บทที่ 484: แผนการใหญ่
“ตอนนี้ประเทศเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ของทุกอย่างขาดแคลนไปหมด ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดก็ถือเป็นของหายาก ในเมื่อพวกเราอุตส่าห์คิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาได้แล้ว จะปล่อยให้เสียเปล่าไปไม่ได้ แผนของเราคือผลักดันให้ที่นี่กลายเป็นฐานการเพาะเห็ดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ส่งออกไปขายที่อื่นด้วย”
“กองพลการผลิตของพวกคุณเป็นกลุ่มแรกที่ทำสำเร็จ พอถึงเวลาตั้งโรงงาน แน่นอนว่ากองพลการผลิตเฟิงโซวจะได้สิทธิ์ก่อนใคร แล้วในเมื่อเราจะขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ครอบคลุมทั้งคอมมูน ก็ต้องสร้างสถานีป้องกันโรคระบาดขึ้นมาก่อน ซึ่งก็จะตั้งไว้ในเขตของพวกคุณนี่แหละ”
ในเมื่อเทคโนโลยีนี้เป็นผลงานของสมาชิกกองพลการผลิตเฟิงโซว เรื่องสิทธิพิเศษต่างๆ ที่พวกเขาควรจะได้รับ ทางคอมมูนก็ไม่มีทางตระหนี่ถี่เหนียวอยู่แล้ว จะปล่อยให้คนทำงานต้องเสียกำลังใจได้อย่างไร
แววตาของผู้ใหญ่บ้านเย่ทอประกายสดใสขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเราจะทำตามคำสั่งของผู้นำครับ” น้ำเสียงของเขาฟังดูเด็ดเดี่ยว
เลขานุการพรรคถึงกับหลุดหัวเราะ “อะไรกันที่ว่าจะทำตามคำสั่งผู้นำ บ้านเมืองเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยนะ ประชาธิปไตยคืออะไร ก็คือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั่นแหละ ถ้ามีปัญหาอะไรติดขัด พวกคุณก็ต้องเสนอขึ้นมาสิ”
“ถ้าขนาดผู้ใหญ่บ้านยังไม่กล้าพูด แล้วประชาชนตาดำๆ จะไปทำอะไรได้?”
เขาเองก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นผู้นำที่เข้มงวดอะไร ออกจะเป็นกันเองด้วยซ้ำไป แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเหล่าผู้ใหญ่บ้านถึงได้กลัวเขานักหนา เหมือนหนูเห็นแมวไม่มีผิด ช่างน่าจนใจเสียจริง
หลังจากได้พูดคุยกับเลขานุการพรรคอยู่หลายครั้ง ทัศนคติที่ผู้ใหญ่บ้านเย่มีต่ออีกฝ่ายก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เขาไม่เก็บงำปัญหาไว้กับตัวเหมือนเคย แต่เลือกที่จะพูดออกไปตรงๆ “ที่จริงก็มีปัญหาอยู่เหมือนกันครับ”
เลขานุการพรรคพยักหน้า “ว่ามาเลย”
“ท่านก็คงจะทราบดีว่าการปลูกเห็ดต้องใช้ปุ๋ยหมักที่ทำจากมูลวัว ที่ผ่านมาทางกองพลการผลิตของเราต้องไปหยิบยืมมาจากที่อื่น ถ้าต่อไปทั้งคอมมูนหันมาปลูกเห็ดกันหมด ผมเกรงว่ามูลวัวที่มีอยู่คงจะไม่พอแบ่งกันใช้”
“เรื่องนี้พวกเราคิดเผื่อไว้แล้ว มีการหารือกันเรียบร้อย เราตั้งใจว่าจะไปเจรจากับทางฟาร์มโดยตรง รับรองว่ามีมูลวัวพอให้ใช้แน่นอน คุณไม่ต้องกังวลไป”
พอเรื่องที่กังวลใจที่สุดได้รับการคลี่คลายจากปากของผู้นำโดยตรง ผู้ใหญ่บ้านเย่ก็รู้สึกมีกำลังใจในการทำงานขึ้นมาเป็นกอง
เขากลับมาถึงหมู่บ้านก็เรียกประชุมวางแผนงานต่างๆ ทันที ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นยะเยือก บรรยากาศในกองพลการผลิตเฟิงโซวกลับคึกคักและอบอวลไปด้วยความหวัง ทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะเริ่มต้นโครงการเพาะเห็ดครั้งใหญ่นี้
ณ ที่พักปัญญาชน
กลุ่มปัญญาชนหนุ่มสาวกำลังนั่งล้อมวงผิงไฟอยู่ในครัวพลางพูดคุยถึงเรื่องที่ทั้งหมู่บ้านกำลังเห่อกันอยู่
เหวินหวยหย่วนเป็นคนเริ่มบทสนทนา “พวกเราน่าจะลองปลูกกับเขาบ้างดีไหม?”
