บทที่ 482: ของหายากย่อมมีราคา
เด็กคนนี้นี่พูดไม่ฟังเอาเสียเลย
“ฉันไม่เหนื่อยจริงๆ นะ” หลินเจาอธิบาย “เมื่อคืนฉันอยู่เขียนต้นฉบับจนดึก แก้ไปแก้มาเพลินจนลืมดูเวลา เลยนอนดึกไปหน่อย ขอบตาก็เลยคล้ำ ไม่ได้เกี่ยวกับงานหรอก คืนนี้นอนเต็มอิ่มก็หายแล้ว”
“เขียนต้นฉบับเหรอครับ” ซ่งอวิ๋นเฉิงฟังแล้วแปลกใจ “พี่เป็นพนักงานขายไม่ใช่เหรอ พนักงานขายต้องเขียนต้นฉบับด้วยเหรอครับ”
หลินเจาเห็นเขาทำท่าจะซักไซ้ให้ได้ความจริง เลยต้องตอบปัดไป “ไม่เกี่ยวกับงานหรอกน่า”
“เอาไว้ก่อนเถอะ ถ้าได้ตีพิมพ์เดี๋ยวเธอก็เห็นเอง แต่ถ้าไม่เห็นก็แปลว่าต้นฉบับฉันโดนปฏิเสธ”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็แสร้งทำเสียงฉุนๆ “ถามอยู่นั่นแหละ จะถามให้รู้ลึกไปถึงไหนกัน ถ้าต้นฉบับฉันไม่ผ่านขึ้นมา ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ”
“ซ่งอวิ๋นเฉิง นายนี่น่ารำคาญที่สุดเลย” หลินเจาถลึงตาใส่เขา
ซ่งอวิ๋นเฉิงถึงกับไปไม่เป็น
เขารีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “พี่สาวผมเก่งขนาดนี้ ต้นฉบับจะโดนปฏิเสธได้ยังไง ต่อให้ไม่ผ่านจริงๆ ก็คงไม่ใช่เพราะพี่เขียนไม่ดี แต่เป็นเพราะสไตล์งานไม่เข้ากันมากกว่า ไม่ใช่ฝีมือพี่ไม่ถึงแน่นอนครับ”
คำพูดนั้นทำให้หลินเจาหลุดหัวเราะออกมา
ซ่งอวิ๋นเฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอแจ้งข่าวดีกับหลินเจาเสร็จ ซ่งอวิ๋นเฉิงก็รีบวิ่งกลับไปทำงาน แต่ก่อนไปก็ไม่ลืมหันมากำชับว่าให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อน
“รู้แล้วน่า” หลินเจารับคำ
ซ่งอวิ๋นเฉิงวิ่งจากไปอย่างอารมณ์ดี
ใช่แล้ว เขาวิ่งไป
เพราะจักรยานของบ้านซ่งปกติแล้วลุงซ่งจะเป็นคนขี่ ต้องรอให้เขาใช้เสร็จก่อนถึงจะตกเป็นของซ่งอวิ๋นเฉิง
หางตาของหลินเจาเหลือบไปเห็นเชียนเป่ากำลังกระทืบเท้าเบาๆ เธอเลยรวบตัวลูกชายเข้ามาซุกไว้ในเสื้อโค้ท
“หนาวเหรอลูก กลับบ้านกันเถอะ”
เชียนเป่าเงยหน้าขึ้นมายิ้มใสซื่อ “ไม่หนาวครับ แต่เท้ามันยิบๆ”
“อ๋อ เท้าชาเหรอจ๊ะ มา เดี๋ยวแม่อุ้ม” หลินเจาช้อนตัวลูกชายขึ้นอุ้มแล้วเดินกลับบ้าน
เชียนเป่าซบหน้าลงบนไหล่ของแม่ พร้อมกับยกมือเล็กๆ ขึ้นมาจัดผ้าพันคอให้
“ชอบมาทำงานกับแม่หรือเปล่า” เธอเอ่ยถามพลางยิ้ม
เมื่อวานเป็นคิวของเหยาเป่าที่ตื่นแต่เช้าแล้วร้องงอแงจะตามเธอไปทำงานด้วยจนเธอใจอ่อนยอมพาไป วันนี้เลยเป็นตาของเชียนเป่าบ้าง ถึงแม้ลูกชายคนนี้จะไม่ค่อยพูด แต่เธอก็ไม่เคยละเลยเขาเลย
เชียนเป่าพยักหน้าเล็กๆ “ชอบครับ”
“ถึงจะชอบก็มาทุกวันไม่ได้นะลูก ตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่เลย รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้ก่อน แล้วแม่จะพาลูกกับเหยาเป่าไปด้วยกันทุกวันเลย” หลินเจาอธิบายอย่างใจเย็น
เชียนเป่าขานรับเสียงเบา แต่สีหน้ากลับดูจริงจังจนคิ้วน้อยๆ ขมวดเข้าหากัน
หลินเจาใช้นิ้วเรียวยาวลูบหน้าผากของลูกชายเบาๆ “ทำไมทำหน้าเครียดอย่างนั้นล่ะ”
“เหยาเป่าไม่เชื่อฟัง จะตามมาด้วย” เสียงเล็กๆ ของเชียนเป่าตอบกลับมาอย่างจริงจัง
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ตอนเช้าน้องตื่นไม่ไหวอยู่แล้ว เดี๋ยวก็ยอมอยู่บ้านกับพวกหนูดีๆ เอง” หลินเจาปลอบลูกชายเสียงนุ่ม
“ครับ” หนูน้อยเชียนเป่าตอบรับช้าๆ
