บทที่ 486: อวด
แม่กู้ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เดินกระทืบเท้าปึงปังออกจากห้องไปอย่างขัดใจ
เงินทุกบาททุกสตางค์ในบ้านนี้ล้วนมีที่มาที่ไป จะให้เธอใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อของให้ตัวฃเองได้ยังไงกัน!
พ่อกู้ได้แต่ทอดถอนใจอยู่ข้างหลัง
ภรรยาของเขานี่ช่างเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
...
แต่ทันทีที่เท้าก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ใบหน้าที่บึ้งตึงของแม่กู้ก็พลันปรากฏรอยยิ้มกว้างออกมา
นานทีปีหนจะได้ใส่เสื้อผ้าสีแดงสดแบบนี้ ทำเอาเธอรู้สึกเก้อเขินจนไม่รู้จะวางแขนวางขาไว้ตรงไหน
“โห ดูดีมากเลยค่ะแม่! แสดงว่าฝีมือกับสายตาของฉันเนี่ยไม่เลวเลยนะคะ เหมาะกับแม่ที่สุดเลย” หลินเจาเป็นคนแรกที่เอ่ยปากชม
จ้าวลิ่วเหนียงได้ยินน้องสะใภ้ถือโอกาสชมตัวเองไปในตัวก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ใช่ค่ะแม่ ดูสดใสมากจริงๆ”
หลังจากชมแม่สามีเสร็จ เธอก็หันไปทางหลินเจาด้วยความสนใจ “นี่มันลายถักแบบไหนกันเหรอ ฉันเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก สวยแปลกตาดีจังเลย ไว้ถ้าฉันหาซื้อไหมพรมได้เมื่อไหร่ เธอช่วยสอนฉันถักหน่อยได้ไหม ฉันอยากจะลองถักให้อวี๋อวี๋ใส่สักตัว”
หากเป็นเมื่อก่อน จ้าวลิ่วเหนียงคงไม่กล้าเอ่ยปากขอแบบนี้ ไหมพรมเป็นของราคาแพง สู้เก็บเงินไปซื้อผ้าฝ้ายมาทำเสื้อนวมให้ลูกยังจะดีเสียกว่า
แต่สถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อกองพลการผลิตมีช่องทางทำกินใหม่ๆ เธอกับสามีก็หันมาทำโรงเพาะเห็ดเหมือนกัน แค่เห็ดรุ่นแรกที่เก็บขายไปก็ทำเงินได้ตั้งสิบกว่าหยวนแล้ว
ในเมื่อหาเงินได้มากขนาดนี้ การจะซื้อไหมพรมสักหน่อยก็คงไม่เกินตัวเกินไปนักหรอก!
หลินเจาจึงรีบเสนอตัวทันที “ที่บ้านฉันยังมีไหมพรมเหลืออยู่นะคะ พี่สะใภ้รองสนใจไหม”
ดวงตาของจ้าวลิ่วเหนียงเบิกกว้างด้วยความดีใจ “สนใจสิ! ทำไมจะไม่สนใจล่ะ!”
