บทที่ 480: ชื่อเสียงก็สำคัญ
เหิงเป่ากำลังอร่อยกับอาหารกระป๋องอุ่นๆ พลางพูดเสริมขึ้นมาว่า "ใช่แล้วครับ คุณปู่เป็นคนบอกเอง"
ลุงซ่งกับป้าสะใภ้ซ่งมองหลินเจาด้วยสายตาอ่อนโยน ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความภูมิใจและปลื้มใจระคนกัน หลานสาวคนนี้รู้จักทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแล้วสินะ
หลินเจารู้สึกลำบากใจนิดหน่อย เธอแค่สุ่มของได้มาแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ พอรู้ว่าพ่อสามีเชี่ยวชาญเรื่องการปลูกพืชเอามากๆ ก็เลยยกให้เขาไป ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเลยจริงๆ
"พี่เจา คู่มือเพาะเห็ดอะไรเหรอ พี่ไปได้มาจากไหน" ซ่งอวิ๋นจิ่นถามด้วยความอยากรู้
"หนูรู้" อวี้เป่าชิงตอบ "แม่ไปเจอมาจากร้านรับซื้อของเก่าครับ"
หลินเจาพยักหน้ารับ ใช่แล้ว ไม่มีที่มาอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
ซ่งอวิ๋นจิ่นถอนใจออกมาเจือด้วยความอิจฉา "พี่โชคดีจังเลย"
ป้าสะใภ้ซ่งเห็นด้วยเต็มที่ "พี่สาวของแกโชคดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เธอลุกขึ้นเตรียมจะออกไปทำกับข้าว หลินเจาทำท่าจะลุกตาม แต่ป้าสะใภ้ซ่งกดไหล่เธอไว้ "ไม่ต้องลุกหรอกน่า กับข้าวไม่กี่อย่าง เดี๋ยวฉันทำเองแป๊บเดียว ห้องครัวมันแคบ แถมยังมีบ้านอื่นใช้อยู่ด้วย เดี๋ยวจะเดินชนกันเปล่าๆ"
พูดจบเธอก็หยิบผ้ากันเปื้อนแล้วถือเห็ดเดินออกจากห้องไป
"นี่บ้านซ่ง เธอถือเห็ดมาเหรอ ยังสดอยู่เลยนี่นา ไปเอามาจากไหนน่ะ พอจะแบ่งให้ฉันหน่อยได้ไหม" เสียงจากข้างนอกดังเข้ามาไม่ค่อยชัดนัก
ป้าสะใภ้ซ่งหัวเราะแล้วตอบกลับไป "เจาเจาเขาเอามาฝากลุงกับฉันน่ะสิ บอกว่าให้เอามาทำกับข้าวเพิ่ม คงแบ่งให้ไม่ได้หรอก มีอยู่แค่นี้ บ้านเราเองยังไม่รู้จะพอกินหรือเปล่าเลย"
ในห้อง ซ่งอวิ๋นจิ่นทำหน้าทะเล้นแล้วบุ้ยปากไปทางระเบียง "ฟังดูสิ อวดใหญ่เลยนะนั่น"
หลินเจาตีแขนเขาเบาๆ "ดูทำหน้าทำตาเข้า" เธออดขำไม่ได้ "รอนายเรียนจบ หางานดีๆ ทำได้เมื่อไหร่ ตอนนั้นแหละป้าจะได้อวดเก่งกว่านี้อีก รับรองว่าเจอใครเป็นต้องเล่าให้ฟังแน่"
ซ่งอวิ๋นจิ่นลองนึกภาพตามที่พี่สาวพูด มุมปากก็แทบจะฉีกไปถึงใบหู "เฮะๆ นั่นสินะ"
เป็นลูกผู้ชายคนไหนบ้างจะไม่อยากเป็นความภาคภูมิใจให้พ่อกับแม่
...
