บทที่ 470: ข่าวดี
เลขาธิการคอมมูนต้องดูแลสารทุกข์สุกดิบของทุกคนในคอมมูน ความยากจนของแต่ละกองพลการผลิตทำให้เขาพลอยกลัดกลุ้มไปด้วย แต่พอได้เห็นว่ากองพลการผลิตเฟิงโซวสามารถบุกเบิกเส้นทางใหม่ขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ดีมาก! ดีจริงๆ!” เขากล่าวชื่นชมออกมา
“เรื่องนี้ผมจะช่วยรายงานให้เบื้องบนเอง ส่วนรางวัลที่พวกคุณสมควรจะได้รับ เดี๋ยวจะถูกส่งตามไปที่กองพลการผลิตเฟิงโซวแน่นอน” เลขาธิการคอมมูนให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
ผู้ใหญ่บ้านดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “ต้องรบกวนท่านเลขาฯ แล้วครับ”
ถึงแม้รางวัลที่ว่านี้จะไม่ได้มอบให้เขาโดยตรง แต่เมื่อกองพลการผลิตที่เขาดูแลได้รับมา เขาก็ย่อมได้หน้าได้ตาไปด้วย
เลขาธิการคอมมูนโบกมือปฏิเสธ “อันที่จริง ผมอยากให้มีคนแบบพวกคุณเพิ่มขึ้นมาอีกหลายๆ คนด้วยซ้ำ”
เขาจะได้สบายใจขึ้นอีกเยอะ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดหาทางรอดให้แต่ละกองพลการผลิต
แม้สิ่งนี้จะเป็นความรับผิดชอบของเขาโดยตรง แต่จำนวนกองพลการผลิตมันก็เยอะเกินไป ถ้ามีแค่หนึ่งหรือสองแห่งก็ยังพอไหว แต่เป็นสิบแห่งแบบนี้จะให้คิดหาทางออกให้ทั้งหมดได้อย่างไร
หากคิดไม่ออกก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดคิดออกขึ้นมาได้ จะเลือกมอบโอกาสนี้ให้ใครดีล่ะ การให้ความช่วยเหลือใครเป็นพิเศษย่อมนำมาซึ่งคำครหาไม่รู้จบสิ้น อาจจะมีคนแอบซุบซิบกันว่าทำไมเลขาธิการคอมมูนถึงมอบโอกาสนี้ให้กองพลการผลิตนั้น หรือว่ากองพลการผลิตนั้นให้สินบนอะไรเขาหรือเปล่า
อย่าได้ดูถูกพลังของข่าวลือเป็นอันขาด เพราะมันร้ายแรงกว่าที่คิด
กรณีของกองพลการผลิตเฟิงโซวนับว่าดีเยี่ยม เพราะหนทางนี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในกองพลช่วยกันคิดขึ้นมาเอง แบบนี้ก็ไม่มีใครสามารถพูดจาในแง่ลบได้
ถ้าอยากได้โอกาสแบบนี้บ้าง ก็ต้องไปขบคิดแล้วก็ลองลงมือทำด้วยตัวเองสิ
ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าทีของเลขาธิการคอมมูนที่สนับสนุนโครงการของพวกเขาเต็มที่ ก็รีบเอ่ยถามขึ้น “ท่านเลขาฯ ครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เริ่มเพาะปลูกเห็ดในปริมาณมากๆ ได้เลยใช่ไหมครับ”
เขาประสานมือเข้าด้วยกันอย่างนอบน้อม “ท่านก็คงทราบดีว่าสมาชิกทุกคนกำลังตั้งตารอ ผมเลยอยากได้คำตอบที่ชัดเจนไปแจ้งให้พวกเขาสบายใจ”
“ลุยเลย!” เลขาธิการคอมมูนตอบกลับมาเพียงพยางค์เดียว
เพียงเท่านี้ ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“ครับ! พอกลับไปถึง ผมจะระดมพลทุกคนให้มาช่วยกันปลูกเห็ดเพื่อเพิ่มรายได้ของเราทันที”
เลขาธิการคอมมูนให้ความมั่นใจกับพวกเขาอีกครั้ง “เรื่องขั้นตอนต่างๆ ผมจะคอยดูแลให้เอง พวกคุณแค่ตั้งหน้าตั้งตาทำไปให้เต็มที่ก็พอ”
ทั้งผู้ใหญ่บ้านและพ่อกู้ต่างก็ยิ้มแก้มปริ ในยุคที่ทุกอย่างเป็นของส่วนรวมแบบนี้ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ตอนนี้เมื่อมีคำสั่งจากเลขาธิการคอมมูนแล้ว พวกเขาก็สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังเสียที
แผ่นหลังของชายวัยกลางคนทั้งสองที่กำลังเดินจากไปนั้นดูเปี่ยมไปด้วยพลังใจอันแรงกล้า
“กลับรถเทียมวัวกันเถอะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง!” ผู้ใหญ่บ้านตบหน้าอกอย่างใจกว้าง ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก
พ่อกู้เดินตามไปสมทบ “ไอ้เฒ่านี่นานๆ จะใจป้ำสักที งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
หลังจากนั่งบนรถเทียมวัวได้ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านก็ใช้ศอกกระทุ้งไหล่พ่อกู้เบาๆ “เฮ้ นั่นกู้ฉาน ลูกสาวแกไม่ใช่เหรอ”
พ่อกู้มองตามสายตาของเขาไป และก็เห็นว่าเป็นลูกสาวของตัวเองจริงๆ เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปหา
“อาฉาน ทำไมลูกมาอยู่ที่นี่ได้” น้ำเสียงของเขาแฝงความกังวลไว้ลึกๆ กลัวว่าลูกเขยจะเป็นอะไรไปอีก
กู้ฉานจูงมือลูกชายทั้งสองคนเดินเข้ามาหา “พ่อคะ” เธอทักทายก่อนจะอธิบาย “หนูจะกลับบ้านค่ะ พอดีมีธุระนิดหน่อย”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ธุระ’ พ่อกู้ก็เข้าใจในทันทีว่ามันคือเรื่องอะไร คงไม่พ้นเรื่องสำคัญอย่างการนำเงินมาคืน
เขาพยักหน้ารับรู้ “อืม งั้นก็ดีเลย กลับพร้อมพ่อไปเลยแล้วกัน”
ต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวประสานเสียงเรียกคุณตา
พ่อกู้ลูบศีรษะหลานชายแต่ละคนด้วยความเอ็นดู “ดูผอมไปนะ เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้วจะให้ยายทำของอร่อยๆ ให้กิน”
ต้าสือโถวหัวเราะร่า “พวกเรากินข้าวที่บ้านอาสะใภ้สามมาแล้วครับ”
คำตอบนั้นทำเอาพ่อกู้พูดอะไรไม่ออก เขาไม่มั่นใจเลยว่าอาหารที่บ้านจะสู้บ้านลูกชายคนที่สามได้ อย่างอื่นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ บ้านนั้นตามใจเด็กๆ ที่สุด คงปล่อยให้หลานเขากินจนพุงกางไปแล้ว
“อาฉาน เมื่อเช้าแม่ของลูกเพิ่งแลกไก่มาได้ตัวหนึ่ง เดี๋ยวลูกเอาติดมือกลับไปด้วยนะ เอาไปตุ๋นซุปบำรุงให้สามีลูก คนเจ็บต้องกินของดีๆ แผลจะได้หายไวๆ” พ่อกู้เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง
กู้ฉานซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก “พ่อคะ…”
พ่อกู้เอื้อมมือไปตบไหล่ลูกสาวเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ “คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกเสมอ อะไรที่พ่อกับแม่พอจะทำให้ได้ พวกเราไม่เคยลังเลเลย ส่วนอะไรที่เกินกำลังไป ลูกก็อย่ามองว่าพวกเราไร้ความสามารถเลยนะ”
“พ่อคะ!” กู้ฉานร้องออกมาอย่างไม่พอใจ คำพูดของพ่อเหมือนมีดกรีดลงไปในใจของเธอ เธอจะไปคิดแบบนั้นได้อย่างไรกัน
“เอาล่ะๆ พ่อไม่พูดแล้ว” พ่อกู้รีบปลอบ
ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ อดหัวเราะกับภาพตรงหน้าไม่ได้ แต่พ่อกู้ก็ไม่ได้ใส่ใจเขา
“พ่อคะ หนูโอนสิทธิ์ในการรับปันส่วนอาหารไปขึ้นกับโรงงานแล้วค่ะ” กู้ฉานเอ่ยประโยคที่ราวกับเป็นระเบิดลูกใหญ่ออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
รอยยิ้มของผู้ใหญ่บ้านหายวับไปในพริบตา เขาหันขวับมามองเธออย่างตกตะลึง “เข้าโรงงานเหรอ” เสียงของเขาดังลั่นจนกู้ฉานสะดุ้งตกใจ
ต้าสือโถวขมวดคิ้วมองผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่พอใจ
พ่อกู้จึงสืบศอกใส่สีข้างของผู้ใหญ่บ้านไปทีหนึ่ง “ตะโกนเสียงดังทำไมน่ะ ลูกสาวฉันตกใจหมดแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านได้แต่คิดในใจว่าลูกสาวแกก็ไม่ใช่ตุ๊กตาแก้วสักหน่อย
