในหมู่บ้าน เด็กๆ จึงพากันตอบรับคำชวนอย่างตื่นเต้นดีใจกันถ้วนหน้า พอเด็กแฝดเจ้าของงานกลับไปแล้ว บรรดาพ่อแม่ของเด็กๆ ก็เริ่มจับกลุ่มคุยกัน
“นี่แม่อวี้เป่าเขาคิดอะไรของเขากันนะ ถึงได้จัดงานวันเกิดให้ลูกๆ นับวันยิ่งแปลกคนเข้าไปใหญ่” แม่ของเถี่ยหนิวบ่นอุบอิบ
พ่อของเถี่ยหนิวที่นั่งอยู่ข้างๆ สวนกลับไปว่า “จะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไมล่ะ เขามีปัญญาจัดก็เรื่องของเขา”
“พรุ่งนี้กับข้าวบ้านกู้ต้องดีมากแน่ๆ เลยใช่ไหม” ภรรยาถามต่ออย่างสนใจ
“รับรองว่าไม่ธรรมดาแน่ สะใภ้บ้านนั้นเขาเป็นคนทำอะไรทำจริงจัง ไม่ยอมให้เสียชื่อหรอก ยิ่งให้ลูกชายมาออกปากชวนเองแบบนี้ มีเหรอจะปล่อยให้เด็กๆ ต้องผิดหวัง”
แม่เถี่ยหนิวเริ่มทำหน้ากลุ้ม “แต่จะให้ลูกเราไปกินบ้านเขาเฉยๆ มันก็น่าเกลียดแย่สิ พรุ่งนี้จะให้ลูกเอาอะไรติดไม้ติดมือไปดีล่ะ” เธอหันไปขอความเห็นจากสามี
“ที่บ้านก็ไม่ได้มีของมีค่าอะไร ก็ให้เขาเอาผักที่สวนเราไปสิ”
“ได้เลย!” เถี่ยหนิวที่ฟังอยู่รีบตอบรับเสียงดัง “บ้านอวี้เป่าไม่มีผักกินพอดีเลย” เด็กชายหันไปหาแม่แล้วพูดต่อ “แม่ต้องเก็บไปเยอะๆ นะ อย่าขี้เหนียวล่ะ เหิงเป่าบอกว่าแม่เขาจะทำเนื้อตุ๋นกับเค้กหวานๆ ให้กินด้วย ถ้าแม่ให้ผักไปน้อย ผมก็ไม่กล้ากินเยอะสิ”
แม่เถี่ยหนิวถึงกับพูดไม่ออก
เธอได้แต่ถลึงตาใส่ลูกชาย ก่อนจะไล่ส่งๆ อย่างหัวเสีย “ไปหาคุณย่าแกเลยไป๊!”
ครอบครัวของพวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน เธอคนเดียวไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องพวกนี้ได้
เถี่ยหนิวส่งสายตาให้แม่ประมาณว่า ‘รู้อยู่แล้วว่าแม่พึ่งไม่ได้’ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วทำท่าเลียนแบบคุณปู่ ด้วยการเดินไพล่หลังออกจากบ้านไปหาย่าของตัวเอง
…
อีกด้านหนึ่ง แม่ของหยวนเป่าก็กำลังกลัดกลุ้มกับเรื่องเดียวกัน ว่าพรุ่งนี้จะให้ลูกชายเอาอะไรไปร่วมงานวันเกิดเพื่อนดี
“แม่คิดออกหรือยังครับ” หยวนเป่าตัวน้อยเร่งเร้า
“ใจเย็นๆ สิลูก ให้แม่คิดดูก่อนว่าเอาอะไรไปจะเหมาะ”
“ทำขนมข้าวไปดีไหม” พ่อของหยวนเป่าเสนอความคิด
แต่ที่บ้านเหลือน้ำตาลทรายอยู่นิดเดียว แม่หยวนเป่าก็เลยไม่อยากใช้
“น้ำตาลจะหมดแล้วนะคะ เดี๋ยวปีใหม่ต้องเก็บไว้ใช้รับแขก”
“...ถึงตอนนั้นค่อยคิดอีกทีน่า” สามีแย้ง เขาคิดว่าเด็กคนอื่นๆ ที่ได้รับเชิญก็คงเอาของขวัญไปกันทั้งนั้น ถ้าลูกชายเขาไปมือเปล่าคงได้โดนเพื่อนล้อแย่
เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด
“ก็ได้ค่ะ”
พอหยวนเป่ารู้ว่าจะมีของไปให้เพื่อน ก็ยิ้มกว้างออกมาทันที “เหิงเป่าบอกว่าพรุ่งนี้แม่เขาจะทำกับข้าวมีเนื้อด้วยนะ เดี๋ยวผมจะเก็บไว้ให้พ่อกับแม่สัก 2 ชิ้น”
คำพูดของลูกชายทำให้คนเป็นแม่รู้สึกอุ่นวาบในใจ แต่ก็ยังแกล้งทำเสียงดุ “ไม่ต้องเลย แกกินของแกไปเถอะ แม่ไม่ใช่คนตะกละ ไม่ต้องเก็บมาเผื่อหรอก”
