บทที่ 460: เจ้าของวันเกิดตัวน้อย
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด เด็กๆ ที่อยู่เต็มลานบ้านพากันลืมเรื่องดูหนังไปเสียสนิท รีบกุลีกุจอมายืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาแต่ละคู่จับจ้องมาเป็นประกายวาววับ
ซ่งอวิ๋นจิ่นเห็นดังนั้นจึงเปิดฝาครอบไม้ไผ่ออกในจังหวะที่เหมาะเจาะ
เค้กปอนด์สีขาวนวลที่ประดับประดาด้วยดอกไม้เล็กๆ หลากสีสันปรากฏสู่สายตาทุกคน ทันทีที่ฝาครอบถูกยกออก กลิ่นหอมหวานละมุนก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เด็กๆ พากันสูดหายใจเข้าลึก ขยับจมูกฟุดฟิด ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้ากว่าเดิม
อันที่จริงหลังจากทำเค้กเสร็จ หลินเจาทำทีเป็นยกไปเก็บในตู้กับข้าว แต่เธอกลับใช้จังหวะนั้นเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติแทน เธอเพิ่งจะนำมันออกมาเมื่อครู่นี้เอง เนื้อเค้กจึงยังคงสภาพเดิม ไม่ยุบตัวแม้แต่น้อย ราวกับเพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ
คู่แฝดที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดดูจะตื่นตาตื่นใจกว่าใครเพื่อน
เหิงเป่าที่อดรนทนไม่ไหว ยื่นนิ้วชี้เล็กๆ นั่นไปจิ้มครีมขาวฟูแล้วส่งเข้าปากชิมทันที
วินาทีต่อมา ดวงตาของเด็กชายก็เบิกกว้าง เขาหันไปมองพี่ชายกับหลี่เป่าด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
“หวานจังเลยครับ!!”
เจ้าตัวเล็กทำท่าจะจิ้มครีมอีกรอบเพื่อป้อนให้พี่ๆ ได้ลองชิม แต่หลินเจาก็คว้าข้อมือกลมป้อมนั่นไว้ได้ก่อน
“พอแล้วนะเรา” เธอปรามเบาๆ “ล้างมือมาหรือยัง?”
เหิงเป่าชะงักไปนิด ก่อนจะฉีกยิ้มประจบเอาใจ “...ผมลืมครับ”
เด็กชายบิดตัวไปมาอย่างน่าเอ็นดู “ก็เค้กที่แม่ทำมันหอมนี่ครับ ผมเลยอดใจไม่ไหว มันหอมมากจริงๆ นะครับ!” พลางพูดสายตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่ก้อนเค้กไม่ยอมละไปไหน “นี่ต้องเป็นของที่อร่อยที่สุดในโลกแน่ๆ เลยครับ!!”
“คราวก่อนตอนกินไก่ย่าง ลูกก็พูดแบบนี้เหมือนกัน” หลินเจาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ไม่เหมือนกันสักหน่อยครับ” เหิงเป่ารีบเถียง “ไก่ย่างเป็นของคาว แต่เค้กเป็นของหวานต่างหาก”
หลินเจามองลูกชายแล้วก็ได้แต่คิดในใจ เอาเถอะ วันนี้ลูกเป็นเจ้าของวันเกิด อยากพูดยังไงก็พูดไป
“มา... มาตัดเค้กกันเถอะ เจ้าของวันเกิด”
วันนี้เหิงเป่าอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ใครเรียกเขาว่า "เจ้าของวันเกิด" เขาก็จะหัวเราะคิกคักไม่หยุด อย่างตอนนี้ก็เช่นกัน
“อิอิอิ เราจะตัดมันยังไงดีครับ?” เขาถามพลางหัวเราะร่า
อวี้เป่าได้แต่มองน้องชายอย่างระอา อยากจะถามจริงๆ ว่าหัวเราะขนาดนี้ ไม่ปวดแก้มบ้างหรือไง
“ก็ต้องใช้มีดสิ” ซ่งอวิ๋นจิ่นว่าพลางหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่ออกมา
อวี้เป่ากำลังจะยื่นมือไปรับ แต่หลินเจาไวกว่า เธอคว้ามีดมาถือไว้เอง “เดี๋ยวแม่จัดการเอง สองคนห้ามจับนะ”
ยังไม่ทันขาดคำ แม่กู้ก็เดินยิ้มหน้าบานเข้ามาในลานบ้าน เมื่อเห็นบรรยากาศที่คึกคักและเด็กๆ ที่อยู่กันพร้อมหน้า
“ย่าครับ!” หลี่เป่าที่เห็นก่อนใครเพื่อนร้องทักขึ้น
“ย่ามาพอดีเลยครับ พวกเรากำลังจะตัดเค้กกันอยู่พอดี” อวี้เป่าบอก แล้วชะเง้อมองไปด้านหลัง “แล้วปู่ไปไหนล่ะครับ?”
