บทที่ 464: ของขวัญของอารอง
หลินสี่เป่าตบอกตัวเองปุๆ อย่างกระตือรือร้น “มีหนูกับพวกพี่ๆ อยู่ทั้งคน ไม่มีใครกล้ามารังแกพี่เซวียนกับเจิงเจิงหรอกค่ะ”
“ต้องขอบคุณพวกหนูมากจริงๆ ไม่งั้นอาคงไม่สบายใจที่ต้องทิ้งพวกพี่เขาไว้ที่บ้าน” หลินซื่อเซิ่งฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่หลานสาวตัวน้อยอยากเห็นพอดี
รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงจึงยิ่งสดใสมากขึ้นไปอีก
“อารองคะ เมื่อไม่กี่วันก่อน พ่อของหนูเพิ่งเอาของที่อาเล็กทำเองมาให้พวกเราด้วยนะคะ มีทั้งเค้กแล้วก็เป็ดย่างอีกตั้งสองตัว น่าเสียดายที่อาไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นต้องได้กินด้วยกันแน่ๆ” หลินสี่เป่าทำหน้าเสียดายแทนอารองของตัวเอง
หลินซื่อเซิ่งหูผึ่งขึ้นมาทันที “เค้กที่อาเล็กของพวกหนูทำเองเลยเหรอ”
โธ่เอ๊ย เขาพลาดของดีไปจนได้ เจ็บใจชะมัด
“ใช่แล้วค่ะ อาเล็กทำให้พี่อวี้เป่ากับพี่เหิงเป่าเป็นของขวัญวันเกิด สองคนนั้นเกิดวันเดียวกัน อารองยังจำได้ใช่ไหมคะ” หลินสี่เป่าเอ่ยเตือน
“แล้วนี่อารองซื้อของขวัญมาให้พวกเขารึเปล่าคะ” ดวงตากลมโตใสแป๋วของเด็กหญิงชำเลืองมองไปที่สัมภาระที่หลินซื่อเซิ่งนำกลับมาด้วย
“อาไม่ได้กลับมาตั้งนาน ถ้าเกิดลืมวันเกิดของพวกเขาล่ะก็ พี่อวี้เป่าต้องเสียใจ ส่วนพี่เหิงเป่าต้องโกรธแน่ๆ เลยค่ะ”
มีหรือที่หลินซื่อเซิ่งจะลืม
เขาจำวันเกิดของหลานๆทุกคนได้ทุกปี
สมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยมีเงิน เขาก็มักจะต้มไข่หรือน่องไก่ให้เป็นของขวัญ ยิ่งปีนี้ได้เข้าทำงานในหน่วยขนส่งแล้ว เขายิ่งไม่มีทางลืม
“จำได้สิ” เขาตอบ
หลินสี่เป่าพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วฉีกยิ้มกว้าง “อารองคะ แล้วมีของขวัญของหนูด้วยรึเปล่า”
ระหว่างที่พูด ดวงตาสีดำขลับที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวก็กะพริบตาปริบๆ อย่างน่าเอ็นดู
“มีสิ มีของทุกคนนั่นแหละ” หลินซื่อเซิ่งพูดพลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มหลานสาวเบาๆ
เขาเฝ้ามองหลินสี่เป่าและพี่ชายทั้งสองของเธอเติบโตมาตั้งแต่เด็ก สำหรับเขาแล้ว เด็กๆ เหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแท้ๆ
หลินสี่เป่ากำลังจะอ้าปากถามว่าเป็นอะไร แต่สัมผัสหยาบกร้านบนแก้มทำให้เธอชะงัก เด็กหญิงคว้ามือของอารองขึ้นมาดู ก็เห็นรอยด้านที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ กับรอยบาดเล็กๆ หลายแห่ง
แววตาของเด็กหญิงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
เธอยู่ปาก น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “อารองคะ งานที่หน่วยขนส่งเหนื่อยมากเลยเหรอคะ ถ้าอาเหนื่อยขนาดนี้ เราเลิกทำดีไหมคะ”
หัวใจของหลินซื่อเซิ่งพลันอ่อนยวบ “ไม่เหนื่อยหรอก ยังไงก็ไม่เหนื่อยเท่าทำงานในนา”
