บทที่ 489: จำได้แล้ว
“ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ พ่อสั่งให้พวกเราคอยดูแม่ไว้นะคะ” หลินสี่เป่าค้านเสียงแข็ง
“แม่ต้องเชื่อฟังพวกเรานะคะ” เด็กหญิงทำท่าเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ค่อยๆ ประคองเฉินอวี่ให้นั่งลง “แม่กำลังท้อง ต้องระวังตัวให้มาก คุณย่าก็กำชับแล้วว่าให้แม่พักผ่อนอยู่เฉยๆ ถ้าแม่ดื้อ หนูจะไปฟ้องพ่อจริงๆ ด้วย”
เฉินอวี่จนคำพูด
เธอได้แต่หันไปมองหลินเจาเพื่อขอความช่วยเหลือ
“แค่ท้องเองนะ แต่กลับถูกคุมเข้มเหมือนเป็นนักโทษ”
หลินเจาสังเกตว่าครรภ์ของพี่สะใภ้ใหญ่ดูจะโตกว่าปกติ จึงลองชี้ไปที่หน้าท้องนูนเด่นแล้วถามขึ้น “ในนั้นมีสองคนหรือเปล่าคะ”
“ใช่จ้ะ” เฉินอวี่พยักหน้ารับ “หมอจับชีพจรดูแล้ว บอกว่าเป็นแฝด”
หมอคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เคยตรวจให้อาหญิงเล็กของสามี ฝีมือจับชีพจรแม่นยำมาก เมื่อบอกว่าเป็นแฝดก็ย่อมไม่ผิดพลาด แถมยังระบุเพศได้อีกด้วย
และในท้องของเฉินอวี่คราวนี้ ก็เป็นเด็กผู้ชายอีกสองคน
ดวงตาของหลินเจาเป็นประกายขึ้น เอ่ยด้วยความห่วงใย “ท้องแฝดลำบากมากนะคะ พี่สะใภ้ใหญ่เชื่อฟังหลินสี่เป่าเถอะค่ะ พักผ่อนเยอะๆ ส่วนงานบ้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กๆ ไป”
เธอเคยคลอดลูกแฝดมาแล้วถึงสองครั้ง จึงเข้าใจดีว่าการอุ้มท้องทีเดียวสองคนนั้นหนักหนาเพียงใด ตอนที่ท้องของเธอเริ่มแก่ แม่ถึงกับต้องย้ายมานอนเตียงเดียวกันเพื่อคอยดูแลและนวดขาให้เธอทุกคืน
หลินต้าตั้นรีบตบอกรับรอง “ใช่แล้วครับ ผมทำได้ทุกอย่างเลย”
“แต่พี่ใหญ่ทำกับข้าวไม่เป็นนี่นา!” หลินเอ้อร์ตั้นสวนขึ้นมาทันควัน
คำพูดนั้นทำเอาหลินต้าตั้นที่กำลังอับอายจนหน้าแดงก่ำปรี่เข้าไปรัดคอน้องชาย พร้อมกับส่งเสียงขู่ในลำคอ “อยากเจ็บตัวใช่ไหม”
“อาเล็กช่วยผมด้วย!” หลินเอ้อร์ตั้นร้องลั่น
หลินต้าตั้นแสยะยิ้มเลียนแบบตัวร้ายในภาพยนตร์ “ตอนนี้ให้ใครมาช่วยก็ไม่มีประโยชน์! หลินซือเหยียน...นาย...เสร็จ...แน่!”
เจ้าเด็กคนนี้หาเรื่องให้เขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน
ดูท่าว่าจะต้องสั่งสอนกันสักหน่อยแล้ว
เชียนเป่าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปดึงมือหลินต้าตั้นไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดูว่า “อย่าทะเลาะกันนะ”
สีหน้าและแววตาของเด็กน้อยดูจริงจังมาก
หลินเอ้อร์ตั้นเห็นดังนั้นก็ยิ้มกริ่ม เขากุมมือน้อยๆ ของเชียนเป่าไว้แน่นราวกับได้เกราะคุ้มกันชั้นดี “เชียนเป่าอยู่ข้างผม!”
