บทที่ 468: บ้านเรามีคนงาน 5 คน
ครั้งนี้หลินซื่อชางยอมรับน้ำใจแต่โดยดี เพราะเป็นเพียงการฝากบอกต่อเท่านั้น เขาไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยมาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหายต้องขุ่นข้องหมองใจ
“ตกลง”
บ่ายวันเดียวกันนั้น หลินซื่อชางแวะไปที่บ้านตระกูลซ่งก่อนจะนำเงินติดตัวนั่งรถเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อจักรยาน เขาขี่รถคันใหม่เอี่ยมกลับมาจอดไว้หน้าสหกรณ์การค้าและการตลาดอย่างภาคภูมิใจ
เชียนเป่าเป็นคนแรกที่เหลือบไปเห็นลุงของตัวเอง เด็กน้อยส่งเสียงเรียกอย่างนุ่มนวล “ลุงใหญ่มาแล้วครับ!”
หลินเจาหันมองตามที่ลูกชายชี้ ก็เห็นจักรยานคานคู่คันใหม่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน
“พี่ใหญ่! ซื้อจักรยานมาได้แล้วเหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี
หลินซื่อชางจัดการล็อกรถเสร็จสรรพก่อนจะเดินเข้ามาในร้าน “ซื้อมาแล้วล่ะ ใช้ตั๋วที่เธอให้มาพอดีเลย เจาเจา ขอบใจมากนะ ไม่อย่างนั้นพี่คงต้องรอไปอีกไม่รู้เมื่อไหร่กว่าจะได้มีจักรยานเป็นของตัวเอง”
“บังเอิญได้มาน่ะค่ะ” หลินเจาอมยิ้ม “ถ้าจะขอบคุณจริงๆ ต้องขอบคุณพี่เฟินนะคะ ต้นทางของตั๋วจักรยานมาจากพี่เขาทั้งนั้น”
ชายหนุ่มจึงหันไปทางเพื่อนร่วมงานของน้องสาวแล้วกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณมากนะครับพี่เฟิน”
“พวกเธอสองพี่น้องนี่ขี้เกรงใจกันจัง” หลี่เฟินโบกมือปฏิเสธ “เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว พอฉันได้ยินว่ามีคนอยากขาย จะไม่รีบบอกพวกเธอได้ยังไง”
เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “อีกอย่างฉันก็แค่เป็นคนกลางส่งข่าวให้เท่านั้น เงินก็เงินเจาเจา ฉันไม่ได้ทำอะไรมากมายเลย”
หลินซื่อชางแย้งในใจ ‘จะเป็นไปได้ยังไง!’
ในยุคสมัยนี้ ช่องทางการหาของสำคัญกว่าเงินทองเสียอีก!
ดูอย่างเพื่อนร่วมงานของเขาสิ อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งหลายปี แต่จนป่านนี้ยังไม่ได้แม้แต่ล้อรถด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะไม่มีตั๋วยังไงล่ะ
เขาจดจำบุญคุณของหลี่เฟินเอาไว้ในใจเงียบๆ ตั้งมั่นว่าเมื่อไหร่ที่หยวนเซียงกับหลี่ซงแต่งงานกัน เขาจะมอบของขวัญชิ้นโตให้เป็นการตอบแทน
ก่อนหน้านี้หลินเจาได้มอบไข่ไก่ 20 ฟองกับแป้งสาลีอย่างดี 2 ชั่งให้หลี่เฟินเพื่อเป็นการขอบคุณไปแล้ว เธอจึงไม่ได้รู้สึกติดค้างอะไรอีก
หญิงสาวชวนคุยเรื่องอื่น “ต่อไปนี้พี่ใหญ่จะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายแล้วนะคะ!”