วันรุ่งขึ้น ซ่งอวิ๋นเฉิงมาถึงที่ทำงานก็ถูกหัวหน้าช่างเรียกตัวไป พอได้ฟังอีกฝ่ายพูดอยู่สองสามประโยค เขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่า ชื่อเสียงของผู้ชายก็สำคัญไม่แพ้กัน
"หัวหน้าครับ ผมไม่ได้..." เขาร้องโอดครวญ
ชายวัยกลางคนตบไหล่เขา "ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงว่านายเป็นคนแบบไหน ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นความผิดของนาย แต่เรื่องนี้นายต้องจัดการให้เด็ดขาด รีบแก้ไขให้เร็วที่สุด" เขาชี้แนะลูกศิษย์ที่ทั้งขยันและไว้ใจได้ "เวลาของนายมีค่า อย่าเอาไปเสียกับเรื่องแบบนี้เลย ฉันว่าไปแจ้งตำรวจดีกว่า"
ซ่งอวิ๋นเฉิงตกใจ "แจ้งตำรวจเลยเหรอครับ มันจะไม่ใหญ่โตเกินไปหน่อยเหรอครับ" แล้วตำรวจจะมารับแจ้งเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ เรื่องแค่นี้เอง ไปรบกวนทรัพยากรของรัฐคงไม่ดีเท่าไหร่
"ใหญ่โตอะไรกัน" หัวหน้าช่างของซ่งอวิ๋นเฉิงเหลือบมอง "เรื่องแบบนี้นายจะจัดการเองได้ยังไง ทำยังไงก็ไม่ถูกอยู่ดี" จะให้ตาต่อตาฟันต่อฟันงั้นเหรอ สหายเฉียวคนนั้นกุมความได้เปรียบอยู่ ขืนอวิ๋นเฉิงทำอะไรลงไปก็มีแต่จะเข้าเนื้อตัวเอง แถมยังอาจจะโดนสาดโคลนซ้ำอีก สู้แจ้งความกับตำรวจให้มันจบๆ ไปเลยดีกว่า
"นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว"
ซ่งอวิ๋นเฉิงไม่ถนัดจัดการเรื่องพรรค์นี้ แต่เขาเป็นคนว่านอนสอนง่าย "ผมจะทำตามที่หัวหน้าบอกครับ เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย"
"จะรออะไรล่ะ ให้เวลาชั่วโมงเดียว ไปเดี๋ยวนี้เลย" หัวหน้าช่างของเขาเป็นคนตงฉิน ไม่ยอมให้มีเรื่องไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้ ช่วงที่อวิ๋นเฉิงมาทำงานกับเขา กลับต้องมาโดนเอาเปรียบลับหลังแบบนี้ เขาก็อัดอั้นตันใจมานานแล้ว
"ได้ครับ ขอบคุณครับหัวหน้า" ซ่งอวิ๋นเฉิงยิ้มแล้วทำท่าจะเดินออกไป
"เดี๋ยวก่อน" หัวหน้าช่างนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเรียกเขาไว้ พร้อมกับบอกข่าวดี "รายชื่อคนที่จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเดือนหน้า มีชื่อนายด้วยนะ"
ซ่งอวิ๋นเฉิงยืนนิ่งงันไปพักใหญ่กว่าจะได้สติ ดวงตาสีดำของเขาค่อยๆ เปล่งประกายขึ้นมา "หัวหน้า หมายความว่า...!"
ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นอุดหู "เบาๆ หน่อยสิไอ้หนู ไม่รู้จักสำรวมเลย! เรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับก่อน รอให้เขาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วค่อยดีใจก็ยังไม่สาย" หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าลูกศิษย์คนนี้ต้องมาเจอเรื่องซวยๆ เขาคงไม่ยอมปริปากบอกข่าวก่อนหรอก
ซ่งอวิ๋นเฉิงยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ "ผมเข้าใจแล้วครับ"
เห็นไหมล่ะ ความตั้งใจทำงานมันไม่เคยสูญเปล่าจริงๆ เขาจะได้บรรจุแล้ว!
