บทที่ 462: การกลับมาที่ไม่น่ายินดี
หลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นรีบดึงตัวลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนออกมาทันที ก่อนจะส่งพวกเธอกลับเข้าห้องแล้วกำชับเสียงเข้มว่าให้อยู่แต่ข้างใน ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามออกมาเด็ดขาด
เด็กหญิงทั้งสองพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะมองบานประตูที่ปิดลงตรงหน้า
“เจิงเจิง... ทำไมเขาถึงกลับมาได้ล่ะ” น้ำเสียงของหลินเซวียนสั่นเครือ เธอดึงน้องสาวเข้ามากอดไว้แน่น ราวกับจะหาความอบอุ่นจากร่างกายเล็กๆ นั้น
หลินเจิงตบหลังพี่สาวเบาๆ อย่างกับผู้ใหญ่ ปลอบด้วยท่าทีใจเย็นกว่ามาก “คุณปู่คุณย่าอยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
เด็กหญิงเม้มปากเล็กน้อย พูดเสริมด้วยความมั่นใจ “พ่อหย่ากับเขาไปแล้ว เขาไม่มีทางได้กลับมาอยู่ที่นี่หรอก”
“จริงเหรอจ๊ะ” แววตาของหลินเซวียนฉายประกายแห่งความหวัง
“จริงสิคะ” หลินเจิงตอบรับหนักแน่น
เธอได้ยินพ่อของตัวเองบ่นอยู่บ่อยครั้งว่ารู้สึกเสียใจที่แต่งงาน การได้เลี้ยงลูกสาวสองคนด้วยตัวเองมันดีแค่ไหน พ่อไม่มีวันยอมรับผู้หญิงคนนั้นกลับมาแน่
ชิวเหลียนไม่มีวันได้กลับเข้ามาในบ้านหลังนี้!
ต่อให้จะกลับมาพร้อมคำพูดหวานล้อมสักแค่ไหนก็ตาม
เมื่อได้ยินน้องสาวยืนยันแบบนั้น ร่างกายที่เคยเกร็งแน่นของหลินเซวียนก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง สมองที่เคยว่างเปล่าเริ่มกลับมาคิดได้อีกครั้ง เธอตั้งใจเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างนอก แต่กลับไม่ได้ยินอะไรเลย
ความกังวลทำให้เธออยู่ไม่สุข “เจิงเจิง แล้วเธอว่า... เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน”
หลินเจิงเป็นเด็กช่างสังเกต พอเห็นสภาพมอมแมมของชิวเหลียน สมองเล็กๆ ของเธอก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ยาก “บ้านสกุลชิวคงไม่ให้เขาเข้าบ้านนั่นแหละ เขาเลยไม่มีที่ไป”
หลินเซวียนถึงกับพูดไม่ออก
ด้านนอกลานบ้าน ซ่งซีเวยเองก็คิดแบบเดียวกัน เธอมองอดีตลูกสะใภ้รองด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พ่อแม่ของเธอไม่ได้อยู่ที่กองพลการผลิตตงเฟิงหรอกนะ เธอเรียกผิดคนแล้วล่ะ”
ชิวเหลียนคลานเข่าเข้าไปหา หมายจะเกาะขาอดีตแม่สามี แต่ซ่งซีเวยขยับตัวหลบทัน
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังตีหน้าเศร้าร้องห่มร้องไห้ไม่เลิก “คุณแม่คะ ถึงยังไงเราก็เคยเป็นแม่ผัวลูกสะใภ้กันนะคะ พูดจาตัดรอนกันแบบนี้มันใจร้ายเกินไป...”