พอได้ยินคำถาม แม่กู้ก็นึกถึงคำพูดหวานเลี่ยนของสามีขึ้นมาจนเผลอทำหน้าไม่ถูก “เอ่อ... ปู่เขามีธุระน่ะ ไม่ต้องไปสนใจหรอก พวกเราตัดกันเลยดีกว่า”
อวี้เป่ามีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “ก็ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมกับเหิงเป่าจะเอาเค้กไปให้ปู่เอง”
“เมื่อกี้ผมแอบชิมแล้วนะครับ!” เหิงเป่ารีบรายงานเสียงใส “เค้กทั้งหวานทั้งหอมเลยครับ!”
“ก็แม่หลานลงทุนตื่นตั้งแต่เช้ามาทำให้พวกหลานนี่นา แถมยังใช้วัตถุดิบดีๆ ทั้งนั้น จะไม่หอมได้ยังไง” แม่กู้พูดพลางหัวเราะเบาๆ มือที่หยาบกร้านลูบแก้มหลานชายอย่างเอ็นดู “แม่เขาดีกับพวกหลานขนาดนี้ สองคนต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังแม่เขานะ”
เป็นคำพูดที่สองแฝดได้ยินจนชินหูไปแล้ว ทั้งคู่จึงได้แต่พยักหน้ารับคำ “ครับ ครับ”
เมื่อสมาชิกมากันเกือบครบ หลินเจาที่ถูกรุมล้อมโดยกองทัพเด็กๆ ก็เริ่มลงมือตัดเค้ก ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย เป็นเพียงการแบ่งเค้กธรรมดาๆ เท่านั้น
เธอตัดแบ่งชิ้นใหญ่หนึ่งในสี่ส่วนไว้สำหรับครอบครัวของเธอที่บ้านใหญ่ จากนั้นก็ตัดอีกชิ้นเก็บไว้ให้พ่อกู้ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกแบ่งสันปันส่วนให้กับเด็กๆ ทุกคนอย่างทั่วถึง
แต่ละชิ้นอาจจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ไม่ถือว่าเล็กเกินไปสำหรับเด็กๆ หยวนเป่าและเพื่อนๆ ที่เตรียมชามมาจากบ้าน ต่างก็ยื่นภาชนะของตัวเองมารับเค้ก เด็กๆ มองขนมชิ้นโตในชามด้วยแววตาเป็นประกายและความดีใจที่ปิดไม่มิด
“ชิ้นใหญ่จังเลย!”