หมัดของหลินต้าตั้นยิ่งกำแน่นขึ้นไปอีก
แต่เมื่อสบตากับใบหน้าที่แสนจริงจังของเชียนเป่า เขาก็ต้องฝืนใจยอมแพ้ ทำได้เพียงส่งสายตาคาดโทษให้น้องชายตัวดี ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มให้เชียนเป่า “ก็ได้ๆ วันนี้จะปล่อยไปก่อน”
แต่คืนนี้ค่อยว่ากันอีกที
หลินเอ้อร์ตั้นเดาความคิดของพี่ชายออก เขารีบยกมือขึ้นกุมก้นตัวเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าพลันซีดเผือด
พ่อแม่ก็คนเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมเรี่ยวแรงของเขาถึงสู้พี่ใหญ่ไม่ได้เลยสักนิด
“อาเล็กครับ” เด็กชายหันไปหาที่พึ่งสุดท้าย
หลินเจารับถ้วยน้ำร้อนที่หลินเซวียนส่งมาให้จิบหนึ่งคำ ความอบอุ่นค่อยๆ แล่นไปทั่วร่าง อุณหภูมิของน้ำกำลังดื่มสบาย เธอจึงป้อนให้ฝาแฝดชายหญิงซึ่งเป็นลูกคนเล็กของเธอได้จิบคนละนิด แต่ดูเหมือนว่าเด็กทั้งสองจะไม่โปรดปรานน้ำเปล่าสักเท่าไหร่ เพียงแค่จิบพอเป็นพิธีก็พากันวิ่งเล่นต่อไป
เธอจึงได้แต่ส่งสายตาให้หลานชายเป็นเชิงว่าตนเองก็จนปัญญา
“อาคงช่วยเธอไม่ได้หรอก” หลินเจาอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เธอเป็นหลานแท้ๆ ของอา ต้าตั้นก็เหมือนกัน ถ้าอาเข้าข้างใคร อีกคนก็ต้องน้อยใจแย่เลย เพราะงั้นอาจะไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น”
หลินเอ้อร์ตั้นเบะปากทำหน้าเจ็บปวด ความสามารถด้านการแสดงของเขาช่างสูสีกับเอ้อร์ไจ่ไม่มีผิด
เหิงเป่าหัวเราะคิกคักแล้วพูดโอ้อวดขึ้นมาว่า “พี่ชายไม่เคยดุผมเลยนะครับ ถ้าผมทำอะไรผิด พี่เขาก็จะใช้คำพูดสอนดีๆ ไม่เคยตีเลยสักครั้ง”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจระคนยินดี
หลินเจาคุ้นชินกับวาทะเด็ดของลูกชายคนนี้ดีอยู่แล้ว สีหน้าของเธอจึงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
มุมปากของหลินต้าตั้นกระตุกเล็กน้อย
“นั่นก็เพราะอวี้เป่าเป็นคนใจดีต่างหากล่ะ” เขาให้ความเห็น
อีกอย่างเหิงเป่าก็ยังเป็นเด็ก ไม่ได้อยู่ในช่วงวัยที่จะต่อปากต่อคำกับใคร รอให้เขาโตกว่านี้อีกหน่อยเถอะ ถึงตอนนั้นค่อยมาดูกันว่าอวี้เป่าจะยังอดทนไหวอยู่หรือไม่
ทว่าเหิงเป่ากลับไม่ได้คิดไกลไปถึงขนาดนั้น ดวงตาของเขาหรี่ลงจนโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ “พี่ชายของผมน่ะใจดีที่สุดในโลก ที่หนึ่งในใจผมเลยครับ”
แก้มของอวี้เป่าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เขาดึงมือน้องชายเบาๆ พลางกระซิบ “เหิงเป่า ถ่อมตัวหน่อยสิ”
เหิงเป่าเชื่อฟังพี่ชายเสมอ เขาจึงหุบยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับคำ “ครับ ผมไม่พูดแล้วก็ได้”
หลินต้าตั้นและหลินเอ้อร์ตั้นได้แต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
“อวี้เป่ากับเหิงเป่านี่ตลกกันจริงๆ เลยนะคะ” หลินสี่เป่าหัวเราะคิกคักพลางยกมือขึ้นปิดปาก
อากาศภายนอกเริ่มเย็นยะเยือกจนไม่มีใครอยากอยู่นาน เด็กๆ บ้านหลินจึงอาสาพาญาติๆ ทั้งสี่คนเข้าไปเล่นกันต่อในบ้าน ส่วนหลินเจาก็ปลีกตัวไปยังห้องของบิดามารดา
“พ่อคะ แม่คะ ลุงบอกว่าพ่อกับแม่จะไปเมืองไห่หรือคะ” เธอโพล่งถามขึ้นทันทีที่เปิดประตูเข้าไป