ซ่งซีเวยขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย จึงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้หลินซื่อชางพาลูกสะใภ้ใหญ่กลับเข้าห้องไป
หลินซื่อชางเองก็กลัวว่าภรรยาจะโดนลูกหลงไปด้วย จึงรีบประคองเฉินอวี่กลับเข้าห้องตามคำสั่ง
พอเข้ามาในห้อง เฉินอวี่ก็รีบหันมาบอกสามีทันที “คุณรีบออกไปช่วยคุณแม่เถอะค่ะ ระวังคนนั้นเกิดบ้าขึ้นมานะ”
สภาพของชิวเหลียนที่กลับมาคราวนี้ดูไม่ได้เลยสักนิด เธอผอมจนแก้มตอบ หน้าตาแห้งกร้าน มือก็มีแต่รอยแตก ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนก เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่าซอมซ่อ ต่างจากเมื่อก่อนลิบลับราวกับเป็นคนละคน ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางของเธอก็ดูไม่ปกติ เฉินอวี่เลยกลัวว่าอีกฝ่ายจะคลุ้มคลั่งทำร้ายคนอื่น
“แค่หล่อนน่ะเหรอ” หลินซื่อชางส่ายหน้า “ต่อให้มาอีกสิบคนก็ทำอะไรคุณแม่ไม่ได้หรอก อย่ากังวลไปเลยน่า อีกอย่างต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นก็อยู่ตรงนั้น สองคนนั้นฉลาดจะตายไป เดี๋ยวก็หาทางรับมือได้เองแหละ”
เฉินอวี่รู้สึกว่าผู้ชายพึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ เธอสะบัดแขนเขาออก แล้วแง้มหน้าต่างมองออกไปข้างนอก
ภาพที่เห็นคือหลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นกำลังถือไม้กวาดคนละด้าม จ้องเขม็งไปที่ชิวเหลียนในท่าเตรียมพร้อม ส่วนหลินสี่เป่าก็ยืนอยู่ข้างคุณปู่ของเธอ ทำหน้าจริงจังพร้อมจะปกป้องเต็มที่
เฉินอวี่ถึงกับนิ่งไป
หลินซื่อชางยิ้มอย่างภูมิใจ “เห็นไหม ผมพูดผิดที่ไหน ลูกชายลูกสาวของผมไม่มีใครขี้ขลาดสักคน”
เฉินอวี่ค้อนให้วงหนึ่ง
อวดดีนัก!
แต่เมื่อเห็นว่าแม่สามียังไม่ได้ให้เด็กๆ เข้ามาในบ้าน ก็แสดงว่าสถานการณ์ยังไม่น่าวิตก เธอจึงคลายความกังวลลง
ทว่าพอวางใจได้ไม่ทันไร เธอก็เห็นซ่งซีเวยคว้าแขนของชิวเหลียนไว้ได้ ก่อนจะกระชากร่างนั้นให้ลุกขึ้นมาโดยไม่สนใจเสียงร้องโวยวาย แล้วเหวี่ยงออกไปนอกประตูบ้าน
จากนั้นก็ปิดประตูดังปัง!
“พอเสียงเงียบแล้วค่อยเปิดประตู” ซ่งซีเวยหันไปสั่งหลานๆ
พูดจบเธอกับหลินเฮ่อหลิงก็เดินกลับเข้าบ้านไปคุยเรื่องที่จะเดินทางไปเมืองไห่กันต่อ
พอคุณปู่คุณย่าเข้าบ้านไปแล้ว หลินต้าตั้นก็ตาโตเป็นประกาย เขาส่งซิกให้น้องชาย ทั้งสองคนแอบย่องเข้าไปในห้องครัว ไปเอาน้ำล้างกระทะออกมา แล้วมองหน้ากันพลางหัวเราะคิกคักอย่างมีเลศนัย
ที่หน้าประตูบ้าน ชิวเหลียนยังคงทุบประตูไม่เลิกพลางตะโกนเสียงดัง
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ จะใจร้ายกับหนูขนาดนี้ไม่ได้นะคะ! หนูยังไม่ได้เจอหน้าลูกสาวทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำ! เปิดประตูเถอะค่ะ หนูอยากเจอลูก หนูเป็นแม่แท้ๆ ของพวกเขานะคะ พวกท่านห้ามไม่ให้หนูเจอพวกเขาไม่ได้นะ...”
