บทที่ 481: โอกาสฟ้าประทาน
หวังจวีพยักหน้าเห็นด้วยในตอนแรก ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธในเวลาต่อมา
“ตำรวจเขาแจ้งข้อหาว่าปล่อยข่าวลือใส่ร้ายน่ะ แต่ก็เพราะผู้หญิงคนที่ปล่อยข่าวดันเป็นคนขี้ขลาดแล้วก็ร้อนตัวอยู่แล้วด้วย เลยยอมรับผิดง่ายๆ ความจริงแล้ว วิธีนี้เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่แล้วล่ะ” หวังจวีเหลือบมองหลินเจาแวบหนึ่ง ส่งสายตาเป็นนัย
หลินเจาเข้าใจความนัยนั้นดี
“ขนาดขี้ขลาด ยังกล้าปล่อยข่าวลือมั่วซั่ว ถ้าใจกล้ากว่านี้ ไม่รู้จะก่อเรื่องวุ่นวายไปถึงไหนต่อไหน” น้ำเสียงของเธอเจือแววเยาะหยัน
หวังจวีถึงกับเบิกตากว้าง “นี่เธอรู้จักตัวต้นเรื่องคนนี้ด้วยเหรอ?”
“ทำไมจะไม่รู้จักล่ะคะ คนที่ถูกปล่อยข่าวลือใส่ คือลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง” หลินเจาตอบกลับไปโดยไม่คิดจะปิดบัง
หวังจวีถึงกับไปไม่เป็น เธอหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญอะไรขนาดนี้
ถ้ารู้แต่แรก เธอก็คงไม่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาคุยให้เสียบรรยากาศแน่
“เอ่อ...คือว่า...”
หลินเจาส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คนที่กุเรื่องก็ได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อแล้ว ถือว่าสมน้ำสมเนื้อดี!”
คำพูดของหลินเจาช่างเฉียบคมจนหวังจวีต้องแอบกลั้นขำ
“น้องชายเธอทำถูกแล้วที่ไปแจ้งตำรวจ ไม่อย่างนั้นเรื่องแบบนี้คงจัดการลำบากน่าดู” หลี่เฟินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยเสริมขึ้นมา
หลินเจายิ้มบางๆ “นั่นสิคะ ฉันเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน”
“ไม่ใช่แค่เธอหรอก คนส่วนใหญ่ก็นึกไม่ถึงกันทั้งนั้นแหละ” หลี่เฟินพูดต่อ “ก็แค่เรื่องซุบซิบนินทา ใครๆ ก็เคยทำกันทั้งนั้น จริงไหมล่ะ? ฉันถึงได้บอกไง ว่าน้องชายเธอฉลาด”
หลินเจารู้อยู่แก่ใจว่าการไปแจ้งตำรวจไม่ใช่ความคิดของซ่งอวิ๋นเฉิงอย่างแน่นอน สมองของเขาไม่ได้ถูกสร้างมาให้คิดอะไรซับซ้อนแบบนั้น
ลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้ถอดแบบมาจากลุงซ่งไม่มีผิดเพี้ยน สมองของพวกเขามีไว้สำหรับงานช่างเทคนิคเท่านั้น แต่ทักษะการเข้าสังคมกลับติดลบ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิต จะไปเร่งรัดให้เก่งกาจในวันสองวันคงเป็นไปไม่ได้
บ่ายวันนั้นพอได้เจอหน้าซ่งอวิ๋นเฉิง หลินเจาจึงถือโอกาสถามถึงเรื่องที่เขาไปแจ้งตำรวจ
ซ่งอวิ๋นเฉิงยืดอกตอบอย่างภูมิใจ “พี่ครับ ตอนนี้มลทินของผมถูกชำระล้างจนหมดจดแล้วนะ เวลาผมเดินไปไหนมาไหน ก็ไม่มีใครมองผมด้วยสายตาแปลกๆ อีกแล้ว!”
