บทที่ 471: ทั้งที่เคยชินแล้วแท้ๆ
หญิงคนที่ถูกกู้ฉานเอ่ยถึงถึงกับหน้าชาวาบ
การถูกหักหน้าต่อหน้าธารกำนัลทำให้เธอโกรธจนตัวสั่น “นี่พูดจาอะไรของเธอ ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ หัดมีสัมมาคารวะซะบ้าง!”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงของแม่กู้ก็ดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับแรงผลักที่ไม่เบานัก
“ผู้ใหญ่บ้านไหนเขาทำตัวกันแบบนี้ยะ! เอาความเป็นผู้ใหญ่มาข่มเด็กมันน่าภูมิใจนักรึไง!” แม่กู้ก้าวมายืนขวางหน้าลูกสาวไว้ แล้วจ้องมองคู่กรณีด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ลูกสาวฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่ต้องให้คนปากอยู่ไม่สุขมาวิจารณ์ แล้วก็เลิกอ้างตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว... ถุย! ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้กัน ลูกสาวฉันไม่เคยมีญาติผู้ใหญ่ที่ชอบแทงข้างหลังคนอื่น!”
แม่กู้ตอกกลับฉอดๆ ด้วยเสียงดังฟังชัดจนคนฟังพากันหดคอหนีด้วยความกลัว
สมัยสาวๆ เธอก็ขึ้นชื่อเรื่องปากจัดอยู่แล้ว ยิ่งพอมีลูกชายหลายคนก็ยิ่งไม่มีใครอยากหาเรื่องด้วย โดยเฉพาะหลังจากลูกชายคนที่สามได้ดีมีหน้ามีตา เธอก็ยิ่งยืดอกเชิดหน้า ไม่เคยเกรงกลัวใคร
ถึงเธอจะไม่เคยรังแกใครก่อน แต่ถ้ามีใครกล้ามายุ่งกับคนในครอบครัวของเธอละก็ เธอสู้ไม่ถอยเหมือนกัน
สมัยที่หลินเจายังทำตัวไม่เอาไหน แม่กู้ก็ต้องคอยปะทะคารมกับพวกปากสว่างอยู่บ่อยครั้ง บางทีถ้าถึงพริกถึงขิงก็มีลงไม้ลงมือจิกตบกันบ้าง
แต่พอหลินเจาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน หันมาใส่ใจดูแลลูกๆ อย่างดี แม่กู้ก็เหมือนไร้จุดอ่อนให้ใครโจมตีได้อีก นับแต่นั้นมาชีวิตเธอก็ราบรื่นมาตลอด
จนกระทั่งมาถึงคราวของกู้ฉาน
เรื่องที่เว่ยเซี่ยงตงเข้าโรงพยาบาลปางตายจากการช่วยชีวิตคนอื่น จนภรรยาต้องวิ่งเต้นหยิบยืมเงินมารักษานั้น กลายเป็นหัวข้อสนทนาชั้นดี
พวกขี้อิจฉาในหมู่บ้านพากันจับกลุ่มซุบซิบนินทาเยาะเย้ยครอบครัวกู้ด้วยถ้อยคำเสียๆ หายๆ
ก็ใครใช้ให้ชีวิตของแม่กู้ดีเกินหน้าเกินตาคนอื่นกันเล่า ทั้งลูกชายที่เอาการเอางาน ทั้งลูกสะใภ้ที่แสนกตัญญู นอกจากเรื่องลูกสาวคนเล็กที่ตัดขาดจากครอบครัวไปแล้ว ชีวิตของเธอก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัดกลุ้มใจอีกเลย
ดังนั้น พอครอบครัวกู้เกิดเรื่องสะดุดขึ้นมาสักครั้ง ความคิดชั่วร้ายในใจของคนพวกนี้ก็จะผุดขึ้นมาทันที ราวกับว่าการได้เห็นความทุกข์ของแม่กู้ จะทำให้พวกเธอรู้สึกเหนือกว่าและมีความสุขขึ้นมาได้
คำพูดเชือดเฉือนของแม่กู้ทำให้หญิงคนนั้นจนมุม เธอหน้าเขียวคล้ำ ทำอะไรไม่ถูกนอกจากส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แล้วสะบัดก้นเดินหนีไป
ระหว่างทาง เธอเห็นหลานสาวเดินแบกฟืนกลับมาพอดี จึงพาลลงที่เด็ก “ไปตั้งนานสองนาน เก็บฟืนมาได้แค่นี้เองรึไง แอบไปอู้ที่ไหนมา!”