สามีที่นั่งฟังอยู่ได้แต่แอบยิ้ม ไม่ตะกละงั้นหรือ แล้วใครกันที่เพิ่งบ่นเมื่อวันก่อนว่าในท้องไส้ไม่มีไขมันตกถึงเลย อยากจะซื้อเนื้อสักสองสามเหลี่ยงมาทำอาหารให้ชื่นใจ
“แม่ไม่ชอบกินเนื้อเหรอครับ” หยวนเป่าทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะหันไปหาพ่อ “พ่อครับ งั้นผมเก็บไว้ให้พ่อนะ”
คนเป็นพ่อหัวเราะแล้วขยี้ผมลูกชายเบาๆ “ได้เลย ลูกชายพ่อช่างกตัญญูจริงๆ”
หยวนเป่าหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
…
หลังจากเด็กแฝดแจ้งข่าวดีกับเพื่อนๆ จนครบทุกคนแล้ว ก็พากันเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
หลินเจาไม่เห็นหลี่เป่ากลับมาด้วยจึงเอ่ยถาม “หลี่เป่ากลับบ้านไปแล้วเหรอลูก”
“ครับ เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่” อวี้เป่าเป็นคนตอบ “หลี่เป่าคิดถึงแม่เขาน่ะครับ ผมกับเหิงเป่าก็เลยเดินไปส่งเขาถึงหน้าประตูบ้าน แล้วค่อยกลับมา”
ได้ยินแบบนั้นหลินเจาก็สบายใจ
เหิงเป่าถอดเสื้อกันฝนออกไปแขวนไว้เรียบร้อย ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งเตี้ยเพื่อถอดรองเท้าบูตกันฝน มือก็ทำไป ปากก็เล่าเจื้อยแจ้ว “ผมกับพี่ไปบอกคุณปู่คุณย่าแล้วนะครับว่าพรุ่งนี้เราจะจัดวันเกิด คุณปู่คุณย่าบอกว่าจะมาด้วย”
“ดีเลยสิ” หลินเจาพยักหน้ารับ
เธอมั่นใจว่าแม่สามีต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อช่วยเธอเตรียมงานแน่ๆ
แบบนี้ก็ยิ่งหายห่วงเข้าไปใหญ่
“แม่ซื้อเนื้อมาตั้งเยอะ พอดีเลย จะได้ให้คุณปู่คุณย่าของลูกบำรุงร่างกายซะหน่อย”
ที่ลูกแฝดของเธอเป็นเด็กดีและรู้จักคิดขนาดนี้ ก็เพราะพื้นฐานที่ปู่กับย่าช่วยกันปลูกฝังมาอย่างดี หลินเจาไม่ใช่คนอกตัญญู เธอซาบซึ้งและจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจเสมอ
อวี้เป่ารักปู่กับย่ามาก พอมีของอร่อยๆ ก็อยากจะแบ่งให้พวกท่านเสมอ เมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น เด็กชายก็ดีใจจนเนื้อเต้น หลังจากเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็วิ่งเข้าไปกอดเอวแม่ไว้แน่น
“แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย!!” แต่ถ้ามีพ่ออยู่ด้วยก็คงจะดีกว่านี้อีกเยอะเลย เฮ้อ
หลินเจาลูบเส้นผมนุ่มๆ ของลูกชายเบาๆ ขณะโอบไหล่เล็กๆ ของเขาเอาไว้แล้วพากันมองสายฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาและยอดไม้ดังเปาะแปะ แม้ฝนจะเริ่มซาเม็ดลงแล้ว แต่อากาศกลับเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่ลมพัดโชยมาเบาๆ ก็พาเอาความหนาวเย็นมาปะทะจนรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว
“ฮัดชิ้ว!” เหิงเป่าจามออกมาเสียงดัง
หลินเจารีบดึงแขนลูกชายทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน “อากาศเย็นลงแล้วนะ ทั้งสองคนต้องใส่เสื้อผ้าให้อุ่นๆ ไว้ ถ้าเกิดร้อนขึ้นมาก็ห้ามถอดเสื้อเองเด็ดขาดนะ ต้องมาถามแม่ก่อน ถ้าแม่บอกว่าถอดได้ถึงจะถอดได้ เข้าใจไหม”