ชายวัยกลางคนเข้าใจความรู้สึกของลูกศิษย์ดี แต่ก็ขี้เกียจจะฟังเขาพร่ำพรรณนา จึงโบกมือไล่ให้เขาไปได้แล้ว ส่วนตัวเองก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
"หัวหน้าครับ ตอนเที่ยงผมจะตักข้าวมาให้นะครับ" ซ่งอวิ๋นเฉิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่เบาหวิว
ตอนที่เดินผ่านอาคารโรงงาน สายตาก็พลันเห็นเฉียวลู่กำลังยืนคุยหัวเราะอยู่กับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงอีกคนอยู่ไกลๆ
พอสายตาเหลือบไปเห็นซ่งอวิ๋นเฉิง รอยยิ้มของเฉียวลู่ก็หุบลงฉับ ส่วนเพื่อนร่วมงานหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มองตามสายตาของเธอไป พอเห็นว่าเป็นซ่งอวิ๋นเฉิง แววตาก็ฉายความรังเกียจออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ซ่งอวิ๋นเฉิงได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก
มิน่าล่ะหัวหน้าช่างถึงได้คะยั้นคะยอให้เขารีบไปแจ้งความกับตำรวจ เขาต้องไปแจ้งจริงๆ นั่นแหละ ถ้าปล่อยให้เรื่องเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้โดนใครดักคลุมหัวด้วยกระสอบกลางทางแน่ๆ
ซ่งอวิ๋นเฉิงไม่ได้เสียเวลาต่อปากต่อคำกับเฉียวลู่ เขาตัดสินใจวิ่งออกจากโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้าแล้วตรงไปยังสถานีตำรวจทันที
เขาชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่งเติมสีสันเล็กน้อยเพื่อให้น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในโรงงานได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเขาอย่างหนัก
โครงการของโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องนี้แม้แต่ตำรวจก็พอจะทราบอยู่บ้าง เมื่อรู้ว่าหนึ่งในสมาชิกของทีมโครงการกำลังเดือดร้อน พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบโดยไม่รอช้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเดินทางมาถึงโรงงาน การสืบสวนไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ต้นตอของข่าวลือทั้งหมดก็ถูกสาวไปถึงตัวเฉียวลู่
พอเฉียวลู่เห็นตำรวจเดินตรงมาหาตัวเอง เธอก็ถึงกับตัวสั่น พูดจาติดๆ ขัดๆ แก้ต่างให้ตัวเอง "ฉัน... ฉันไม่ได้ทำอะไรนะคะ"
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยังคงมีท่าทีที่สุภาพ แต่ในน้ำเสียงนั้นแฝงความจริงจังตามหน้าที่ "คุณจะทำหรือไม่ทำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคุณ เราต้องว่ากันตามหลักฐานและผลการสืบสวน"
คำพูดนั้นทำเอาเฉียวลู่หน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก
ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากเถียง เจ้าหน้าที่อีกคนก็ยิงคำถามเข้าประเด็นด้วยสายตาคมกริบ "คุณปล่อยข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับสหายซ่งอวิ๋นเฉิง สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้เขาอย่างร้ายแรง และมันส่งผลกระทบต่อการทำงานของเขาแล้ว เรื่องนี้ คุณจะยอมรับไหม"
ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ มีหรือที่เฉียวลู่จะยอมรับง่ายๆ