ซ่งเชียนค่อยๆ ละสายตาจากกองไฟขึ้นมองเพื่อนสนิท แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
เขาไม่มีความสนใจที่จะปลูกเห็ดเลยสักนิด อย่างแรกคือเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ส่วนอย่างที่สองคือเขาขี้เกียจจะลงแรงให้วุ่นวาย หากมีเวลาว่างขนาดนั้น เขาขอเลือกที่จะนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ สักสองสามหน้ายังจะดีเสียกว่า
เหยียนหลีส่งยิ้มหวาน เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย
“ฉันว่าน่าลองนะ...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยคดี เมิ่งเสี่ยวอิ๋งก็สวนขึ้นมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ “ลองอะไรกันยะ! เขาว่ากันว่าปลูกเห็ดมันต้องใช้ปุ๋ยหมัก แล้วรู้ไหมว่าปุ๋ยที่ว่ามันทำมาจากอะไร มันทำมาจากขี้วัว! ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าใครคิดจะเอาขี้วัวมาหมักให้เหม็นคลุ้งไปทั่วทั้งลานบ้านล่ะก็ ฉันจะเล่นงานให้ถึงที่สุดเลยคอยดู!”
เหยียนหลีกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน อยากจะซัดหน้ายัยปากร้ายนี่สักที แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ที่ยังไม่ควรสร้างศัตรู เธอก็เลือกที่จะระงับอารมณ์เอาไว้ และไม่ต่อปากต่อคำด้วย
ใครใคร่ปลูกก็ปลูกไป ถ้าไม่มีใครเอาด้วย อย่างมากเธอก็แค่ไปชวนปัญญาชนกวนกับปัญญาชนซูเท่านั้น
เหวินหวยหย่วนเหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจของเมิ่งเสี่ยวอิ๋งแล้วก็หมดอารมณ์จะคุยต่อ เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางหาวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะลุกเดินออกจากครัวไปอย่างไม่รีบร้อน
เมิ่งเสี่ยวอิ๋งทำท่าจะหันไปชวนซ่งเชียนคุยต่อ แต่ชายหนุ่มกลับปรายตามองผ่านหน้าเธอไปราวกับอากาศธาตุ แล้วลุกเดินตามออกไปจากห้องครัวที่แสนอบอุ่น ทิ้งให้เธอยืนเก้ออยู่ตรงนั้น
สายลมหนาวพัดผ่านร่างของเขาจนชายเสื้อปลิวไสว เผยให้เห็นช่วงเอวที่ได้สัดส่วนภายใต้ร่มผ้า เมิ่งเสี่ยวอิ๋งมองตามแผ่นหลังนั้นจนตาค้าง
เมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้มีแค่ตัวเองที่มองอยู่ เธอก็หันไปส่งสายตาอาฆาตใส่ปัญญาชนหญิงคนอื่นๆ และคนที่โดนหนักที่สุดก็หนีไม่พ้นเหยียนหลีผู้มีใบหน้างดงาม
เหยียนหลีได้แต่คิดในใจ “...” เป็นโรคประสาทหรือไงนะ?