หลินเจาได้แต่ถอนหายใจ นี่แสดงว่าที่ผ่านมาเขาถูกคนมองด้วยสายตาดูแคลนมาโดยตลอดเลยสินะ
ทำไมถึงได้ทื่อมะลื่อขนาดนี้กันนะพ่อคุณ!?
“นี่นายโดนคนมองแบบนั้นมาตลอดแต่ไม่เคยรู้ตัวเลยเหรอ? ซื่อบื้อเกินไปแล้วนะ!” ผู้เป็นพี่สาวอดที่จะเหน็บแนมอย่างไม่ไว้หน้าไม่ได้
ความภาคภูมิใจเมื่อครู่ของซ่งอวิ๋นเฉิงมลายหายไปในพริบตา เขาหันมามองพี่สาวด้วยแววตาตัดพ้อ
“พี่!” ซ่งอวิ๋นเฉิงโอดครวญ
“ต่อให้เรียกยายทวดก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ก็นายมันซื่อบื้อจริงๆ นี่นา ทำไมถึงไม่ระวังตัวเอาซะเลย” หลินเจายังคงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าเกิดไปเจอพวกเลือดร้อนที่รักความยุติธรรมขึ้นมา แล้วโดนเขาสั่งสอนด้วยการเอากระสอบคลุมหัวหรือสาดน้ำร้อนใส่ ถึงตอนนั้นจะร้องไห้ก็ไม่มีใครช่วยหรอกนะ”
คนในยุคนี้ต่างก็ยึดมั่นในความถูกต้องอย่างแรงกล้า ชนิดที่ว่าไม่ยอมให้มีเรื่องไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด ซึ่งหลินเจาเองก็เคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ใช้วิธีการรุนแรงเพื่อผดุงความยุติธรรมมานับครั้งไม่ถ้วน
แทนที่จะโกรธ ซ่งอวิ๋นเฉิงกลับยิ้มกว้างออกมา เขารู้ว่าพี่สาวกำลังเป็นห่วง
“ผมยอมรับว่าผมไม่ค่อยระวังตัวจริงๆ” เขายอมรับผิดอย่างลูกผู้ชาย พร้อมกับให้คำมั่นสัญญา “แต่ต่อไปนี้ผมจะรอบคอบให้มากขึ้น จะไม่ยอมให้ใครมาหาเรื่องผมได้อีกเด็ดขาด”
หลินเจาพยักหน้า “ก็หัดมีไหวพริบซะบ้าง ป้าสะใภ้ซ่งจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงอยู่เรื่อย”
ซ่งอวิ๋นเฉิงรู้ดีว่าเรื่องวุ่นวายทั้งหมดเกิดจากความสะเพร่าของเขาเอง ทั้งยังสร้างความไม่สบายใจให้พ่อกับแม่อีกด้วย บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขาได้คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ หลายตลบ และเขาก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ใครรังแกอีก
“ผมได้บทเรียนราคาแพงแล้วครับ ต่อไปผมจะใช้ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“แล้วทางโรงงานลงโทษผู้หญิงที่ชื่อเฉียวนั่นว่ายังไงบ้าง?” หลินเจาถามต่อ
ซ่งอวิ๋นเฉิงตอบตามความเป็นจริง “ยกเลิกสวัสดิการปีใหม่, บันทึกความผิดร้ายแรง, ตัดสิทธิ์การประเมินพนักงานดีเด่นในอีก 3 ปีข้างหน้า แล้วก็ต้องออกมาวิจารณ์ตัวเองต่อหน้าพนักงานทั้งโรงงานด้วย”
หลินเจาคิดในใจว่าบทลงโทษนี้รุนแรงเอาเรื่อง แต่ก็สาสมกับความผิดที่ก่อไว้แล้ว
“สมควรแล้วล่ะ”
อันที่จริงเธอก็คิดไว้ว่าหลังจากหมดช่วงที่งานยุ่งๆ นี้แล้ว จะไปจัดการกับผู้หญิงแซ่เฉียวคนนั้นเสียหน่อย แต่เมื่อได้ยินบทลงโทษที่อีกฝ่ายได้รับ เธอก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้นไปก่อน คราวนี้จะยอมปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน
“แล้วเธอไม่ได้ไปหานายเพื่อขอความเห็นใจบ้างเหรอ?”