พูดจบก็ใช้ฝ่ามือใหญ่ๆ ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กหญิงอย่างแรง
เด็กคนนั้นทั้งผอมทั้งเล็ก ร่างกายบอบบางต้องแบกฟืนกองโตที่ดูหนักกว่าน้ำหนักตัวเสียอีก ภาพที่เห็นช่างน่าเวทนา ถ้าเป็นบ้านอื่นที่รักใคร่เอ็นดูเด็ก ก็คงรีบเข้าไปช่วยแบ่งเบาแล้ว แต่น่าเศร้าที่แกเกิดมาในครอบครัวแบบนี้
เด็กหญิงพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่ก็ไม่พ้นจนเสียหลักล้มหน้าคะมำ จมูกกระแทกเข้ากับก้อนหินจนเลือดกำเดาไหลทะลัก เธอจึงปล่อยโฮออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ร้องไห้หาอะไร! ซุ่มซ่ามไม่เข้าเรื่อง ยืนอยู่ดีๆ ก็ล้มได้!”
พอเห็นเด็กร้องไม่หยุด หญิงชราก็ยิ่งหงุดหงิดจึงตะคอกขู่ “ยังมีแรงร้องอีกเหรอ ถ้าไม่หยุดร้อง คืนนี้ก็อดกินข้าว!”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด เด็กหญิงสะดุ้งแล้วรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาและคราบเลือดบนใบหน้าจนเงียบเสียง ร่างเล็กๆ นั้นยังคงสั่นสะท้าน เธอพยุงตัวลุกขึ้นแบกฟืนแล้วเดินก้มหน้าตามผู้เป็นย่าไปเงียบๆ
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของแม่กู้และคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เวรกรรมแท้ๆ” แม่กู้อดรำพึงไม่ได้ พออายุมากขึ้นและชีวิตสุขสบายขึ้น จิตใจของเธอก็พลอยอ่อนโยนลง ไม่สามารถทนเห็นภาพแบบนี้ได้
ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่เธอเคยชินแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังอดสะท้อนใจไม่ได้
ยายเฒ่าหลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจ “นั่นน่ะสิ”
ถึงพวกเธอจะให้ความสำคัญกับลูกชายหลานชายมากกว่า แต่ก็ไม่เคยมีใครปฏิบัติต่อลูกสาวหลานสาวเหมือนสัตว์ใช้งานแบบนี้
คนบางคนนี่ช่างใจดำอำมหิตเสียจริง
กู้ฉานมองตามไปด้วยความสงสาร แต่ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว เรื่องทำนองนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นที่กองพลการผลิตเฟิงโซวหรือที่กองพลของพวกเธอเองก็ตาม
อันที่จริง เรื่องแบบนี้ต่างหากคือเรื่องปกติ
ครอบครัวที่รักลูกสาวมากกว่าลูกชายอย่างบ้านเดิมของหลินเจานั้นหาได้ยากยิ่งนัก
จริงอยู่ที่พ่อกับแม่ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องลำบาก แต่เธอก็รู้ดีว่าในใจของพวกท่านก็ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าอยู่ดี
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
ตามธรรมเนียมของคนต่างจังหวัดแล้ว บ้านไหนยิ่งมีลูกชายเยอะก็ยิ่งมีหน้ามีตา เพราะลูกชายหมายถึงแรงงานสำคัญที่ทั้งทำงานหาเงินและสืบสกุลได้ ทั้งยังเป็นที่พึ่งพิงให้พ่อแม่ยามแก่เฒ่า จึงไม่แปลกที่จะได้รับความสำคัญมากกว่าเป็นธรรมดา
นี่คือความได้เปรียบที่มีมาแต่กำเนิด
กู้ฉานเข้าใจโลกดี เธอจึงไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “แม่คะ เรากลับบ้านกันดีกว่าค่ะ หนูมีเรื่องต้องคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองด้วย”
แม่กู้พยักหน้ารับรู้ได้ทันทีว่าลูกสาวหมายถึงเรื่องอะไร
“เออจริงด้วย ต้องทำธุระให้เสร็จก่อน”
หญิงชราหันไปถลึงตาใส่กลุ่มหญิงปากสว่างที่ก่อเรื่องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจูงมือกู้ฉานและหลานชายทั้งสองเดินลิ่วกลับบ้าน
เธอเดินเร็วเสียจนต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวต้องออกวิ่งตามเป็นลูกเป็ด
เมื่อใกล้จะถึงบ้านเต็มที แม่กู้ก็เอ่ยถามถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาก่อน
“อาฉาน เรื่องงานของลูกน่ะ ตกลงเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยดีค่ะ พรุ่งนี้หนูเริ่มงานวันแรกเลย” กู้ฉานตอบด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของแม่กู้เปล่งประกายด้วยความยินดี “ดีจริงๆ วิเศษไปเลย”
เธอจับมือลูกสาวแน่น ดวงตาเริ่มมีน้ำรื้นขึ้นมา “แม่ไม่เคยนึกฝันเลยว่าลูกจะมีอนาคตที่ดีแบบนี้ มันดีเกินคาดจริงๆ”
แต่แล้วความกังวลบางอย่างก็ฉายชัดขึ้นมาในแววตา เธอมองลูกสาวอย่างจริงจัง “อาฉาน เซี่ยงตงเขาดีกับลูกมากนะ ลูกจะ...”