เด็กๆ ยังไม่ประสา บางทีแค่เหงื่อออกนิดหน่อยก็อยากจะถอดเสื้อผ้าออกแล้ว พอเจออากาศเย็นๆ เข้าก็อาจจะจับไข้ได้ง่ายๆ เวลาเด็กป่วยขึ้นมาสักคนเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมาก เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องคอยระวังอยู่เสมอ
“เข้าใจแล้วครับ” สองหนุ่มน้อยพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
…
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศเป็นใจ ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝน มีเพียงร่องรอยของดินโคลนที่ยังหลงเหลืออยู่เท่านั้น ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อคืนนี้มีพายุฝนพัดกระหน่ำ
วันนี้หลินเจาตั้งใจจะทำเค้ก เธอจึงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อมาเตรียมของในโรงครัว
เสียงกุกกักที่ดังแว่วมา ทำให้ซ่งอวิ๋นจิ่นที่ยังนอนอยู่รู้สึกตัว เขารู้ได้ทันทีว่าพี่สาวคงตื่นแล้ว จึงรีบลุกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วเดินตามออกไป
พอมาถึงโรงครัว เขายังมีอาการงัวเงียอยู่เล็กน้อย ชายหนุ่มหาวออกมาหวอดใหญ่ น้ำเสียงยังคงแหบพร่า “ทำไมพี่ตื่นเช้าขนาดนี้ แล้วก็ลืมปลุกผมอีกแล้วนะ”
“ไม่ได้ลืม กะว่าเตรียมของเสร็จแล้วถึงจะไปปลุกน่ะ” หลินเจาพูดปลอบน้องชายเหมือนกำลังคุยกับเด็กๆ
ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้าพอใจขึ้นมาหน่อย ก่อนจะเดินเข้ามาถาม “แล้วมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
“ไปล้างหน้าล้างตาก่อนไป” หลินเจาส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับทำสายตารังเกียจ
ซ่งอวิ๋นจิ่นยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ “...เอ่อ ลืมไปเลย” ว่าแล้วก็รีบหันหลังเดินกลับไปที่ลานบ้านเพื่อจัดการกับตัวเอง
เขาใช้น้ำเย็นในอ่างล้างหน้าลวกๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก
“ในกาน้ำมีน้ำร้อนอยู่นะ” หลินเจาที่มองอยู่ขมวดคิ้ว
“ไม่หนาวหรอกครับ” เขาตอบกลับมาอย่างไม่ยี่หระ “ผมเป็นคนขี้ร้อน ไม่รู้สึกเย็นเลยสักนิด ไว้รอให้อากาศหนาวกว่านี้ก่อนเถอะ รับรองว่าผมใช้น้ำร้อนแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าน้องชายรู้จักร่างกายตัวเองดี หลินเจาจึงเลิกสนใจ แล้วสั่งให้เขามาช่วยตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู
“ตีไปเรื่อยๆ เลยนะ จนกว่าพี่จะบอกให้หยุด”
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เขาสงสัยว่าพี่สาวกำลังหาเรื่องแกล้งเขาอยู่หรือเปล่า แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานมายืนยัน หลังจากลังเลอยู่ไม่นาน เขาก็ยอมลงมือทำตามที่บอกแต่โดยดี
แกรก! แกรก! แกรก!