หลินเจาลูบผมนุ่มสลวยของลูกชายเบาๆ กระชับเสื้อโค้ทให้ห่อตัวเขาแน่นขึ้นอีกนิด แล้วจึงเร่งฝีเท้ากลับบ้าน
…
ไม่กี่วันให้หลัง เห็ดที่ปลูกไว้ในกองพลการผลิตเฟิงโซวก็เก็บเกี่ยวจนหมด
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของชาวบ้านทุกคน กู้หย่วนซานและต้าไห่หาบคอนที่หนักอึ้งมุ่งหน้าตรงไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาด
“เห็ดของพวกเราสวยขนาดนี้ สหกรณ์ต้องรับซื้ออยู่แล้วใช่ไหม”
“รับน่ะรับแน่ แต่ที่สำคัญคือเขาจะให้ราคาเราเท่าไหร่”
“สะใภ้บ้านเฉิงหวยไม่ได้เกริ่นอะไรไว้บ้างเลยเหรอ”
“น่าจะเหมือนตอนขายไข่นั่นแหละ ต้องตรวจของแล้วก็ประเมินคุณภาพก่อน”
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันที
“ของที่หย่วนซานกับต้าไห่เอาไปมีแต่ของดีๆ ที่เราคัดกันมากับมือนะ ต้องขายได้ราคาดีแน่ๆ”
“ฉันไม่โลภมากหรอก ขอแค่ได้ส่วนแบ่งสัก 2 หยวนก็พอใจแล้ว”
“ฮ่าๆๆ ฉันก็คิดเหมือนกัน พอได้เงินมาเมื่อไหร่ จะไปซื้อลูกอมให้เจ้าตัวเล็กที่บ้านกินให้ชื่นใจเลย”
…
ชาวบ้านที่มารวมตัวกันอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านยังคงไม่ยอมแยกย้ายไปไหน ความรู้สึกร้อนใจที่อยากจะรู้ราคาขายเห็ดมันวนเวียนอยู่ในใจของทุกคนเหมือนมดที่กำลังไต่ อยู่บนกระทะร้อน
หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปมาอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ทุกคนถึงเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับ
เหล่าผู้ใหญ่ต่างกลับไปทำงานในที่นาของตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะทิ้งลูกหลานของตัวเองไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
พร้อมกับกำชับเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ถ้าเห็นคนขายเห็ดกลับมาเมื่อไหร่ ให้รีบวิ่งไปบอกข่าวทันทีนะ”
“รับทราบ!” พวกเด็กๆ ขานรับเสียงดังฟังชัด
ถึงจะยังเด็ก แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าเงินก้อนนี้มีความหมายกับครอบครัวมากแค่ไหน ต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อให้เห็ดที่เอาไปขายได้ราคาดี
เด็กคนหนึ่งถึงกับพนมมือขึ้นน้อยๆ หันหน้าไปทางทิวเขาใหญ่โต แล้วอธิษฐานอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ท่านปู่เจ้าเขา ช่วยดลบันดาลให้เห็ดของหมู่บ้านเราขายได้ราคาดีๆ ด้วยเถิดครับ ผมอยากกินเนื้อ อยากใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ อยากมีลูกอมหวานๆ กินกับเขาบ้าง”
เด็กคนอื่นๆ พอเห็นแบบนั้นก็เหมือนเจอที่พึ่งทางใจ พากันทำตาม หันหน้าไปทางภูเขาแล้วเริ่มสวดอ้อนวอน
แต่แล้วก็มีเด็กคนหนึ่งที่ขอพรเหนือชั้นกว่าใครเพื่อน เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที คำอธิษฐานที่พึมพำออกมานั้นยิ่งเหลือเชื่อกว่า
“ท่านปู่เจ้าเขา ช่วยหาทางให้พ่อกับแม่ของผมได้เข้าไปทำงานในเมืองด้วยเถอะครับ! ผมอยากเป็นเด็กในเมือง อยากอยู่บ้านสวยๆ ที่มีบันไดเหมือนบ้านของฝาแฝด!”
เด็กคนอื่นๆ อ้าปากค้าง
ขอแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ
ทุกคนหันไปมองเจ้าหนูตัวท็อปที่กำลังคุกเข่าขอพร บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและความลังเลใจ
วินาทีต่อมา เด็กอีกหลายคนก็ทรุดตัวลงคุกเข่าตามกันเป็นพรวน
“ท่านปู่เจ้าเขา ช่วยให้บ้านผมได้งานทำหลายๆ ตำแหน่งเลยนะครับ!”