หลินซื่อชางพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ สะดวกขึ้นเยอะเลยล่ะ”
“ที่บ้านเรามีจักรยานสักคันก็ดีเหมือนกันนะคะ เผื่อพ่อกับแม่จะออกไปทำธุระอะไรข้างนอกจะได้สะดวกขึ้น” หลินเจาเคยสัมผัสความสะดวกสบายจากการมีจักรยานเป็นของตัวเองมาแล้ว เธอจึงอยากหาจักรยานให้ที่บ้านพ่อแม่มาโดยตลอด
เมื่อความตั้งใจเป็นจริงเสียที รอยยิ้มแห่งความสุขจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
“อืม” หลินซื่อชางยิ้มรับ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่จักรยานคันใหม่อย่างตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ถูก
เขาไม่ได้เอ่ยปากเรื่องคืนเงินให้น้องสาว เพราะรู้ดีว่าหากทำตัวห่างเหินเกินไป เจาเจาจะต้องโกรธแน่ๆ อีกอย่างในอนาคตยังมีโอกาสอีกมากมายให้เขาได้ตอบแทนน้ำใจของน้องสาวอยู่แล้ว
“พี่ใหญ่ลาพักช่วงบ่ายมาเหรอคะ” หลินเจาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่ชายของเธอดูไม่รีบร้อน
“ใช่ พี่ลามาครึ่งวันเพื่อไปซื้อจักรยานโดยเฉพาะเลย”
หลินเจาพยักหน้าเข้าใจ เธอไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุเลยสักนิด เพราะการมีจักรยานเพิ่มขึ้นมาในบ้านสักคันถือเป็นเรื่องใหญ่มาก การลาหยุดครึ่งวันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ในตอนนั้นเอง เสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้นพอดี
“เลิกงานแล้วใช่ไหม เดี๋ยวพี่ขี่รถไปส่งที่บ้านนะ” หลินซื่อชางอาสา
บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากสหกรณ์มากนัก สามารถเดินกลับได้สบายๆ หลินเจาจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องรบกวน “พี่ใหญ่ไปรับอวี้เป่ากับเหิงเป่าที่โรงเรียนดีกว่าค่ะ”
หลินซื่อชางเห็นด้วย เขากำชับให้เชียนเป่าและเหยาเป่าอยู่กับแม่ดีๆ ก่อนจะขอตัวแยกออกไป
เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนพอดี เด็กนักเรียนทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ต่างทยอยกันเดินออกมาจากประตูโรงเรียน
จักรยานคันใหม่เอี่ยมที่จอดอยู่หน้าประตูนั้นโดดเด่นสะดุดตา จนเด็กๆ หลายคนต้องหยุดมองด้วยความสนใจ
หลินต้าตั้นและหลินเอ้อร์ตั้นได้รูปร่างสูงใหญ่มาจากปู่ย่า อีกทั้งยังได้กินอิ่มนอนหลับ พวกเขาจึงดูตัวโตกว่าเด็กในวัยเดียวกันเล็กน้อย
สองพี่น้องมองเห็นพ่อของตัวเองได้ในทันที
“พ่อ!?!” หลินต้าตั้นตะโกนเรียกเสียงดัง กึ่งไม่เชื่อสายตาตัวเองกึ่งตื่นเต้นดีใจ
หลินซื่อชางโบกมือเรียกเด็กๆ ทั้งลูกของตัวเองและหลานๆ บ้านกู้ให้เดินเข้ามาหา
“พ่อครับ พ่อไปเอาจักรยานมาจากไหนเหรอครับ ของบ้านเราเหรอ” หลินต้าตั้นเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
หลินเอ้อร์ตั้นเกาหัวแกรกๆ “บ้านเรามีเงินซื้อจักรยานด้วยเหรอ”
หลินต้าตั้นใช้แขนล็อกคอของน้องชาย แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “ทำไมบ้านเราจะซื้อไม่ไหว ที่บ้านเรามีคนทำงานหาเงินตั้ง 5 คนนะเว้ย การซื้อจักรยานสักคันน่ะเรื่องจิ๊บๆ”
หลินเอ้อร์ตั้นกะพริบตาปริบๆ “5 คนมาจากไหนกัน!”
เด็กๆ บ้านกู้ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
คนทำงาน 5 คนเลยเหรอ?!!