เธอรู้ดีว่าการที่น้องสะใภ้สามเอ่ยปากแบบนี้ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะยกให้เธอโดยไม่คิดเงินและไม่ต้องใช้ตั๋วสิ่งของใดๆ ทั้งสิ้น
จ้าวลิ่วเหนียงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
“น้องสะใภ้สาม ขอบใจเธอมากนะ! ฉันขอไม่เยอะหรอก เอาแค่พอถักเสื้อให้อวี๋อวี๋ได้หนึ่งตัวก็พอแล้ว”
จริงๆ แล้วหลินเจามีไหมพรมเก็บไว้เยอะมาก หลังจากถักเสื้อไหมพรมให้ลูกๆ ทั้งสี่คน รวมถึงถักกางเกงสำหรับไว้เปลี่ยนให้พวกเขาแล้ว ก็ยังคงเหลือไหมพรมอยู่อีกตั้งมากมาย
ไหมพรมพวกนี้ล้วนเป็นของที่พี่ชายคนที่สามกับกู้เฉิงหวยส่งมาให้ แถมในแหวนมิติของเธอยังมีไหมพรมที่ได้จากการสุ่มรางวัลอีกเพียบ ชาตินี้ก็คงใช้ไม่หมด
เก็บไว้ก็มีแต่จะรกเปล่าๆ
“พี่สะใภ้รองอยากได้สีอะไรเป็นพิเศษไหมคะ”
จ้าวลิ่วเหนียงถึงกับตาโต “ให้เลือกได้ด้วยเหรอ”
แล้วไม่รอให้หลินเจาตอบ เธอก็ถามต่ออย่างตื่นเต้น “ว่าแต่มีสีอะไรให้เลือกบ้างล่ะ”
“ก็มีสีเหลืองอ่อน สีเขียวพาสเทล สีชมพูกุหลาบ แล้วก็สีน้ำเงินเข้มค่ะ” หลินเจาไล่สีไหมพรมที่มีให้ฟัง
จ้าวลิ่วเหนียงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที
สีแต่ละสีที่ว่ามา ล้วนดูเข้ากับลูกสาวตัวน้อยของเธอทั้งนั้น
ใบหน้าของเธอขมวดเข้าหากันจนยับย่นเหมือนซาลาเปาที่โดนนึ่งมาใหม่ๆ
หลินเจาเห็นท่าทางนั้นแล้วก็รู้สึกขบขัน “พี่สะใภ้รองไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ค่ะ ค่อยๆ คิดไปก่อน เดี๋ยวฉันเก็บไว้ให้”
คิ้วที่เคยขมวดมุ่นของจ้าวลิ่วเหนียงค่อยๆ คลายออกจากกัน “ขอบใจเธอมากเลยนะ น้องสะใภ้สาม”
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มรับอย่างไม่ใส่ใจ
บรรยากาศระหว่างลูกสะใภ้ทั้งสองที่พูดคุยกันอย่างราบรื่นปรองดอง ไม่มีกระทบกระทั่งกันแม้แต่น้อย ทำให้คนที่มองอยู่รู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
แม่กู้เองก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
หลังจากหลินเจาแยกย้ายกลับไปแล้ว เธอก็ไม่ได้สวมเสื้อนวมตัวบางทับ แต่เลือกที่จะใส่เพียงเสื้อไหมพรมตัวใหม่ออกไปเดินอวดโฉมรอบหมู่บ้าน
เมื่อทุกคนในลานบ้านต่างแยกย้ายกันไปหมดสิ้น
พ่อกู้ก็แอบหยิบเสื้อกั๊กไหมพรมกลับเข้าห้องของตัวเองอย่างเงียบเชียบ เขาถอดเสื้อนวมตัวบางออก แล้วสวมเสื้อกั๊กที่ลูกสะใภ้ถักให้ไว้ด้านใน
ไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายทันทีที่สวมใส่
โดยเฉพาะช่วงท้องที่ให้ความรู้สึกอุ่นสบายเป็นพิเศษ
ใจหนึ่งเขาก็อยากจะออกไปเดินอวดชาวบ้านสักสองสามรอบเหมือนกัน แต่พอนึกถึงใบหน้าเยาะเย้ยของภรรยาขึ้นมา ก็จำต้องระงับความต้องการนั้นเอาไว้
แต่การที่ไม่ได้ออกไปอวดดังใจคิด กลับยิ่งทำให้ความตื่นเต้นในใจเพิ่มสูงขึ้น เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องอย่างอารมณ์ดี พลางตั้งตารอให้ภรรยารีบกลับมาไวๆ
แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ แม่กู้ไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่แม่กู้ออกจากประตูบ้านไป
เสื้อไหมพรมสีแดงสดบนตัวเธอก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในทันที กลุ่มชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่พอเห็นเธอเข้า ก็พากันกรูเข้ามาหาราวกับแมวได้กลิ่นหญ้าตำแยแมว
พอได้เห็นเสื้อไหมพรมสีแดงสดที่แม่กู้สวมใส่อย่างชัดเจน ดวงตาของทุกคนก็พากันเป็นประกายวิบวับ
แล้วก็พากันเข้ามามุงดูใกล้ๆ
“แม่หย่วนซาน นี่เธอได้เสื้อไหมพรมมาใหม่เหรอ”
“สีแดงสดขนาดนี้ หายากไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย ลูกสาวเธอเป็นคนถักให้รึเปล่า”
“ดูดีมากเลยนะเนี่ย ทำให้หน้าตาเธอดูผ่องใสขึ้นเป็นกองเลย”
...