เสียงตะเกียบกระทบขอบชามก็ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ซ่งอวิ๋นจิ่นตั้งหน้าตั้งตาตีไข่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างแข็งขัน ตราบใดที่พี่สาวยังไม่สั่งให้หยุด เขาก็ไม่กล้าแอบอู้แม้แต่น้อย
หลินเจาคอยเติมน้ำตาลทรายลงไปเป็นระยะ พร้อมกับส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้เขาตีต่อไป
แกรก! แกรก! แกรก!
เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไป แขนขวาของเขาก็ทั้งแข็งทั้งปวดจนแทบจะยกไม่ขึ้น ถึงขนาดที่ว่าต้องเกร็งปากช่วยออกแรงตีไปด้วย
“พอได้แล้ว”
คำพูดของหลินเจาเปรียบดังเสียงระฆังจากสวรรค์ ซ่งอวิ๋นจิ่นรีบวางตะเกียบในมือลงทันที ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าที่เข็ดขยาด
เขามองของเหลวสีขาวข้นที่อยู่ในชามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ว่านี่คือผลงานของเขาเอง
“...สุดยอดไปเลย!” ซ่งอวิ๋นจิ่นอุทานออกมาอย่างทึ่งๆ และก่อนที่หลินเจาจะได้พูดอะไร เขาก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “พี่ครับ ของแบบนี้มันเอาไปทำเค้กได้จริงๆ เหรอ”
หลินเจาเพียงแค่ชายตามองน้องชายแวบหนึ่ง
ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ของสิ่งนี้มีประโยชน์สารพัดต่างหาก
ความจริงแล้วในแหวนมิติของเธอมีครีมสำเร็จรูปอยู่แล้ว แต่จะให้หยิบออกมาใช้โต้งๆ ก็คงจะดูไม่สมจริง ชามนี้เป็นฝีมือของซ่งอวิ๋นจิ่นที่ตีขึ้นมาเองกับมือ ถ้าเธอแอบสับเปลี่ยนของในภายหลัง ก็จะไม่มีใครจับพิรุธได้ การหลอกน้องชายที่ไม่เคยลิ้มรสเค้กมาก่อนถือเป็นเรื่องง่ายๆ
“พี่ครับ แล้วจะให้ผมช่วยอะไรต่อ”
“ส่วนที่ต้องเตรียมก็เสร็จแล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพี่แล้วล่ะ นายกลับไปนอนต่อเถอะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นไม่ยอม “แบบนั้นจะดีได้ยังไง ผมต้องอยู่ช่วยพี่สิ”
หลินเจาเหลือบไปมองไข่ไก่ที่วางอยู่มุมเขียง ก่อนจะยิ้มบางๆ “งั้น...นายจะตีไข่ต่ออีกสักชามไหมล่ะ”
“แค่กๆ...เอ่อ ไม่มีอะไรแล้ว งั้นผมกลับไปนอนต่อนะครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นรีบหันหลังแล้วเดินหนีไปทันที
[จบบท]