ซ่งอวิ๋นเฉิงถึงกับตาโตเมื่อได้ยินคำถามนั้น “พี่รู้ได้ยังไงว่าเธอจะมาหาผม?”
หลินเจาอมยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร
“มาสิพี่!” ซ่งอวิ๋นเฉิงรีบเล่าต่อโดยไม่ปล่อยให้บทสนทนาขาดช่วง “เธอพล่ามอะไรก็ไม่รู้ บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดว่าข่าวจะแพร่ไปเร็วขนาดนั้น แถมเรื่องส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ฝีมือเธอ แต่มีคนอื่นเอาไปขยายความจนเกินจริง สรุปสั้นๆ คือ เธอเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนดอกบัวที่เกิดในตม”
ซ่งอวิ๋นเฉิงแค่นเสียงปิดท้ายประโยค “ผมเชื่อก็โง่แล้ว!”
เขาเล่าต่อด้วยท่าทีภูมิใจนิดๆ “ผมแทบไม่ได้เสียเวลาฟังเลยด้วยซ้ำ พอเธอเข้ามาใกล้ ผมก็ปัดมือเธอออกแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที”
“บอกตามตรงว่าผมกลัวมาก กลัวว่าเธอจะหาเรื่องใส่ร้ายผมน่ะสิ ตอนนั้นก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย ถ้าเธอคิดจะวางกับดักผมจริงๆ ผมก็คงไม่รอดแน่”
เขาตัวสั่นน้อยๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น
หลินเจาหัวเราะออกมา “ทำดีมาก กับคนสติไม่เต็มเต็งที่ชอบสร้างเรื่องแบบนี้ ต้องอยู่ให้ห่างเข้าไว้ถึงจะถูก”
พูดจบเธอก็อดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความเป็นห่วง “ต่อไปจะคบใครก็ลืมตาให้กว้างๆ หน่อย ดูนิสัยใจคอเป็นอันดับแรก ถ้าไปเจอคนนิสัยไม่ดีเข้า ชีวิตจะลำบากไปทั้งชาติ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
“ครับพี่ ผมจะจำไว้” เขาดูลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “หรือว่าต่อไปนี้ผมไม่หาเองแล้วดีกว่า ให้แม่ช่วยหาคนที่เหมาะสมให้ แล้วผมค่อยไปดูตัวเอา อย่างน้อยก็รู้จักที่มาที่ไป พี่ว่าดีไหมครับ?”
หลินเจาคิดในใจ ‘โดนงูกัดครั้งเดียว กลัวเชือกไปสิบปี’ ช่างตรงกับสถานการณ์ของเขาเหลือเกิน
“ถ้าเจอคนที่เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่นายก็ไม่เห็นต้องระแวงไปซะทุกอย่าง คนนิสัยเสียมีไม่เยอะหรอก ผู้หญิงดีๆ ยังมีอีกมาก ถ้าเจอคนที่ใช่ก็อย่าหนีที่จะทำความรู้จักล่ะ”
ที่หลินเจาต้องพูดละเอียดขนาดนี้ ก็เพราะกลัวว่าซ่งอวิ๋นเฉิงจะเข็ดขยาดจนไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีก
ซ่งอวิ๋นเฉิงตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ และจดจำไว้ในใจ
“ไม่หรอกครับพี่ สบายใจได้ ผมรู้ว่าต้องทำตัวยังไง”
หลินเจาสังเกตเห็นว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้ไป ซ่งอวิ๋นเฉิงก็ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ก่อนหน้านี้แม้เขาจะโตจนทำงานแล้ว แต่ก็ยังคงมีนิสัยบางอย่างที่ดูเป็นเด็กไม่รู้จักโต แต่ตอนนี้เขาดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ ความรู้สึกในใจช่างซับซ้อน
“พี่ถอนหายใจทำไมเหรอครับ?” ซ่งอวิ๋นเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “งานที่สหกรณ์ฯ มันหนักมากเหรอ?”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะตอบ เขาก็พูดด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาชั่ววูบ “พี่ครับ ถ้าเหนื่อยก็ลาออกเถอะนะ เดือนหน้าผมก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้ว เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นอีกตั้งครึ่งหนึ่ง ถึงตอนนั้นผมจะให้พี่ใช้ทั้งหมดเลย”
หลินเจาคว้าเอาประเด็นสำคัญไว้ได้ทันที “เดือนหน้านายจะได้บรรจุแล้วเหรอ?”