แม่กู้ชะงักไปเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นหลานชายทั้งสองกำลังเงยหน้ามองอยู่ จึงรีบเก็บงำคำพูดที่เหลือเอาไว้
แม้จะพูดไม่จบประโยค แต่กู้ฉานก็เข้าใจความนัยที่แม่ต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี
“แม่คะ!” เธอหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนขัดใจ “หนูไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อยนะคะ งานนี้ก็เป็นงานที่เซี่ยงตงเขายกให้หนู ถ้าหนูทำตัวไม่ดี... แล้วจะให้เอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะคะ”
แม่กู้รู้ดีว่าลูกสาวของตนเป็นคนจิตใจดี ไม่มีทางทำเรื่องให้ใครมาชี้นิ้วด่าได้ แต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องพูดเตือนกันไว้ก่อน “แม่รู้ว่าลูกเป็นเด็กมีความคิด แต่บางทีก็ต้องพูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน เอาเป็นว่าในใจลูกรู้ดีก็พอแล้ว”
เธอจูงมือกู้ฉานให้นั่งลงบนเก้าอี้ “ต่อไปนี้ลูกสาวของแม่ก็จะได้กินปันส่วนสำหรับคนเมืองแล้ว แม่ดีใจกับลูกจริงๆ นะ”
“เมื่อก่อนไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องนี้เลย” แม่กู้อดทึ่งในวาสนาของลูกสาวไม่ได้
กู้ฉานเพียงแค่ยิ้มรับบางๆ ที่จริงแล้วเธออยากให้สามีไม่ได้รับบาดเจ็บมากกว่าการได้งานนี้เสียอีก
แม้หมอจะรับรองว่าหากพักฟื้นให้ดีก็จะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ตราบใดที่เขายังไม่หายดี เธอก็ยังคงร้อนใจอยู่เสมอ
“แล้วเซี่ยงตงเป็นยังไงบ้างล่ะ สบายดีอยู่ใช่ไหม”
“สบายดีค่ะ” กู้ฉานตอบ หากอาการของเขายังไม่คงที่ เธอก็คงไม่มีแก่ใจมาทำธุระที่นี่หรอก
“แล้วนี่ลูกกลับมาบ้านแม่ แล้วใครดูแลเขาอยู่ล่ะ”
“แม่สามีของหนูเองค่ะ” กู้ฉานอธิบาย “ความจริงหนูต้องกลับมาจัดการเรื่องนี้นานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเขาเลยปลีกตัวมาไม่ได้ วันนี้ท่านมาเยี่ยมพอดี หนูก็เลยฝากให้ท่านช่วยดูแลเขาหนึ่งคืน หนูจะได้รีบกลับมาทำธุระให้เสร็จ พรุ่งนี้เช้าก็จะรีบกลับไปแล้วค่ะ”
พูดจบเธอก็แสร้งทำเป็นหยอกล้อ “ว่าแต่ แม่คะ... ที่บ้านพอจะมีที่ให้หนูกับเจ้าสองคนนี้นอนด้วยไหมคะ”
แม่กู้ลูบหลังลูกสาวเบาๆ “แล้วลูกคิดว่ายังไงล่ะ”
“วันที่ลูกแต่งงาน พ่อกับแม่เคยบอกไว้แล้วไง ไม่ว่าลูกจะจากบ้านไปนานแค่ไหน ถ้าวันไหนอยากกลับมา ที่นี่ก็มีที่ให้ลูกเสมอ”
คำพูดของเธอยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คำพูดนั้นทำให้กู้ฉานรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปในวันส่งตัว ภาพของพ่อที่ยืนนิ่งเงียบแต่ขอบตากลับแดงก่ำ กับภาพของแม่ที่พร่ำสอนกำชับทุกอย่างด้วยความเป็นห่วงผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ความทรงจำในวันนั้นหวนกลับมา ทำให้ดวงตาของกู้ฉานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“แม่คะ... หนูจำได้ค่ะ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องนี้ทำไมกัน”
อารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ข้างในทำให้เสียงของเธอสั่นเครือ
เสี่ยวสือโถวเห็นท่าทีของแม่ก็เกิดความงุนงง
“แม่ครับ” เด็กชายเรียกเสียงแผ่วอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์
แม่กู้รีบดึงหลานชายตัวน้อยเข้ามากอดปลอบ “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะหลานยาย แม่เขาดีใจที่ได้งานทำน่ะ เดี๋ยวพอเขาหายตื้นตันแล้วก็ปกติเอง”
เสี่ยวสือโถวเชื่อคำพูดนั้นสนิทใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอียงอาย
[จบบท]