เขาลูบแขนที่โดนกระแทกป้อยๆ แล้วหันไปถามกู้ฉานอีกครั้ง “อาฉาน ที่เมื่อกี้เธอบอกว่าโอนสิทธิ์ปันส่วนเข้าเมืองไปแล้ว มันหมายความว่ายังไงกันแน่”
พ่อกู้รู้เรื่องอยู่แล้ว เขาจึงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด “จะมีความหมายอะไรได้อีก ก็หมายความว่าอาฉานของพวกเราได้เป็นคนงานแล้วน่ะสิ”
ผู้ใหญ่บ้านเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จริงเหรอเนี่ย ไม่ใช่ว่าสมัยนี้หางานทำยากจะตายไปเหรอ ขนาดตำแหน่งพนักงานชั่วคราวยังแย่งกันแทบเป็นแทบตายเลยไม่ใช่รึไง”
เขาเริ่มสับสน “ตกลงว่าการหางานมันยากหรือง่ายกันแน่”
โชคดีอะไรขนาดนี้ เรื่องดีๆ ทั้งหมดตกเป็นของตาเฒ่ากู้คนเดียวหมดเลย เขาอิจฉาจนแทบคลั่งแล้ว
พ่อกู้สบตากับผู้ใหญ่บ้านที่มองมาอย่างร้อนรน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “เรื่องแบบนี้จะโกหกกันได้ที่ไหน”
“ก็ถือว่าโชคดีน่ะ” เขาเริ่มเล่า “จำเรื่องที่เว่ยเซี่ยงตงไปช่วยคนจนบาดเจ็บได้ไหม ปรากฏว่าครอบครัวที่เขาไปช่วยตามหาจนเจอ พวกเขาอยากจะตอบแทนด้วยการหาตำแหน่งงานให้ แต่เซี่ยงตงนึกถึงอาฉาน เขาเลยไม่รับไว้ แล้วไปต่อรองกับครอบครัวนั้นแทน ว่าขอมอบตำแหน่งนี้ให้อาฉานได้ไหม ทางนั้นก็ตกลง ลูกสาวฉันถึงได้มีวาสนาแบบนี้”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ความร้อนรุ่มในใจของผู้ใหญ่บ้านก็สงบลง มันเป็นโชคที่ครอบครัวนี้สมควรได้รับแล้วจริงๆ
เขาเองก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกันว่าลูกเขยบ้านกู้บาดเจ็บสาหัส ถึงขนาดต้องวิ่งเต้นหยิบยืมเงินจากทั่วสารทิศเพื่อนำมารักษาตัว
“นี่แหละนะที่เขาว่าคนดีผีคุ้ม! เว่ยเซี่ยงตงเป็นคนดี อาฉานเองก็มีบุญวาสนา”
คำพูดนั้นโดนใจพ่อกู้เข้าอย่างจัง
เขาหัวเราะอย่างมีความสุข “นั่นน่ะสิ”
ตอนที่ลูกเขยเพิ่งประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ พวกปากหอยปากปูในหมู่บ้านต่างก็นินทากันสนุกปาก พ่อกู้นึกภาพว่าพอข่าวที่ลูกสาวได้เป็นคนงานแพร่สะพัดออกไป พวกช่างนินทาเหล่านั้นจะมีสีหน้าอย่างไรแล้วก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่าข่าวนี้ทำให้ชาวบ้านกองพลการผลิตเฟิงโซวแตกตื่นกันทั้งหมู่บ้าน ทุกคนต่างวิ่งกรูกันมาที่บ้านกู้เพื่อสอบถามความจริง
เมื่อได้รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ได้โกหก บรรดาป้าๆ น้าๆ ก็พากันเข้ามาห้อมล้อมกู้ฉานเพื่อตีสนิททันที
“อาฉานเอ๊ย ป้าเห็นเธอมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ป้ารู้มาตลอดว่าโตขึ้นเธอต้องได้ดีแน่ๆ” หญิงสูงวัยคนหนึ่งเอ่ยชม ก่อนจะเผยความต้องการที่แท้จริง “ถ้าที่โรงงานของเธอเปิดรับคน อย่าลืมบอกป้าสักคำนะ”
แต่แล้วหญิงอีกคนก็เบียดเข้ามาแทรก “แล้วจะบอกป้าไปทำไม ตอนที่เซี่ยงตงเพิ่งประสบอุบัติเหตุ ป้าไม่ใช่เหรอที่นั่งหัวเราะเยาะเขา แถมยังพูดอะไรอีกนะ บอกว่าจะแนะนำคนขาเป๋ให้อาฉาน ให้เธอแต่งงานใหม่อะไรนั่นน่ะ อะไรกัน ลืมเรื่องที่ตัวเองพูดไปแล้วเหรอ”
สีหน้าของต้าสือโถวเย็นชาลงทันที เขาจ้องหน้าหญิงคนที่คิดจะแนะนำสามีใหม่ให้แม่ของตนเขม็ง
กู้ฉานรีบยกมือขึ้นปิดหูของลูกชาย แล้วหันไปจ้องหน้าป้าคนนั้นอย่างโกรธจัด “ทำไมป้าทำแบบนี้คะ ถ้าเป็นลุงเกินที่บ้านเป็นอะไรไป ป้าก็จะแต่งงานใหม่เหมือนกันเหรอคะ”
[จบบท]