ซ่งอวิ๋นเฉิงฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส “ใช่ครับ อาจารย์ของผมเพิ่งบอกข่าวดีว่าในรายชื่อคนที่จะได้บรรจุเดือนหน้า มีชื่อผมอยู่ด้วย”
“นี่มันข่าวดีสุดๆ ไปเลยนี่นา!” หลินเจาแสดงความยินดีอย่างเต็มที่ “เรื่องแบบนี้ต้องฉลองกันหน่อย! เดือนหน้ามาที่บ้านฉันนะ เรามากินหม้อไฟร้อนๆ กัน!”
ซ่งอวิ๋นเฉิงเคยชิมฝีมือการทำหม้อไฟของพี่สาวแล้ว และมันก็อร่อยจนลืมไม่ลง
ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นมาในบัดดล “จริงเหรอพี่ จะเลี้ยงหม้อไฟจริงๆ เหรอ?”
“จะมีปลอมๆได้ยังไง อากาศหนาวๆ แบบนี้ ได้กินหม้อไฟร้อนๆ มันดีจะตายไป ฉันเองก็อยากกินเหมือนกัน”
ซ่งอวิ๋นเฉิงรีบเสนอตัวทันที “งั้นเดี๋ยวเรื่องเนื้อให้ผมจัดการเองครับ”
หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะไม่ว่าเขาจะหามาได้หรือไม่ ก็ไม่ได้กระทบแผนการของเธออยู่แล้ว
แม้จะเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งเดือน ซ่งอวิ๋นเฉิงก็เริ่มตั้งตารอคอยหม้อไฟมื้อพิเศษของเดือนหน้าเสียแล้ว แต่ถึงจะตื่นเต้นแค่ไหน เขาก็ยังไม่ลืมเรื่องที่คุยกันค้างไว้
“พี่ครับ งานของพี่หนักไปใช่ไหม ผมเห็นขอบตาพี่คล้ำหมดแล้ว!” เขาถามด้วยสีหน้ากังวล
“ผมพูดจริงๆ นะ ถ้าเหนื่อยก็อย่าฝืนทำเลย บ้านเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินสักหน่อย” ซ่งอวิ๋นเฉิงย้ำอย่างจริงจัง
หลินเจาใช้ปลายนิ้วสัมผัสใต้ตาของตัวเองเบาๆ
“อย่าคิดมากน่ะ ฉันไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น ที่บ้านก็ไม่ได้ขาดเงิน พี่เขยนายหาเงินเก่งจะตายไป นายก็รู้ไม่ใช่เหรอ เงินเดือนของนายก็เก็บไว้ใช้เองเถอะ อนาคตยังมีเรื่องให้ต้องใช้อีกเยอะแยะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงแย้ง “เรื่องอนาคตค่อยว่ากัน แต่ผมเต็มใจให้พี่ใช้นะครับ”
หลินเจาได้แต่ส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของลูกพี่ลูกน้องคนนี้
[จบบท]