เหล่าป้าน้าอาในหมู่บ้านต่างก็เอ่ยชมกันไม่ขาดปาก
บางคนถึงกับอดใจไม่ไหว ยื่นมือหมายจะเข้ามาสัมผัส แต่ก็ถูกแม่กู้ที่เร็วกว่าปัดมือออกไปทันควัน
“อย่ามาจับมั่วซั่วนะ! เดี๋ยวไหมก็เป็นขุยกันพอดี!” เธอตวาดแหวอย่างไม่สบอารมณ์
แม่กู้หันไปมองคนที่เอ่ยถึงลูกสาวของตน ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ “ไม่ใช่ลูกสาวฉันหรอกย่ะ กู้ฉานเพิ่งไปทำงานได้กี่วันกันเชียว จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อไหมพรม นี่เป็นฝีมือของลูกสะใภ้ฉันเอง”
“แล้วไม่ใช่แค่ถักให้ฉันคนเดียวนะ ยังถักเสื้อกั๊กกันหนาวให้พ่อของหย่วนซานเขาอีกตัวด้วย”
คำพูดของแม่กู้ทำเอาบรรดาชาวบ้านที่มุงฟังอยู่ถึงกับหน้าเจื่อนลงไปตามๆ กัน
ให้ตายเถอะ!
ต่อให้เป็นฝีมือของลูกสาวแท้ๆ ก็ยังไม่ทำให้พวกเธอรู้สึกตกตะลึงได้เท่านี้เลย
ดูสิ ดูลูกสะใภ้บ้านคนอื่นเขาทำเข้า นี่ตั้งใจจะทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรือยังไง
วันนี้ยายเฒ่ากู้ได้ทีข่มคนอื่นอีกจนได้!
ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา “เธอนี่โชคดีจริงๆ เลยนะ ได้ลูกสะใภ้ดีคอยดูแล!”
แม่กู้ไม่ปฏิเสธ ซ้ำยังตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
“แล้วเรื่องที่พวกเธอได้เพาะเห็ดขายเห็ดกันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่ความคิดของลูกสะใภ้ฉันหรือไง ไหนจะเรื่องสินค้ามีตำหนิอีกรอบนั้นอีกล่ะ หรือว่าลืมกันไปหมดแล้ว!”
คนที่พูดจาแขวะเมื่อครู่ถึงกับหน้าเสีย รีบยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองเบาๆ “โอ๊ย จะลืมได้ยังไงกัน จำได้ขึ้นใจเลยต่างหาก ลูกสะใภ้เธอเป็นคนดี ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ...”
“ใช่ๆ ถูกต้องเลย”
ชาวบ้านอีกคนรีบผสมโรง “ในบรรดาคนทั้งหมู่บ้าน ก็มีแต่เธอนี่แหละที่ได้อยู่อย่างสุขสบายที่สุด ว่าแต่เธอมีเคล็ดลับอะไรในการสอนลูกสะใภ้เหรอ บอกพวกเราบ้างสิ”
แม่กู้คิดในใจ จะมีเคล็ดลับอะไรกัน มันก็แค่การเอาใจเขามาใส่ใจเราเท่านั้นแหละ
“ถ้าเราจริงใจกับลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้เขาก็จะคิดถึงเราเองนั่นแหละ” เธอตอบกลับไป
คำพูดนั้นทำให้บรรดาแม่สามีคนอื่นๆ ต่างเบ้ปากอย่างไม่เชื่อถือ
พวกเธอล้วนผ่านช่วงเวลาของการเป็น “ลูกสะใภ้ที่ถูกกดขี่มานานจนได้กลายเป็นแม่สามี” มาด้วยกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่จึงมักจะคอยจับตาดูและควบคุมลูกสะใภ้ของตัวเองอยู่เสมอ จะให้ไปมอบความจริงใจอะไรให้กัน ไม่มีทางเสียหรอก...