หลินสี่เป่าเคยลองเก็บรวงข้าวมาก่อน มันเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยจนแทบยืดตัวไม่ขึ้น
ใบหน้าเล็กๆ ของเธอย่นเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดปัญหาชีวิตครั้งใหญ่
เธอถอนหายใจออกมา “ทำงานในนาก็เหนื่อย ไปอยู่หน่วยขนส่งก็เหนื่อย แล้วทำอะไรถึงจะไม่เหนื่อยล่ะคะ เป็นพนักงานขายไม่เหนื่อยเหรอ”
“บนโลกนี้มีงานไหนไม่เหนื่อยบ้างล่ะ เพียงแต่บางงานอาจจะสบายกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง” หลินซื่อเซิ่งอธิบาย
หลินสี่เป่าขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพองลมเข้าแก้มเหมือนตัดสินใจเรื่องสำคัญได้
“ถ้างั้นต่อไปถ้าอาเล็กให้ของขวัญหนูอีก หนูจะไม่รับแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเธอฟังดูฝืนใจเต็มทน แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันบีบหัวใจเธอแค่ไหน
หลินซื่อเซิ่งเห็นแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ถ้าหนูไม่ยอมรับของขวัญ อาเล็กของหนูก็จะคิดว่าหนูทำตัวห่างเหินกับอาเขาน่ะสิ ถึงตอนนั้นแหละอาเขาถึงจะไม่พอใจของจริง”
หลินสี่เป่าไม่อยากให้อาเล็กไม่พอใจอยู่แล้ว เธอจึงพูดอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ถ้าอย่างนั้น...หนูรับก็ได้ค่ะ”
เด็กหญิงใช้มือขวาเท้าคาง ทำท่าเลียนแบบคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน “พูดยากแท้ ชีวิตนี้มันยากไปซะทุกอย่าง”
หลินซื่อเซิ่งถึงกับไปไม่เป็น
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร หลินสี่เป่าก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มร่าให้เขา แล้วถามอย่างมีเลศนัยว่า “อารอง ดูสิคะว่าหนูแสดงเหมือนรึเปล่า”
“...เหมือนมาก”
หลังจากหลินซื่อเซิ่งไปอาบน้ำและโกนหนวดเคราจนเกลี้ยงเกลา ทุกคนถึงได้สังเกตเห็นว่าเขาดูซูบผอมลงไปมาก
หลินเซวียนยกชามบะหมี่ร้อนๆ ออกมาให้พ่อพอดี
“พ่อคะ รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ อยู่นะคะ”
หลินซื่อเซิ่งยิ้มให้ลูกสาวแล้วเริ่มลงมือกินบะหมี่ในชามทันที ด้วยความหิวจัด ท่าทางการกินของเขาจึงดูไม่น่ามองนัก แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเรื่องนั้น
เมื่อกินจนหมดชาม เขาก็รู้สึกเหมือนได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
“เฮ้อ! เดินทางรอบนี้ต้องกินแต่หมั่นโถวแห้งๆ ทุกวัน ฉันนี่เบื่อจนจะแย่อยู่แล้ว”
ต้าตั้นจึงถามขึ้นว่า “แล้วทำไมอาไม่ไปหาอะไรกินที่ภัตตาคารของรัฐล่ะครับ”
“จะไปมีภัตตาคารของรัฐที่ไหนกันล่ะ เส้นทางที่ขับรถผ่านมีแต่ป่าเขาทุรกันดาร มองไปข้างหน้าก็ไม่มีหมู่บ้าน มองไปข้างหลังก็ไม่มีร้านรวง จอดพักตรงไหนก็นอนกันตรงนั้น แถมยังนอนหลับสนิทไม่ได้ด้วยนะ ต้องคอยระวังของจะถูกขโมย... งานที่หน่วยขนส่งหาเงินได้เยอะก็จริง แต่มันก็เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ” เมื่อเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ หลินซื่อเซิ่งจึงเล่าเรื่องบางส่วนที่พอจะเล่าให้ฟังได้