ผู้ชายในที่พักปัญญาชนแห่งนี้ไม่ใช่แบบที่เธอชอบเลยสักคน เธอชอบผู้ชายรูปร่างกำยำแข็งแกร่ง ไม่ใช่พวกไก่อ่อนไร้เรี่ยวแรงที่เห็นแล้วหมดอารมณ์ ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเธอเลยสักนิด... ยิ้มอ่อน :)
…
เหยียนหลีเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริง เมื่อตัดสินใจแล้ว วันนั้นเธอจึงมุ่งหน้าไปหาปัญญาชนซูและปัญญาชนกวนที่ย้ายออกไปอาศัยอยู่ข้างนอกทันที
การปรากฏตัวของเหยียนหลีทำให้ปัญญาชนหญิงทั้งสองคนที่อาศัยอยู่นอกที่พักปัญญาชนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
นับตั้งแต่วันที่พวกเธอย้ายออกมา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์กับชาวบ้านนั้นแน่นแฟ้นขึ้นมาก ในขณะที่ความสัมพันธ์กับเหล่าปัญญาชนคนอื่นๆ ในที่พักก็เป็นเพียงการรักษาหน้าตาทางสังคมเท่านั้น
เมื่อได้ฟังจุดประสงค์การมาของเหยียนหลี ซูอีและปัญญาชนกวนก็หันมาสบตากันอย่างมีความหมาย
ซูอีมีท่าทีลังเลใจเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เต็มใจที่จะร่วมมือด้วย อย่างน้อยก็ในฐานะที่เหยียนหลีมีชะตากรรมไม่ต่างจากเธอมากนัก คนหัวอกเดียวกันก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ปัญญาชนกวนอาศัยอยู่กับซูอีมานานจนรู้ใจกัน เธอพอจะเดาความคิดของเพื่อนได้ จึงเอ่ยขึ้นก่อน “ฉันไม่มีปัญหา แล้วเธอว่ายังไงล่ะ ปัญญาชนซู?”
นัยน์ตาสีเข้มของซูอีเป็นประกายขึ้นมาทันที “ฉันก็ไม่มีปัญหาเหมือนกัน”
เธอหันไปบอกเหยียนหลีด้วยรอยยิ้ม “ปัญญาชนเหยียน ถ้างั้นเราสามคนมาลงแรงปลูกเห็ดด้วยกันเถอะ”
“ฉันกับปัญญาชนกวนกำลังวางแผนจะสร้างโรงเรือนเพิ่มอีกหลังหนึ่ง เอาไว้สำหรับเพาะเห็ดโดยเฉพาะเลย” ซูอีเล่าแผนการที่พวกเธอคุยกันไว้
เหยียนหลีเป็นคนตรงไปตรงมา “เรื่องเงินค่าก่อสร้างให้ฉันช่วยออกนะ ตกลงว่าต้องจ่ายคนละเท่าไหร่?”
ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนไม่ได้สูงมากนัก ซูอีกับปัญญาชนกวนคำนวณคร่าวๆ แล้วจึงบอกไป “งั้นก็คนละ 2 หยวนก็แล้วกัน ขาดเหลือยังไงค่อยว่ากันอีกที ดีไหม?”
เหยียนหลีหยิบเงินส่งให้ทันที “ฉันเชื่อใจพวกเธอ”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้ซูอีมีความสุขจนยิ้มกว้าง “ก็เหมือนที่พวกเราเชื่อใจสหายหลินนั่นแหละ”
เหยียนหลีเอียงคอด้วยความสงสัย “สหายหลินคนที่มีลูกแฝดชายคู่หนึ่ง แล้วก็แฝดชายหญิงอีกคู่หนึ่งน่ะเหรอคะ?”
“ใช่ คนนั้นแหละ” ดวงตาของซูอีทอประกายสดใส เธอเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับหลินเจาอยู่สองสามครั้ง และก็ประทับใจในตัวอีกฝ่ายมาก
เหยียนหลีมีสีหน้าเสียดาย “โชคร้ายจังที่ฉันเพิ่งย้ายมา เลยยังไม่เคยได้เจอเธอเลย”
ช่วงฤดูร้อนหลินเจาไม่ค่อยชอบออกจากบ้าน พอเข้าฤดูหนาวเธอก็พาลูกๆ ทั้งสี่คนไปอาศัยอยู่ที่บ้านในอำเภอ ทำให้เหล่าปัญญาชนรุ่นหลังๆ แทบไม่มีใครเคยเห็นหน้าเธอ
“โอ๊ย จะเป็นอะไรไป สหายหลินไม่ได้ย้ายไปไหนถาวรเสียหน่อย” ปัญญาชนกวนพูดขึ้น “พอถึงช่วงใกล้ปีใหม่ที่สหกรณ์หยุดทำการ เธอก็จะกลับมาฉลองที่หมู่บ้านนี่แหละ ถึงตอนนั้นก็ได้เจอกันเอง”
ซูอีหันไปมองเพื่อน “ทำไมเธอถึงรู้เรื่องละเอียดขนาดนี้?”