แม่กู้พอจะเดาความคิดของคนเหล่านั้นออก จึงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
เพราะพูดไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
เธอไม่สามารถไปบงการชีวิตใครได้ แค่ดูแลชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว
“แม่หย่วนซาน ได้ข่าวว่ากู้ฉานได้งานทำแล้วเหรอ” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้
แม่กู้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้วล่ะ มีคนคอยสอนงานให้เรียบร้อย ลูกสาวฉันปรับตัวได้ดีมากเลย”
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ เธอได้ยินมาจากหลินเจาอีกที
“แบบนี้ชีวิตของกู้ฉานก็สบายไปทั้งชาติแล้วสิ” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยแววตาอิจฉาริษยา หากเป็นลูกหลานของตัวเองที่โชคดีแบบนี้บ้างล่ะก็ ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดงแค่ไหน เธอก็จะปีนขึ้นเขาไปโขกหัวขอบคุณเจ้าที่เจ้าทางให้ได้
เฮ้อ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของโชคชะตาจริงๆ
หลังจากเดินอวดเสื้อตัวใหม่ท่ามกลางลมหนาวได้ราวสิบนาที แม่กู้ก็เริ่มทนความเย็นไม่ไหว เธอจึงเร่งฝีเท้ากลับบ้านทันที
พอเข้ามาในห้อง เธอก็ไม่ลืมที่จะปิดประตูลงกลอน
“ทำไมเพิ่งกลับมา...” พ่อกู้ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างร้อนใจ
แม่กู้ซึ่งกำลังอารมณ์ดี พอเห็นสามีสวมเสื้อกั๊กตัวใหม่ก็เอ่ยชม “เสื้อกั๊กตัวนี้ก็สวยดีนะคะ ดูภูมิฐานกว่าเลขาธิการพรรคของคอมมูนเสียอีก”
คำชมนั้นทำเอาพ่อกู้ยิ้มแก้มแทบปริ “ฉันมันก็แค่ชาวนาแก่ๆ คนหนึ่ง จะเอาอะไรไปเทียบกับท่านเลขาธิการพรรคได้”
แม่กู้ลอบคิดในใจ ก็ยังรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวดีนี่
“...ฉันหมายถึงเสื้อกั๊กน่ะค่ะ ที่ดูภูมิฐานกว่า”
รอยยิ้มกว้างที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของพ่อกู้ค่อยๆ หุบลงช้าๆ
เขาถอดเสื้อกั๊กตัวใหม่ออกมาพับเก็บเข้าตู้อย่างดี ก่อนจะสะบัดหน้าพรืด เดินกระทืบเท้าออกจากห้องตรงไปยังโรงเพาะเห็ดทันที... เชอะ!
...
หลินเจากลับมาถึงบ้านได้ไม่ทันไร พี่ชายคนที่สองของเธอ หลินซื่อเซิ่ง ก็มาหาถึงที่
สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก แม้จะพยายามฝืนยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูฝืดเฝื่อนจนผิดสังเกต แม้แต่เด็กแฝดทั้งสองคนยังมองออก
เจ้าตัวเล็กทั้งสองจึงได้แต่นั่งมองน้าชายเงียบๆ ไม่ได้วิ่งเข้าไปเล่นด้วยอย่างที่เคย
“พี่รองมาที่นี่ได้ยังไงคะ” หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงความผิดปกติใดๆ แล้วเอ่ยถามขึ้น
หลินซื่อเซิ่งโบกมือให้หลานๆ ออกไปเล่นที่อื่นก่อน จากนั้นจึงหันมาพูดกับน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจาเจา ชิวเหลียน... ไม่อยู่แล้ว”
หลินเจารู้สึกเหมือนสมองของเธอหยุดทำงานไปชั่วขณะ
“...คะ?”
ไม่อยู่แล้ว...
หรือว่า... จะเป็นความหมายที่เธอคิด
ขณะที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลินซื่อเซิ่งพยักหน้ารับช้าๆ “ก็อย่างที่เธอคิดนั่นแหละ”
“มันเกิดขึ้นได้ยังไงกันคะ” เธอถามออกไป
อันที่จริงเธอไม่ได้ชอบพออะไรชิวเหลียนนัก ไม่ได้รู้สึกผูกพันฉันพี่น้องเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวร้ายนี้ ปฏิกิริยาของเธอจึงค่อนข้างเรียบเฉย
เธอเพียงแค่รู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนนัก ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจหรือเศร้าโศกใดๆ เลย
[จบบท]