แน่นอนว่าเรื่องที่เขาเอาตัวไปรับมีดแทนคนอื่นนั้น เขาไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่คำเดียว
“พ่อครับ แม่ครับ เดือนหน้าผมจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วครับ” หลินซื่อเซิ่งหันไปบอกข่าวดีกับครอบครัว
ซ่งซีเวยสังเกตเห็นท่าทีไม่เป็นธรรมชาติของแขนลูกชายคนรองตั้งแต่แรกแล้ว พอได้ยินที่เขาพูดดังนั้น เธอจึงปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในใจ
“ไม่เป็นอะไรแน่นะ” แววตาของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย คำถามนั้นดูผิวเผิน แต่คนที่ฟังย่อมรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่
หลินซื่อเซิ่งรีบขยับแขนข้างที่เจ็บให้ดูพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรเลยครับแม่!”
ซ่งซีเวยขมวดคิ้วมุ่น
ชายหนุ่มจึงรีบกลับมานั่งตัวตรงอย่างสำรวม
หลินเฮ่อหลิงตบไหล่ภรรยาเบาๆ ก่อนจะหันไปมองลูกชายคนรอง “ในเมื่อจะได้บรรจุแล้วก็ตั้งใจทำงานให้ดี อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าไปยุ่งเกี่ยว ทำตัวนิ่งๆ เข้าไว้”
“ผมเข้าใจแล้วครับพ่อ” หลินซื่อเซิ่งรับคำอย่างหนักแน่น
เมื่อเห็นลูกชายเข้าใจ สามีภรรยาบ้านหลินก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ต้าตั้นถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “อารองจะได้เป็นคนขับรถแล้วเหรอครับ”
“ตอนนี้ยังหรอก คงต้องรออีกหลายเดือนกว่าจะได้เป็นคนขับจริงๆ” หลินซื่อเซิ่งตอบ เขายังต้องเรียนรู้อีกเยอะ
“แค่นี้ก็สุดยอดแล้วครับอารอง! ถ้าเหิงเป่ารู้ว่าอาได้ขับรถบรรทุกคันใหญ่ตัดหน้าเขาไปก่อน รับรองว่าเขาต้องอิจฉาอามากแน่ๆ”
หลินซื่อเซิ่งเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ เขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน!
ระหว่างที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านที่สนิทสนมกับหลินซื่อเซิ่งแวะมาหา
“ซื่อเซิ่ง ได้ยินว่านายกลับมาแล้ว ฉันเลยแวะมาคุยด้วยหน่อย”
“งั้นเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่า ที่บ้านฉันจะได้พักผ่อนกัน” หลินซื่อเซิ่งชวนเพื่อนออกไปข้างนอก
“ได้เลย”
ทั้งสองเดินคุยกันไปทางตีนเขา ระหว่างทางก็ก้มลงเก็บเศษฟืนติดไม้ติดมือไปด้วย
เพื่อนของเขาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน เขาถามหลินซื่อเซิ่งว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไรบ้าง หลินซื่อเซิ่งก็นึกอะไรออกก็เล่าไปตามนั้น ถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้พบเจอมาให้เพื่อนฟัง
เมื่อฟังจบ ใบหน้าที่กรำแดดจนคล้ำของเพื่อนก็ฉายแววฝันใฝ่