“ก็สหายหลินเป็นคนบอกฉันเอง” ปัญญาชนกวนตอบพร้อมรอยยิ้ม ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเป็นฝ่ายไปซักถามเองต่างหาก ส่วนอีกฝ่ายก็แค่ตอบตามมารยาทเท่านั้น
ซูอีถึงกับทำหน้าไม่ถูก รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นส่วนเกินขึ้นมาเสียอย่างนั้น เหมือนคนสามคนที่เคยเดินเคียงข้างกันมา แต่จู่ๆ อีกสองคนกลับมีความลับที่รู้กันอยู่แค่สองคน
…
หลินเจายังไม่รู้เลยว่าที่กองพลการผลิตกำลังมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น
พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอก็พาลูกๆ ทั้งสี่กลับมาที่บ้านในหมู่บ้าน และสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างไปจากทุกปีอย่างชัดเจน รอบตัวมีแต่ความคึกคักและกระตือรือร้นจนน่าประหลาดใจ
เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่แล้วกลิ่นเหม็นรุนแรงก็โชยมาเตะจมูกเสียก่อน
อวี้เป่ารีบยกมือเล็กๆ ที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายขึ้นมาปิดจมูกทันที “เหม็นจังเลยแม่ เหม็นมากๆ ทำไมหมู่บ้านเราถึงได้เหม็นขนาดนี้!!”
หยวนเป่ากับเพื่อนๆ วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นพอดี เมื่อได้ยินคำถามก็พากันวิ่งเข้ามาตอบเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางสูดน้ำมูกที่ไหลย้อยเพราะอากาศหนาวไปด้วย
“พวกผู้ใหญ่เขากำลังทำปุ๋ยหมักกันอยู่น่ะสิ ทำปุ๋ยหมักมันก็ต้องเหม็นแบบนี้แหละ!” หยวนเป่าพูดเสียงแจ่มใส จมูกแดงก่ำเพราะโดนลมหนาว แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกรู้สา บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่หมู่บ้านมีช่องทางทำเงินเพิ่มขึ้น
“เหม็นนิดหน่อยจะเป็นไรไป ขอแค่หาเงินได้ก็พอแล้ว!” เถี่ยหนิวเสริมขึ้นมาบ้าง “ตอนพ่อฉันกลับมาจากขายเห็ดนะ เดินยิ้มไม่หุบเลย ดีใจสุดๆ แม่บอกว่าปีใหม่นี้จะตัดเสื้อนวมตัวใหม่ให้ แล้วก็จะซื้อลูกอมผลไม้ให้กินด้วย”
หลินเจามองเด็กๆ คุยกันพลางผลักประตูรั้วเข้าไปในลานบ้าน ก่อนจะกวักมือเรียกลูกๆ ให้ตามเข้ามาเพราะอากาศข้างนอกเริ่มเย็นลงทุกที เธอไม่อยากให้เด็กๆ ต้องมาเป็นหวัด
เมื่อเด็กๆ เข้ามาในบ้าน บรรยากาศก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
กู้หลานเดินออกมาจากในครัวพร้อมรอยยิ้ม “อาสะใภ้สามคะ หนูต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้แล้วในกระติก ผ้าห่มก็เพิ่งเอาไปตากแดดมาเมื่อวานนี้เอง ส่วนผ้าปูที่นอนก็เปลี่ยนผืนใหม่ให้แล้วค่ะ”
หลังจากที่ครอบครัวของหลินเจาย้ายไปอยู่ที่อำเภอ บ้านหลังนี้ก็อยู่ในความดูแลของบ้านใหญ่ โดยมีแม่กู้คอยแวะเวียนมาปัดกวาดเช็ดถูและนำเครื่องนอนออกมาตากแดดให้อยู่เสมอ
[จบบท]