เสียงโวยวายของเธอเรียกความสนใจจากชาวบ้านในละแวกนั้นได้เป็นอย่างดี ทุกคนต่างพากันออกมาดูเรื่องสนุก
โดยเฉพาะพวกที่อยากจะหาภรรยาใหม่ให้หลินซื่อเซิ่ง ยิ่งมองว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะสร้างคะแนน จึงรีบปรี่เข้าไปหมายจะดึงตัวชิวเหลียนออกมา
“ทำอะไรของแกน่ะ! เป็นคนหมู่บ้านอื่นแล้วยังจะกล้ามาหาเรื่องถึงที่นี่อีกเหรอ เชื่อไหมว่าแค่พวกเราถ่มน้ำลายใส่คนละทีก็ท่วมแกจนมิดได้แล้ว!” เสียงที่ตะโกนขึ้นเป็นของหญิงวัยกลางคนรูปร่างใหญ่โตและแข็งแรง ดูท่าทางก็รู้ว่าเป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ เรียกได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงของหมู่บ้านเลยทีเดียว
ที่ป้าคนนี้ออกตัวแรงก็เพราะอยากจะจับคู่หลานสาวของตัวเองให้กับลูกชายคนรองบ้านสกุลหลิน แน่นอนว่าเธอไม่อยากเห็นชิวเหลียนกลับมาคืนดีอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีตชิวเหลียนยังเคยพูดจายุแยงตะแคงรั่วใส่ลูกสะใภ้ของเธออีกด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสะใภ้ของเธอเป็นคนซื่อๆ ป่านนี้ครอบครัวของเธอคงได้แตกแยกกันไปแล้ว มีหรือที่เธอจะปล่อยชิวเหลียนไปง่ายๆ!
“ไม่เกี่ยวกับป้าสักหน่อย หลีกไปนะ ฉันจะเข้าไป นี่มันบ้านของฉัน...” ชิวเหลียนยังคงไม่สำนึก แถมท่าทีก็ดูก้าวร้าวขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้เธอผอมซูบจนน่ากลัว เวลาถลึงตาขึ้นมาก็พอจะทำให้เด็กเล็กๆ ร้องไห้จ้าได้เลย
“บ้านของแกเหรอ” หญิงคนนั้นแค่นหัวเราะ
“ที่นี่คือบ้านสกุลหลิน ส่วนแกน่ะไม่ใช่คนของกองพลการผลิตตงเฟิงแล้ว พวกเรายังไม่แก่จนเลอะเลือนนะ ยังจำได้ดีว่าแกหย่ากับหลินรองไปแล้ว”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่ก็เริ่มผสมโรง
“ใช่ๆ พวกเราจำได้ ตอนหย่าก็ดูเด็ดขาดดีนี่นา แล้วไหงมาเสียใจเอาตอนนี้ล่ะ หรือว่าเห็นบ้านสกุลหลินเริ่มจะอยู่ดีกินดีขึ้นมาแล้ว”
“ตอนนี้เพิ่งจะมานึกได้ก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ ตอนนี้หลินรองน่ะเนื้อหอมจะตาย มีแต่คนอยากจะแนะนำสาวๆ ให้ ผู้หญิงหลายใจแบบนี้... เขาไม่ชายตาแลหรอก ฮ่าๆๆ”
หลินต้าตั้นกับหลินเอ้อร์ตั้นปีนขึ้นไปบนบันได พอเห็นว่าหน้าประตูบ้านเต็มไปด้วยผู้คน น้ำล้างกระทะที่อุตส่าห์เตรียมมาก็เลยหมดประโยชน์ ทำเอาสองพี่น้องผิดหวังไปตามๆ กัน
“พี่ใหญ่คะ เราจะไม่สาดน้ำใส่คนใจร้ายแล้วเหรอ” หลินสี่เป่าถือกระบวยน้ำเต้าเงยหน้าถามพี่ชายทั้งสอง
“ไม่สาดแล้ว!” หลินเอ้อร์ตั้นตะโกนตอบกลับมา
หลินสี่เป่าถอนหายใจอย่างเสียดาย เธอโยนกระบวยกลับลงถัง ก่อนจะอ้อนวอนพี่ชายว่าจะขอปีนบันไดขึ้นไปดูด้วยคน
“เป็นผู้หญิงปีนบันไดมันดูไม่เรียบร้อยนะ พ่อบอกว่าอาเล็กไม่เคยทำแบบนี้เลย” หลินต้าตั้นเอ่ยขึ้น
ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน การอ้างชื่อหลินเจาออกมาก็เป็นเหมือนไม้ตายที่ใช้จัดการหลินสี่เป่าได้เสมอ