ยังไม่ทันที่หลินต้าตั้นจะได้อ้าปากพูด เหิงเป่าผู้ชาญฉลาดก็แจกแจงอย่างคล่องแคล่ว “ลุงใหญ่ทำงานที่โรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้า ลุงรองอยู่หน่วยขนส่ง ลุงสามเป็นทหาร ลุงสี่เป็นคุณหมอ ส่วนแม่ของผมก็ทำงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาด รวมเป็น 5 คน ถูกต้องแล้วนี่ครับ”
หลี่เป่าร้องออกมาอย่างทึ่งๆ “ว้าว!!”
เถี่ยตั้นแย้งขึ้น “ไม่ใช่นะครับ อาสะใภ้สามเป็นคนของบ้านกู้ต่างหาก”
อวี้เป่าทำหน้าจริงจังแล้วตอบกลับไปว่า “ไม่ใช่ซะหน่อย แม่ของผมเป็นลูกสาวของบ้านหลินก่อน แล้วถึงจะได้มาเป็นสะใภ้ของบ้านกู้ทีหลังต่างหาก”
คำพูดของหลานชายคนโตทำให้หลินซื่อชางรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะย่อตัวลงอุ้มอวี้เป่าขึ้นมานั่งบนคานหน้าของจักรยาน
เด็กน้อยยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
หลินสี่เป่าเองก็อยากนั่งจักรยานเหมือนกัน เด็กหญิงอ้าแขนออกหาพ่อของตน “พ่อคะ หนูอยากนั่งด้วย!”
หลินซื่อชางไม่เคยปฏิเสธลูกสาว เขาช้อนตัวลูกสาวขึ้นมานั่งบนเบาะหลังอย่างง่ายดาย
“ข้างหลังยังไม่ได้ติดเบาะรองนั่งนะลูก ทนเมื่อยก้นหน่อยแล้วกัน พอกลับถึงบ้านแล้วพ่อจะให้แม่ทำเบาะนุ่มๆ มาผูกติดไว้ให้” เขาบอกลูกสาว จากนั้นจึงหันไปมองหลินเซวียนกับหลินเจิงซึ่งเป็นหลานสาวอีกสองคน “บ่ายนี้ลุงลาหยุดมา เดี๋ยวจะขี่จักรยานไปส่งที่บ้านนะ ทุกคนจะได้นั่งกันถ้วนหน้า ไม่ต้องรีบร้อน”
หลินเซวียนยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ
ส่วนหลินเจิงก็ยิ้มตาหยีอย่างน่ารัก “ดีเลยค่ะ”
“พ่อครับ แล้วผมกับเอ้อร์ตั้นขี่ได้ไหม” หลินต้าตั้นถามด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
“ได้สิ จักรยานของบ้านเราเอง อยากจะขี่เล่นยังไงก็ขี่ได้เลย” หลินซื่อชางตอบอย่างใจดี
เขาไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว จักรยานซื้อมาก็เพื่อให้ทุกคนได้ใช้งาน ถ้ามัวแต่กลัวพัง กลัวเป็นรอย แล้วจะซื้อมันมาจอดไว้เฉยๆ ทำไม
สองพี่น้องต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“พี่! ต่อไปนี้เราจะได้ขี่จักรยานเล่นรอบหมู่บ้านกันแล้ว!” หลินเอ้อร์ตั้นตะโกนอย่างตื่นเต้น
แค่รอให้พวกเขาขี่จนคล่องเสียก่อน การจะไปหาอาหญิงเล็กที่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลังจากเดินไปได้สักพัก หลินซื่อชางก็บอกให้เด็กๆ ที่เหลือรออยู่กับที่ ส่วนเขาจะขี่จักรยานไปส่งอวี้เป่ากับเหิงเป่าที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับมารับพวกที่เหลือ ส่วนเด็กๆ บ้านกู้คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้านที่กองพลการผลิตเฟิงโซว
…
หลินเจาพาลูกแฝดชายหญิงกลับมาถึงบ้านได้ไม่นานนัก กู้ฉาน พี่สาวของสามีก็พาลูกชายทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือน ในมือของเธอยังมีห่อของติดมาด้วย