“เยอะขนาดนี้ ฉันต้องกินได้ตั้งหลายวันแน่ๆ”
“ฉันยังไม่กินตอนนี้ดีกว่า อยากเก็บกลับไปกินพร้อมกับพี่ชายที่บ้าน”
เสียงเล็กๆ เจื้อยแจ้วดังขึ้นไม่ขาดสาย
หลินเจาฟังสรรพเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขของเด็กๆ พลางอมยิ้มบางเบา เธอรู้สึกว่าความสุขของเด็กๆ นั้นช่างเรียบง่าย และทุกสิ่งที่เธอทำลงไปในวันนี้มันช่างคุ้มค่าจริงๆ
อย่างน้อยที่สุด ความหวานของเค้กในวันนี้ก็จะกลายเป็นความทรงจำอันสดใสในวัยเด็กของพวกเขา เมื่อวันเวลาผ่านไปและพวกเขานึกย้อนกลับมาถึงช่วงชีวิตที่ยากลำบากนี้ ภาพที่ปรากฏขึ้นคงไม่ได้มีเพียงการเก็บฟืนที่ไม่สิ้นสุด การเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่ไม่รู้จบ และความหิวโหยที่ไม่เคยได้รับการเติมเต็ม แต่ยังมีความหวานละมุนนี้แทรกอยู่ด้วย
“ใครที่อยากเก็บเค้กไว้กินทีหลัง ก็รีบเอาไปเก็บที่บ้านก่อนนะ แล้วค่อยกลับมา ที่นี่ยังมีกับข้าวอร่อยๆ อีกเยอะแยะเลย เป็นฝีมือจากผักที่พวกหนูเอามากันทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจนะ” หลินเจาบอกกับเด็กๆ ด้วยรอยยิ้ม
ถึงแม้ชาวบ้านจะยากจนข้นแค้น แต่พวกเขาก็ไม่เคยขาดน้ำใจ พอรู้ว่าแม่ของอวี้เป่าจะทำอาหารเลี้ยง ทุกบ้านก็ไม่ยอมให้ลูกๆ มามือเปล่า แม้แต่ครอบครัวที่ขัดสนที่สุด ก็ยังอุตส่าห์แบ่งปันส่วนอาหารที่มีอยู่น้อยนิดให้เด็กๆ ติดมือมาด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามในยุคสมัยนี้
“ขอบคุณครับคุณป้าหลิน!!” เด็กๆ ต่างก็รับคำขอบคุณอย่างแข็งขัน
พวกเขาบอกลาอวี้เป่ากับเหิงเป่า ก่อนจะประคองชามเค้กของตัวเองเดินกลับบ้านอย่างระมัดระวังผิดกับท่าทีซุกซนตามปกติ เมื่อเด็กๆ ทยอยกันกลับไป ลานบ้านที่เคยดูคับแคบก็พลันกว้างขวางขึ้นถนัดตา
หลินซื่อชางมองหลานชายตัวน้อยที่กำลังเอร็ดอร่อยกับเค้กในมือแล้วก็ยิ้มออกมา “กินน้อยๆ หน่อยนะ เดี๋ยวมีของอร่อยอย่างอื่นให้กินอีกเยอะแยะ”
เหิงเป่าตบพุงกลมๆ ของตัวเองเบาๆ “พุงผมยังว่างอยู่เยอะเลยครับ”
“ใช่เลย ใส่เพิ่มได้อีกเท่าตัวก็ยังไหว” เถี่ยตั้นรีบผสมโรง
“เท่าตัวคืออะไรเหรอครับ?” เหิงเป่าเอียงคอถามอย่างสงสัย
เชียนเป่าที่แก้มยังเปื้อนครีมอยู่ก็หันมามองด้วยความอยากรู้เช่นกัน
“ก็คือเค้กที่ใหญ่กว่าชิ้นที่นายถือน่ะสิ ใหญ่กว่าเยอะเลย” เถี่ยตั้นพยายามอธิบายโดยใช้เค้กเป็นตัวอย่าง
เหิงเป่าฟังแล้วก็ยังงงๆ รู้สึกว่าคำอธิบายของพี่เถี่ยตั้นช่างซับซ้อน แต่ก็ไม่ได้ติดใจถามต่อ เด็กชายก้มหน้าก้มตากินเค้กในมือต่อไป พลางนึกเสียดายอยู่ในใจว่าถ้าได้กินของอร่อยแบบนี้ทุกวันก็คงจะดี แต่แม่บอกว่าเค้กมีให้กินเฉพาะวันเกิดเท่านั้น
หลินซื่อชางเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วจึงหยิบห่อเค้กและเสื้อไหมพรมที่น้องสาวฝากให้พ่อกับแม่ขึ้นมาเตรียมตัวกลับ แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูบ้านตระกูลกู้ เสียงของหลินเจาก็เรียกเขาไว้เสียก่อน
หญิงสาววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา แล้วล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะยัดใส่มือพี่ชายอย่างรวดเร็ว
“อะไรน่ะ?” หลินซื่อชางถามอย่างแปลกใจ
หลินเจารีบจับแขนพี่ชายไว้ พลางทำเสียงดุ “พี่อย่าเพิ่งดูนะ กลับถึงบ้านแล้วค่อยดู ของล้ำค่าเลยนะ ถ้าทำหายฉันไม่รับผิดชอบด้วย”
หลินซื่อชางเห็นท่าทีจริงจังของน้องสาวก็หลุดหัวเราะออกมา เขารับคำอย่างหนักแน่น “ได้ๆ พี่สัญญาว่าจะไม่ดูจนกว่าจะถึงบ้าน”
“ดีมากค่ะ งั้นพี่รีบกลับเถอะ” หลินเจาโบกมือลา ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “อ้อ ถ้าพี่รองกลับมาแล้ว ฝากคนมาบอกฉันด้วยนะคะ”
เธออดเป็นห่วงพี่ชายคนรองไม่ได้จริงๆ ช่วงนี้สถานการณ์ข้างนอกไม่ค่อยน่าไว้วางใจ พวกโจรผู้ร้ายก็ชุกชุม ได้ยินว่าคนพวกนั้นเหิมเกริมถึงขนาดกล้าลงมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เรื่องนั้นพี่รู้อยู่แล้ว” อีกอย่างนิสัยของน้องรองน่ะ... หลินซื่อชางพูดต่ออย่างมั่นใจ “รับรองได้เลยว่าพอเขากลับมาถึง คนแรกที่เขาจะไปหาก็คือเธอ”
เขามั่นใจเต็มร้อยเลยทีเดียว น้องรองของพวกเขาไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนไกลๆ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ เป็นต้องพยายามหาของดีๆ มาฝากเจาเจาเสมอ
แววตาของหลินเจาอ่อนลง “นั่นสินะคะ”
…
เมื่อหลินซื่อชางก้าวเข้าประตูบ้านของตัวเอง ก็ได้รับการต้อนรับด้วยสายตาทุกคู่ของคนในครอบครัวที่รออยู่ก่อนแล้ว
“เป็นยังไงบ้างลูก ปีนี้น้องจัดงานวันเกิดให้หลานๆ หรือเปล่า?” หลินเฮ่อหลิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“จัดสิครับพ่อ จัดใหญ่กว่าที่คิดด้วย” หลินซื่อชางรับน้ำเย็นๆ จากหลินสี่เป่าลูกสาวมาดื่ม ก่อนจะเล่าต่อ “นอกจากจะลงมือทำเค้กเองแล้ว น้องยังชวนเพื่อนๆ ของเจ้าแฝดมาฉลองที่บ้านด้วย บรรยากาศคึกคักมากเลยครับ พ่อสบายใจได้”
หลินเฮ่อหลิงยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “พ่อจะห่วงอะไรได้ เจาเจาโตขนาดนี้แล้ว ลูกย่อมรู้ว่าควรทำอะไร”
หลินซื่อชางได้แต่รับฟังเงียบๆ เขานึกย้อนไปถึงก่อนที่จะออกจากบ้าน พ่อของเขายังกำชับอยู่เลยว่าถ้าน้องสาวไม่ใส่ใจ ก็ให้พาหลานแฝดกลับมาที่บ้าน พ่อจะทำบะหมี่อายุยืนให้เอง นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งวันเอง เปลี่ยนใจเร็วจริงๆ
“แล้วนั่นเอาอะไรกลับมาด้วยล่ะ?” ซ่งซีเวยเอ่ยถามเมื่อเห็นของในมือลูกชาย
“เค้กครับ แล้วก็มีเสื้อไหมพรมที่เจาเจาถักให้พ่อกับแม่ด้วย”
สิ้นคำของลูกชาย หลินเฮ่อหลิงก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วตรงไปยังเสื้อไหมพรมสองตัวนั้นทันที
เสื้อทั้งสองตัวเป็นสีดำสนิท มีลวดลายการถักที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสัมผัสที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง
“เจาเจานี่ใส่ใจจริงๆ” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเหลือบไปเห็นถุงผ้าเก่าๆ ที่ลูกชายใช้ใส่เสื้อมา
[จบบท]