“…”
ชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงที่บังเอิญเดินผ่านมาเห็นภาพประหลาดนี้เข้าแต่ไกล เด็กๆ จากกองพลการผลิตเฟิงโซวนั่งคุกเข่าเรียงเป็นตับ พากันพึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุดปาก ภาพที่เห็นทำเอาเขาถึงกับมุมปากกระตุก ขนหัวลุกซู่ รีบกระชับห่อผ้าแล้วจ้ำอ้าวหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ กู้หย่วนซานและต้าไห่ที่กำลังหาบคอนมุ่งหน้าไปข้างหน้าไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย
คานหาบหนักอึ้งกดทับอยู่บนบ่าของทั้งสองคน ปลายคานทั้งสองด้านแขวนตะกร้าไม้ไผ่ใบยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยเห็ด
ทั้งคู่ก้าวเดินอย่างมั่นคงและระมัดระวังในทุกย่างก้าว หากพวกเขาพลาดล้มเองยังไม่เป็นไร แต่ถ้าทำเห็ดหล่นเสียหายล่ะก็ ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก
ตลอดเส้นทางพวกเขาต้องเกร็งและตั้งสติตลอดเวลา จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงสหกรณ์การค้าและการตลาดโดยสวัสดิภาพ
หลินเจาซึ่งยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เหลือบไปเห็นกู้หย่วนซานพอดี เธอจึงรีบฝากให้หลี่เฟินช่วยดูแผงให้ชั่วครู่ แล้วหันไปตามพนักงานจัดซื้อที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง
พอรู้ว่าเห็ดมาถึงแล้ว พนักงานจัดซื้อก็ยิ้มหน้าบาน รีบเดินออกไปต้อนรับ
ไม่ต้องรอให้หลินเจาพูดอะไรซ้ำสอง เขาก็นำทางกู้หย่วนซานและต้าไห่ หอบหิ้วตะกร้าล้ำค่าทั้งสี่ใบไปยังลานหลังร้าน
ให้ตายเถอะ ตะกร้าใบยักษ์สี่ใบถูกนำมาวางเรียงกัน แล้วยกขึ้นตาชั่ง ผลปรากฏว่าได้น้ำหนักถึง 422 จิน!
พนักงานจัดซื้อคนนี้เป็นมือเก๋าที่เดินทางเสาะหาวัตถุดิบให้สหกรณ์มาทั่วสารทิศ สายตาของเขาเฉียบแหลมเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ใช้มือคุ้ยดูไม่กี่ครั้งก็สามารถประเมินคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว
“โอ้โห! หายากจริงๆ! ของทั้งหมดนี่เป็นเห็ดเกรดหนึ่งชั้นเลิศเลยนี่นา!” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจระคนชื่นชม “จินละ 7 เหมา”
“จิน…จินละ 7 เหมาเหรอครับ” เสียงลูกคิดในหัวของกู้หย่วนซานดังรัวเร็ว
422 จิน…
จินละ 7 เหมา…
งะ…งั้นก็เท่ากับ…
295 หยวน…กับอีก 4 เหมาเลยน่ะสิ
หัวสมองของกู้หย่วนซานขาวโพลนไปหมด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ต้าไห่เองก็ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ อยู่พักใหญ่กว่าจะได้สติกลับคืนมา
เขาหยิกแขนตัวเองอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ความคิดที่กระเจิดกระเจิงไปถึงได้กลับเข้าร่าง
“ทะ…ทำไมมันถึงแพงกว่าไข่ไก่อีกล่ะครับ” ต้าไห่เอ่ยถาม
เขาไม่ได้รังเกียจที่ได้เงินเยอะ แต่กลัวว่าพนักงานจัดซื้อจะบอกราคาผิด แล้วทำให้พ่อกับชาวบ้านคนอื่นๆ ต้องดีใจเก้อ
พนักงานจัดซื้อทำสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ของที่หายาก ก็ย่อมมีราคาแพงเป็นธรรมดา”
ความจริงแล้ว เมื่อเช้านี้เองที่หัวหน้าเจียงเรียกประชุมพนักงานจัดซื้อทุกคน และแจ้งนโยบายชัดเจนว่าได้รับคำสั่งจากเบื้องบน ให้ส่งเห็ดที่รับซื้อมาทั้งหมดไปยังเมืองไห่ ในฐานะสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดพิเศษ
กองพลการผลิตเฟิงโซวที่กุมเทคนิคการเพาะปลูกเห็ดไว้ในมือ คงจะได้ดิบได้ดีกันคราวนี้แหละ
พูดให้ถูกก็คือ โอกาสทองครั้งใหญ่มันหล่นลงมาอยู่ตรงหน้าคอมมูนของพวกเขาแล้ว
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของพนักงานจัดซื้อที่มองการณ์ไกลเท่านั้น ยังไม่มีอะไรรับประกัน เขาจึงไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกไป
เขาจ่ายเงินให้ชายหนุ่มทั้งสองคน จัดการนำเห็ดไปเก็บในโกดังแล้วล็อกประตูอย่างดี จากนั้นก็รีบไปหาหัวหน้าเจียงทันที
[จบบท]