เป็นไปตามคาด เด็กหญิงตัวน้อยเลยเลิกเซ้าซี้ แล้วเปลี่ยนเป็นขอให้พี่ชายเล่าสถานการณ์ข้างนอกให้ฟังแทน “พี่คะ งั้นเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิคะ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ดูเหมือนจะวุ่นวายกันจัง”
หลินต้าตั้นไม่ได้ปฏิเสธน้องสาว เขาทำหน้าที่เป็นผู้รายงานสถานการณ์สดๆ ให้เธอฟัง โดยมีหลินเซวียนกับหลินเจิงเดินเข้ามาร่วมวงฟังด้วยอีกสองคน
ชิวเหลียนถูกชาวบ้านรุมต่อว่าจนไม่สามารถเข้าใกล้ประตูบ้านได้แม้แต่ก้าวเดียว หลังจากทนอยู่ได้ประมาณสิบนาที เธอก็หมดความอดทน แหวกฝูงชนแล้ววิ่งหนีไป
ชาวบ้านต่างพากันหัวเราะชอบใจ
ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นหัวของเด็กชายทั้งสองคนโผล่พ้นกำแพง จึงตะโกนบอกด้วยรอยยิ้ม “ต้าตั้น เอ้อร์ตั้น คนไปแล้วนะ พวกเธอออกมาได้แล้ว”
หลินต้าตั้นหัวเราะแหะๆ “ขอบคุณครับพี่ชาย”
“ไม่ต้องเกรงใจไป พี่กับอารองของแกซี้กันจะตาย” พูดจบเขาก็เดินจากไป
หลินเอ้อร์ตั้นพึมพำกับตัวเอง “คนสนิทของอารองนี่เยอะจริงๆ เลยนะ”
เด็กหญิงสามคนที่อยู่ข้างล่างพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน ใช่ เยอะจริงๆ นั่นแหละ
อีกด้านหนึ่ง ชิวเหลียนเพิ่งวิ่งออกจากเขตของกองพลการผลิตตงเฟิงได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอกับน้องชายของตัวเองเข้าพอดี
เธอจ้องเขาเขม็งแล้วตวาดลั่น “ไอ้คนเนรคุณ! แกมันเป็นพวกเนรคุณ... ยังจะมาหาฉันอีกทำไม!”
พูดจบก็ปรี่เข้าไปทุบตีเขาทันที น้องชายของเธอโดนตีเข้าที่หน้าเต็มๆ จนเจ็บต้องร้องโอย เขาจึงรวบมือเธอไว้แน่น “เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย ฉันอุตส่าห์มารับเธอกลับบ้านนะ ยังจะมาหาเรื่องอีกเหรอ!”
เขารู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง “ก็พ่อกับแม่ไม่ยอมให้พี่เข้าบ้านนี่นา ฉันจะทำอะไรได้ ก็ต้องช่วยพูดเกลี้ยกล่อมพวกท่านสิ นี่กลายเป็นว่าฉันผิดเหรอ ได้! งั้นฉันไม่ยุ่งกับพี่แล้วก็ได้...”
พอพูดจบ น้องชายของชิวเหลียนก็สะบัดมือออกแล้วเดินหันหลังกลับไปทางเดิมอย่างหัวเสีย
ชิวเหลียนถึงได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดไป จึงรีบวิ่งตามไปง้อ “นี่... นี่แกมารับฉันกลับบ้านจริงๆ เหรอ”
น้ำตาของเธอไหลพราก “ฉันก็นึกว่าแม้แต่แกก็จะไม่เอาฉันแล้วซะอีก ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ฉันไม่มาที่นี่ตั้งแต่แรกหรอก แกไม่รู้หรอกว่าพวกบ้านสกุลหลินมันใจร้ายแค่ไหน พวกมันไล่ฉันออกมา แถมคนในหมู่บ้านยังด่าว่าฉันเป็นผู้หญิงหลายใจอีก...”
“...”
‘แล้วพี่ไม่ใช่ผู้หญิงหลายใจจริงๆ หรือไงล่ะ’ ชายหนุ่มร่างสันทัดที่หลังค่อมเล็กน้อยได้แต่คิดในใจ
“กลับกันก่อนเถอะ” เขาพูดตัดบทด้วยความรำคาญ
ถ้าไม่ใช่เพราะมีชาวเขาคนหนึ่งยอมจ่ายเงิน 50 หยวนเพื่อสู่ขอพี่สาวคนนี้ล่ะก็ เขาไม่มีทางถ่อมาถึงที่นี่ให้เสียเวลาหรอก
[จบบท]