เธอรีบส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ "ฉันเปล่านะคะ! ฉันกับเขาไม่ได้สนิทกันสักหน่อย จะไปปล่อยข่าวลือนินทาเขาทำไม"
"ผมแนะนำให้คุณพูดความจริง" เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวเสียงเรียบ "การที่เรามาหาคุณถึงที่นี่ได้ ก็แสดงว่าเรามีหลักฐานในมือมากพอ เรื่องแบบนี้แค่เคยทำก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ถ้าตอนนี้ยอมรับผิดและขอโทษ เรื่องก็ยังพอจะแก้ไขได้"
ดูจากท่าทีของชายหนุ่มที่มาแจ้งความแล้ว เขาคงแค่อยากได้ชื่อเสียงของตัวเองกลับคืนมาเท่านั้น หากดึงดันจนทำให้อีกฝ่ายโกรธจัด โทษสถานเบาที่สุดก็คงเป็นการถูกบันทึกประวัติความผิด ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
แต่เฉียวลู่ก็ยังคงปากแข็ง "ฉันไม่ได้ทำ จะให้ยอมรับผิดเรื่องอะไรคะ"
คราวนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มมีน้ำโห จึงกางหลักฐานออกมา
"มีเพื่อนร่วมงานหญิงของคุณหลายคนยืนยันว่าข่าวลือแย่ๆ เกี่ยวกับสหายซ่งอวิ๋นเฉิง เริ่มมาจากคุณ คุณยังจะปฏิเสธอีกเหรอ"
"รู้ตัวไหมว่าสิ่งที่คุณทำมันเรียกว่าอะไร นี่คือการใส่ร้ายป้ายสี สร้างความวุ่นวายในสังคม มีโทษตามกฎหมายนะ"
อันที่จริง ในยุคสมัยที่กฎหมายบ้านเมืองยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ข้อบังคับนี้อาจจะไม่มีผลบังคับใช้จริงจังนัก แต่ก็ยังพอใช้ข่มขู่คนขวัญอ่อนได้ผลอยู่
พอได้ยินว่าอาจจะถูกลงโทษ เฉียวลู่ก็หน้าซีดเผือด ไม่กล้าปากแข็งอีกต่อไป รีบโพล่งออกมาว่า "ฉันยอมรับค่ะ อย่าลงโทษฉันเลยนะคะ"
คำสารภาพนั้นยืนยันว่าข่าวลือเสียหายทั้งหมดเกี่ยวกับซ่งอวิ๋นเฉิงในโรงงานเป็นฝีมือของเธอแต่เพียงผู้เดียว
บรรดาหญิงสาวที่เคยตกเป็นเครื่องมือของเธอต่างพากันยืนตะลึง
หญิงสาวคนหนึ่งที่อารมณ์ร้อนกว่าใครเพื่อนตะโกนถามอย่างไม่อยากเชื่อ "เฉียวลู่ นี่เธอโกหกพวกเราเหรอ"
"เธอหลอกใช้พวกเรางั้นสิ" หญิงสาวที่เคยจ้องหน้าซ่งอวิ๋นเฉิงอย่างเอาเรื่องเมื่อครู่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า อยากจะมุดดินหนี
"ทำไมเธอถึงร้ายแบบนี้!"
เพื่อนๆ ที่เคยสนิทสนมกับเฉียวลู่ต่างรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง และประกาศตัดความสัมพันธ์กับเธอตรงนั้นทันที
เฉียวลู่เถียงไม่ออก ในใจเกลียดซ่งอวิ๋นเฉิงจนแทบกระอักเลือด ผู้ชายคนนี้มันเจ้าเล่ห์จริงๆ เธอดูไม่ผิดเลย เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ก็วิ่งไปแจ้งตำรวจ ใจดำชะมัด!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งโรงงานอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่นาน ใครๆ ก็รู้กันว่าที่สถานีวิทยุมีพนักงานหญิงใจร้ายคนหนึ่ง พอถูกผู้ชายปฏิเสธก็ปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงเขา จนอีกฝ่ายทนไม่ไหวต้องไปพึ่งตำรวจ
แม้เรื่องราวจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า จนถูกหน่วยงานต่างๆ หยิบยกไปเป็นกรณีศึกษาเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ขนาดหลินเจาเองยังได้ยินเรื่องนี้เข้าจนได้ เธอฟังมาจากหวังจวีนั่นเอง
"แจ้งตำรวจเรื่องแบบนี้ได้ผลด้วยเหรอคะ" หลินเจาอดประหลาดใจไม่ได้
[จบบท]