บทที่ 483: เผือกร้อนในอ้อมอก
หัวหน้าเจียงลงทุนเดินทางมาตรวจดูสินค้าถึงโกดังด้วยตัวเอง พอเห็นเห็ดกองโตที่ยังสดใหม่ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เอ่ยปากชมว่า “ดี” ติดต่อกันถึง 3 ครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปหาเลขาธิการพรรคของคอมมูนทันที
ชายวัยกลางคนทั้งสองใช้เวลาหารือกันอยู่นานในห้องทำงาน
ค่ำคืนนั้นเอง เห็ดจากกองพลการผลิตเฟิงโซวก็ถูกลำเลียงขึ้นรถไฟขบวนที่มุ่งหน้าสู่เมืองไห่
ทางด้านกู้หย่วนซานและต้าไห่ หลังจากได้รับเงินค่าเห็ดเป็นธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่ ความรู้สึกก็เหมือนตัวเบาหวิวราวกับจะลอยได้ ทั้งสองคนเติบโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยพกเงินสดติดตัวเกิน 50 หยวนเลยสักครั้ง การต้องมาถือเงินหลายร้อยหยวนเดินอยู่กลางถนน ทำให้พวกเขาประหม่าจนเกร็งไปหมด ไม่รู้จะวางแขนวางขาอย่างไรให้ดูเป็นธรรมชาติ
“หย่วนซาน แขนฉันหมดแรงแล้วว่ะ ถุงนี่นายเอาไปถือที” ต้าไห่ฉวยโอกาสยัดถุงผ้าเก่าๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเงินใส่อ้อมแขนของกู้หย่วนซาน
กู้หย่วนซานเองก็ใจหายวาบไม่ต่างกัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“ไอ้เพื่อนตัวดี” ริมฝีปากของชายหนุ่มสั่นระริก เขารีบซุกถุงผ้าเข้าไว้ในอกเสื้อแล้วกอดมันไว้แน่นโดยอัตโนมัติ
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและร้อนรนขณะจ้องหน้าเพื่อน “แล้วแขนฉันมีแรงนักหรือไงหา นายนี่มันหาเรื่องให้จริงๆ”
พอโยนเผือกร้อนก้อนใหญ่ออกไปได้สำเร็จ ต้าไห่ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เขาหายใจได้เต็มปอดและหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ
“มีสิ ก็นายนั่นไงกอดซะแน่นเลย ไปกันเถอะน่า ฉันเดินตามหลังเอง”
กู้หย่วนซานไม่อยากเสียเวลาเถียงอีกต่อไป เขาเร่งฝีเท้าก้าวยาวๆ มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านด้วยความเร็วที่มากกว่าขามาหลายเท่า
นับว่าโชคยังดีที่ตลอดเส้นทางกลับไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งสองจึงกลับมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่เห็นเงาของผู้คนในหมู่บ้านอยู่ไกลๆ กู้หย่วนซานก็เผลอลูบถุงผ้าที่ซ่อนในอกเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“คนเยอะเป็นบ้าเลย” ต้าไห่พูดขึ้น “สงสัยจะออกมารอพวกเรากันแน่ๆ เฮอะๆ พวกเขาไม่มีทางเดาถูกหรอกว่าเราขายเห็ดได้เงินมาเท่าไหร่”
กู้หย่วนซานที่ตื่นตัวจนประสาทตึงเครียดมาตลอดทางเหนื่อยเกินกว่าจะต่อปากต่อคำ เขาทำเพียงแค่ก้าวเดินต่อไปเงียบๆ
ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวคือต้องรีบส่งมอบ ‘ระเบิดเวลา’ ในอกนี่ออกไปให้พ้นตัวเสียที
พวกเด็กๆ ที่ถูกกำชับให้มารอที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มทั้งสองก็พากันส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวอย่างตื่นเต้น