“พี่ใหญ่” หลินเจาเอ่ยทักทาย
กู้ฉานเห็นน้องสะใภ้กำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้าปูที่นอนผืนใหญ่อยู่ก็รีบวางของในมือลงแล้วตรงเข้าไปแย่งงานมาทำทันที
“ทำไมเธอถึงมาซักผ้าปูที่นอนเองล่ะ มันหนักจะตายไป มานี่เลย เดี๋ยวพี่จัดการเอง!” เธอร่ายยาว “พี่บอกเธอแล้วไงว่าถ้ามีเสื้อผ้าสกปรกหรือผ้าปูที่นอนที่ต้องซักก็ให้ทิ้งไว้เฉยๆ เดี๋ยวพี่มาซักให้เอง พี่แรงเยอะจะตายไป ทำงานแบบนี้จนชินแล้ว แป๊บเดียวก็เสร็จเรียบร้อย เธอจะมาเสียแรงเสียเวลาทำไมกัน”
พูดจบเธอก็เบียดตัวหลินเจาออกไปจากกะละมัง “ไปเลยๆ ไปเล่นกับลูกๆ เถอะ”
หลินเจาได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
“อย่างน้อยก็ให้ฉันล้างฟองสบู่ออกจากมือก่อนสิคะ พี่ใหญ่ที่แสนดีของฉัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
คำว่า ‘พี่ใหญ่ที่แสนดี’ เพียงคำเดียวก็ทำให้กู้ฉานยิ้มปากแทบฉีกถึงหู
“มาๆ เดี๋ยวพี่ตักน้ำล้างให้” เธอใช้กระบวยตักน้ำสะอาดราดลงบนมือของน้องสะใภ้
หลินเจาเช็ดมือจนแห้งสนิทก่อนจะเดินเข้าบ้านไปหยิบขนมขบเคี้ยวออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมเกลียวทอดกรอบๆ เมล็ดแตงโม ถั่วลิสงคั่วหอมๆ และลูกอมตังเมกุ้งรสหวาน
“ต้าสือโถว เสี่ยวสือโถว มากินขนมกันเร็ว” เธอส่งเสียงเรียกหลานชายทั้งสอง
เด็กชายทั้งสองสนิทสนมกับอาสะใภ้สามเป็นอย่างดีจึงไม่ทำตัวเกรงใจ พวกเขาแบ่งขนมเกลียวทอดกันคนละครึ่งอย่างรู้งาน และยังไม่ลืมที่จะป้อนน้องชายหญิงฝาแฝดที่นั่งเล่นอยู่ข้างๆ ด้วย
“พี่ใหญ่ เรื่องงานของพี่เป็นยังไงบ้างคะ” หลินเจาเอ่ยถามถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดของพี่สาวสามีในตอนนี้
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้ฉานทันที “เรียบร้อยแล้วจ้ะ เรื่องเพิ่งโอนย้ายไปที่โรงงานวันนี้เอง”
“ยินดีด้วยนะคะพี่ใหญ่” หลินเจาดีใจไปกับเธอด้วยจริงๆ
แต่นึกขึ้นได้ถึงปัญหาที่จะตามมา เธอจึงถามต่อ “แล้วเรื่องที่พักล่ะคะ พี่ใหญ่จะพักที่หอพักของโรงงานหรือเปล่า”
“ไม่ล่ะ” กู้ฉานตอบ เธอได้ปรึกษาเรื่องนี้กับสามีเรียบร้อยแล้ว และตัดสินใจว่าจะไม่พักที่หอพัก เพราะเป็นห่วงลูกชายทั้งสองคน “พี่จะเดินทางไปกลับจากบ้านนี่แหละ”
แต่นั่นก็หมายความว่าจะต้องลำบากมาก
การเดินทางไปกลับที่ทำงานใช้เวลานานมาก ร่างกายจะทนความเหนื่อยล้าได้อย่างไร
หลินเจาครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียวก็เสนอขึ้นมาว่า “ถ้าอย่างนั้น พี่ใหญ่เอาจักรยานของฉันไปใช้ขี่ไปทำงานก่อนสิคะ”
ทุกวันนี้พวกเด็กๆ อย่างปังปังก็เดินไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้านอยู่แล้ว จักรยานที่จอดทิ้งไว้ที่บ้านเก่าจึงไม่ค่อยได้ใช้งาน สู้ให้พี่สาวสามีนำไปใช้ประโยชน์ยังจะดีเสียกว่า
[จบบท]