“อย่างน้อยนายก็ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาแล้ว ดีกว่าก้มหน้าก้มตาทำนาตั้งเยอะ! ตั้งใจทำงานล่ะเพื่อน พอวันไหนที่นายได้ดีมีชื่อเสียงแล้ว อย่าลืมมาฉุดไอ้น้องคนนี้ตามไปด้วยนะ” เขาพูดติดตลก
แต่ใครจะคิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเร็วกว่าที่คาด
“อีกสองเดือนข้างหน้า ที่หน่วยขนส่งต้องการคนงานชั่วคราวไปช่วยขนของ เป็นงานแค่สองเดือนนะ งานหนักมาก แถมเงินก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่ สนใจไหม” หลินซื่อเซิ่งเอ่ยถาม
อันที่จริง นี่เป็นเหมือน ‘รางวัล’ ที่เขาได้รับบาดเจ็บที่แขน เขาได้โควตามา 3 ที่นั่ง ที่หนึ่งเขาตั้งใจจะให้เพื่อนสมัยเด็กคนนี้ ส่วนอีกสองที่ก็จะให้สหายรุ่นน้องอีกสองคนที่เคยช่วยเหลือเรื่องหย่าร้างของเขาจนสำเร็จ
“สนใจสิ! มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไม่สน” เพื่อนของเขาตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น รีบเข้าไปช่วยหลินซื่อเซิ่งมัดฟืนอย่างเอาอกเอาใจ “นายไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง ฟืนสำหรับฤดูหนาวของบ้านนายปีนี้ ฉันรับผิดชอบทั้งหมด!”
หลินซื่อเซิ่งถึงกับพูดไม่ออก “ไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นหรอก”
“จำเป็นสิ! เรื่องดีๆ แบบนี้นายยังอุตส่าห์นึกถึงฉัน แค่ช่วยเก็บฟืนให้จะเป็นอะไรไป ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ” เพื่อนของเขายืนกราน ก่อนจะเดินเข้ามาโอบไหล่หลินซื่อเซิ่งแล้วตบเบาๆ สองสามที “ขอบใจมากนะเพื่อน”
“อย่าเกรงใจไปเลยน่า” หลินซื่อเซิ่งโบกมือ “แต่ก็เหมือนเดิมนะ ถ้าฉันกับพี่ใหญ่ไม่อยู่บ้าน... ก็ฝากนายช่วยสอดส่องดูแลที่บ้านฉันด้วยแล้วกัน”
เพื่อนของเขาตบอกรับปากอย่างแข็งขัน “วางใจได้เลย! มีฉันอยู่ทั้งคน รับรองว่าจะไม่มีใครแตะต้องคนในบ้านนายได้แม้แต่ปลายเล็บ”
หลังจากคุยเรื่องน่ายินดีจบ เพื่อนของเขาก็เริ่มเล่าเรื่องของครอบครัวชิวให้ฟัง
พอได้ยินว่าชิวเหลียนกลับมาแล้ว หลินซื่อเซิ่งก็ขมวดคิ้วทันที
เขายังไม่ทันได้เรียบเรียงความรู้สึกของตัวเองดี ก็ได้ยินข่าวต่อมาว่าชิวเหลียนถูกครอบครัวของตัวเองจับ “แต่งงาน” ส่งเข้าไปอยู่ในป่าเขา แววตาของเขาก็ฉายแววสับสนซับซ้อนขึ้นมา
เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ นอกจากความรู้สึกสังเวชใจ
ผู้หญิงคนนั้นคิดเสมอว่าครอบครัวฝั่งแม่คือที่พึ่งสุดท้ายของเธอ เธอให้ความสำคัญกับบ้านแม่มากกว่าครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองเสียอีก มาตอนนี้กลับต้องลงเอยในสภาพนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกเสียใจบ้างหรือเปล่า
แต่ไม่ว่าเธอจะเสียใจหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาและลูกสาวทั้งสองอีกต่อไปแล้ว
เขาได้แต่หวังว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่กลับมาปรากฏตัวในชีวิตของพวกเขาอีก
เพราะการกลับมาของเธอ มีแต่จะนำเรื่องซุบซิบนินทามาให้พวกเขาไม่จบไม่สิ้น
[จบบท]