“กลับมาแล้วจ้า อาหย่วนซานกับอาต้าไห่กลับมาแล้ว”
“ผู้ใหญ่บ้านคะ คนที่ไปขายเห็ดกลับมาแล้วค่ะ”
เสียงตะโกนแจ้งข่าวดังขึ้นเป็นทอดๆ ราวกับการวิ่งผลัด จนข่าวการกลับมาของพวกเขากระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวต่างพากันวิ่งออกมาจากบ้าน แล้วกรูกันเข้ามาล้อมกู้หย่วนซานและต้าไห่ไว้จนแน่นขนัด ทุกคนมีคำถามมากมายแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ได้แต่จ้องมองชายหนุ่มทั้งสองด้วยสายตาเปี่ยมความหวังอันร้อนแรง
สุดท้ายก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ทนไม่ไหวต้องเปิดฉากขึ้นก่อน
ฝ่ามือหนาฟาดเผียะลงบนบ่าของลูกชายตัวเอง
“เป็นใบ้รึไง พูดออกมาสิ เรื่องราวมันเป็นยังไง ขายเห็ดได้รึเปล่า”
แน่นอนว่าต้องขายได้อยู่แล้ว เพราะทั้งคู่กลับมาพร้อมคานหาบว่างเปล่า ตะกร้าไม้ไผ่ที่นำไปด้วยก็ไม่เหลือกลับมาสักใบ
ต้าไห่ย่นหน้าพลางลูบไหล่ป้อยๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “ขายได้สิพ่อ แต่พ่อลองทายดูก่อนไหมล่ะ ว่าเราขายได้ชั่งละเท่าไหร่”
ผู้ใหญ่บ้านทำท่าง้างมือจะฟาดซ้ำ
“ทายบ้านแกน่ะสิ” เขาตวาดอย่างหมดความอดทน “ได้มาเท่าไหร่ก็รีบๆ บอกมา เลิกลีลาได้แล้ว”
ต้าไห่เห็นพ่อทำท่าจะเอาจริงก็ไม่กล้าเล่นลิ้นอีกต่อไป เขาจึงรีบรัวคำพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “พนักงานจัดซื้อของสหกรณ์ฯ แค่เห็นเห็ดของเราก็บอกเลยว่าเป็นของเกรดหนึ่ง เขาเลยให้ราคาสูงถึงชั่งละ 7 เหมา ที่ผมกับหย่วนซานเอาไปทั้งหมด ขายได้เงินรวม 295 หยวนกับอีก 4 เหมา”
สิ้นเสียงของต้าไห่ ผู้ใหญ่บ้านก็อ้าปากค้างอย่างไม่รู้ตัว กรามของเขาค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ
ต้าไห่เห็นปากพ่ออ้ากว้างขึ้นทุกที จึงรีบเอามือไปช่วยประคองคางของพ่อไว้
“พ่อ ใจเย็นๆ ครับ เดี๋ยวคางก็หลุดไปถึงพื้นหรอก”
คำพูดของลูกชายเรียกสติของผู้ใหญ่บ้านกลับมาได้ เขารีบคว้าแขนลูกชายไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ ชั่งละ 7 เหมาเลยเหรอ แกไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม”
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นรอบทิศทาง คำพูดนั้นปลุกให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่กำลังตกตะลึงได้สติกลับคืนมา
ทุกคนต่างพากันรุมล้อม ดึงเสื้อผ้าของกู้หย่วนซานและต้าไห่ไว้ แล้วระดมยิงคำถามใส่ไม่ยั้ง
“หย่วนซาน ที่ต้าไห่พูดน่ะมันเรื่องจริงเหรอ เห็ดของเราขายได้ราคาดีขนาดนั้นเชียวหรือ เป็นไปได้ยังไงกัน นี่มันแพงกว่าไข่ไก่อีกนะ”
“ต้าไห่ แกไม่ได้โม้ใช่ไหม” ชายสูงวัยคนหนึ่งในหมู่บ้านจ้องหน้าเขาเขม็ง น้ำเสียงแฝงแววคาดคั้น “ถ้าแกพูดจาเหลวไหลล่ะก็ อย่าหาว่าลุงไม่เตือนนะว่าจะสั่งสอนแทนพ่อแก”
ชายคนนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ในตระกูลเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน ดังนั้นการที่เขาจะเอ่ยปากสั่งสอนลูกชายแทนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ต้าไห่รีบเข้าไปประคองแขนของชายสูงวัย สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ผมไม่ได้พูดเล่นครับ” เขารู้ดีว่าผู้สูงวัยคนนี้หูไม่ค่อยดี จึงตะโกนให้ดังขึ้นอีกนิดเพื่อให้ได้ยินชัดๆ “เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนครับ เงินค่าเห็ดทั้งหมดอยู่กับหย่วนซาน คำพูดอาจโกหกได้ แต่เงินสดๆ นี่โกหกไม่ได้หรอกครับ”
ริมฝีปากที่แห้งผากของชายชราสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
เป็นจังหวะเดียวกับที่กู้หย่วนซานหาช่องแทรกตัวออกมาได้ เขาดึงถุงผ้าเก่าๆ ที่บรรจุเงินปึกใหญ่ออกมาจากอกเสื้อ
ก่อนจะยื่นส่งให้ถึงมือผู้ใหญ่บ้าน “ผู้ใหญ่บ้านครับ เงินทั้งหมดอยู่ที่นี่”
ผู้ใหญ่บ้านรับถุงผ้ามา ก่อนจะหันไปส่งต่อให้สมุห์บัญชีของกองพลการผลิตเป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจคนของตัวเอง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน
สมุห์บัญชีเดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง แล้วเริ่มนับเงินต่อหน้าสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่ที่ยืนล้อมดูอยู่ไม่ห่าง และผลลัพธ์ก็คือจำนวนเงินถูกต้องครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์
ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่เหมาเดียว
เขาพยักหน้ายืนยันกับผู้ใหญ่บ้าน
วินาทีนั้นเอง บรรดาเจ้าหน้าที่ของกองพลการผลิตถึงได้ยอมเชื่อสนิทใจว่านี่คือความจริง
พวกเขาหาเงินเข้ากองพลฯ ได้จริงๆ
“ดี ดีมาก” ผู้ใหญ่บ้านตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เขาหันไปประกาศกับชาวบ้านด้วยเสียงอันดัง “เราจะปลูกเห็ด ขยายการเพาะปลูกให้มากขึ้นไปอีก”
เมื่อชาวบ้านได้เห็นเงินก้อนโตกับตา ทุกคนก็รู้ว่าในนั้นมีหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองรวมอยู่ด้วย แม้จะไม่รู้ว่าจะได้ส่วนแบ่งคนละเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันคือกำไรที่งอกเงยขึ้นมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยมีรายได้พิเศษก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แถมยังได้ยินพ่อกู้บอกอีกว่าเห็ดในโรงเพาะชำสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งฤดูหนาว
แค่ลองคำนวณตัวเลขคร่าวๆ ในใจ ชาวบ้านทุกคนก็ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
นี่มันสุดยอดจริงๆ
“ปลูกสิ ต้องปลูก”
“ที่บ้านฉันก็จะปลูกเหมือนกัน”
เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างกระตือรือร้นจากทั่วทุกทิศ
ท่ามกลางความยินดีนั้น พ่อกู้กลับขมวดคิ้วมุ่นพลางเปรยขึ้นด้วยความกังวล “แต่มูลวัวของเราไม่พอนะ”
มูลวัวที่กองพลการผลิตเฟิงโซวใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ทั้งหมดล้วนไปหยิบยืมมาจากกองพลการผลิตที่อยู่ติดกัน หากหมู่บ้านนั้นรู้ว่าพวกเขาทำเงินจากการปลูกเห็ดได้มากมายขนาดนี้ มีหวังคงเกิดความเสียดายและไม่ยอมให้ยืมอีกเป็นแน่
แล้วแบบนี้จะเอาอะไรมาทำปุ๋ยหมักกันเล่า
พ่อกู้เคยทดลองใช้มูลหมูดูแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเทียบกับมูลวัวไม่ได้เลย
ผู้ใหญ่บ้านเองก็นึกถึงปัญหานี้ขึ้นมาได้เช่นกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจึงจางลงเล็กน้อย
“นั่นเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ” เขาเอ่ย “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เช้าฉันจะเข้าไปในเมืองเพื่อรายงานสถานการณ์ให้ท่านเลขาธิการพรรคทราบ แล้วค่อยดูว่าจะหาทางออกอย่างไรได้บ้าง”
ในใจของเขานั้นมีความทะเยอทะยานอยู่ลึกๆ เขาหมายตามูลวัวจำนวนมหาศาลจากฟาร์มปศุสัตว์ของรัฐเอาไว้ แต่เรื่องใหญ่ระดับนี้ต้องอาศัยอำนาจของคอมมูนเข้าช่วย ลำพังแค่ผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆ อย่างเขาไม่มีทางทำสำเร็จได้แน่
ในจังหวะนั้นเอง ก็มีคนจากคอมมูนถูกส่งมาที่กองพลการผลิตเฟิงโซวพอดี
ชายหนุ่มผู้มาเยือนไหว้วานให้เด็กคนหนึ่งแถวนั้นช่วยนำทางไปหาผู้ใหญ่บ้าน เมื่อมาถึงเขาถึงกับแปลกใจที่เห็นชาวบ้านกำลังมุงล้อมกันอย่างคึกคัก บรรยากาศรื่นเริงเหมือนกำลังฉลองปีใหม่
รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขและจริงใจของชาวบ้านทำให้ชายหนุ่มเผลอยิ้มตามไปด้วย
“ผู้ใหญ่บ้านเย่ ท่านเลขาธิการพรรคเรียกพบครับ” เขาตะโกนเรียกพ่อของต้าไห่
ผู้ใหญ่บ้านเย่ถึงกับยืนงงไปชั่วขณะ
ก็ไหนว่าเพิ่งจะเจอกันไปเมื่อไม่นานนี้เอง
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองก็มีเรื่องมูลวัวที่ต้องเข้าไปรายงานพอดี เขาจึงไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า รีบกลับเข้าบ้านไปคว้าไฟฉาย แล้วกระโดดขึ้นจักรยานคู่ใจถีบตรงไปยังตัวอำเภอทันที
อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ แต่หัวใจของผู้ใหญ่บ้านเย่กลับร้อนรุ่ม พอใกล้ถึงที่หมาย เขาก็เริ่มคาดเดาถึงสาเหตุที่ถูกเรียกตัวไปต่างๆ นานา จนความรู้สึกกังวลใจเริ่มก่อตัวขึ้น
เมื่อมาถึงห้องทำงานของเลขาธิการพรรค เขายังไม่ทันจะได้นั่งลงดี อีกฝ่ายก็เปิดประเด็นสนทนาที่ทำให้เขาถึงกับสมองตื้อไปหมด
สิ่งที่ท่านเลขาธิการพรรคพูดคือแผนการส่งเสริมการเพาะปลูกเห็ดให้ครอบคลุมทั่วทั้งคอมมูนนับจากนี้เป็นต้นไป
ผู้ใหญ่บ้านเย่นั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ
อะไรกันนะ เขาหูฝาดไปรึเปล่า
“ปลูกเห็ดทั่วทั้งคอมมูนหรือครับ” ผู้ใหญ่บ้านเย่เผลอขึ้นเสียงสูง ความตกใจฉายชัดในน้ำเสียงจนสมองขาวโพลนไปหมด
เลขาธิการพรรคพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “นี่คือผลการหารือของพวกเรา”
[จบบท]