ซ่งซีเวยยังไม่ตอบคำถามนั้นในทันที แต่โยนผ้าห่มผืนหนาไปให้ลูกสาวเป็นอันดับแรกเพื่อให้เธอคลุมขา
หลินเจาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เอนอย่างคุ้นเคย เธอนั่งขัดสมาธิแล้วคลี่ผ้าห่มออกคลุมร่างกายที่ขดตัวอยู่ใต้ไออุ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมารดาเพื่อรอคำตอบอีกครั้ง
“ใช่แล้วล่ะ พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พ่อกับแม่ตั้งใจว่าจะกลับไปดูที่เมืองไห่เสียหน่อย” ซ่งซีเวยเอ่ยขึ้น
“ทำไมถึงอยากไปเมืองไห่กะทันหันอย่างนี้ล่ะคะ” หลินเจาซักไซ้ต่อ ริมฝีปากอิ่มของเธอยื่นออกมาโดยไม่รู้ตัว
โดยเนื้อแท้แล้วเธอเป็นคนติดบ้านและผูกพันกับพ่อแม่มาก ถึงขนาดที่ว่าตอนแต่งงานก็ยังไม่อยากย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ พอคิดว่าจะต้องห่างกับท่านนานหลายเดือน หัวใจก็พลันรู้สึกวูบโหวงขึ้นมา
“ก็ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของพ่อเขานี่ลูก” ซ่งซีเวยเฉลย
หลินเฮ่อหลิงมองลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เขาเอ่ยปลอบเธอราวกับกำลังปลอบเด็กตัวเล็กๆ “พ่อกับแม่ไปไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับแล้ว พอไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่จะรีบส่งโทรเลขมาบอกนะ”
เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว หลินเจาจึงไม่อยากพูดอะไรให้ท่านต้องกังวลใจ “ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพอไปถึงแล้วต้องส่งโทรเลขมาให้หนูทันทีเลยนะ แล้วก็อย่าลืมซื้อของขวัญมาฝากหนูด้วย”
“พ่อไม่ลืมหรอก” เขารับคำ
หญิงสาวเหลือบมองผู้เป็นพ่ออย่างชั่งใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “พ่อคะ หรือว่าพ่อนึกเรื่องราวของที่บ้านออกหมดแล้ว”
ในอดีตนั้นสุขภาพของหลินเฮ่อหลิงไม่ค่อยแข็งแรงนัก ห้องนอนของเขาจึงมีคังสำหรับให้ความอบอุ่นติดตั้งไว้ บัดนี้เขากำลังนั่งอยู่บนขอบคังแห่งนั้น บรรยากาศที่อบอุ่นภายในห้องทำให้เขาสวมเพียงเสื้อไหมพรมสีดำตัวเดียว ท่วงท่าสบายๆ นั้นยิ่งขับเน้นบุคลิกที่ดูอบอุ่นและหมดจดของเขาให้เด่นชัดขึ้น
เขามองลูกสาวคนเดียวในดวงใจด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก
“ใช่ พ่อนึกออกหมดแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงความทรงจำในวัยเยาว์ นัยน์ตาของหลินเฮ่อหลิงก็ฉายแววลุ่มลึก “พ่อเป็นคนเมืองไห่ ที่บ้านของเรามักจะมีแขกเหรื่อแวะเวียนมาไม่ขาดสาย เราอาศัยอยู่ในบ้านสไตล์ตะวันตกหลังใหญ่ เวลาจะเดินทางไปไหนก็มีรถยนต์รับส่ง…”
เขาเล่าถึงชีวิตในอดีตของตนให้ฟัง ขณะที่สายตาซึ่งทอดมองลูกสาวนั้นเจือไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง
“ถ้าหากพ่อนึกเรื่องทั้งหมดออกเร็วกว่านี้ พ่อคงพวกลูกกลับไปที่เมืองไห่ตั้งนานแล้ว ป่านนี้ลูกก็คงได้เติบโตเป็นคุณหนูในเมือง มีชีวิตที่สุขสบาย มีหน้าที่การงานที่ดีพร้อม”
หลินเฮ่อหลิงถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีราวกับไข่ในหิน ในสายตาของเขาแล้ว ชีวิตที่ลูกสาวกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้นช่างห่างไกลจากคำว่าสุขสบายนัก
“แต่หนูว่าชีวิตตอนนี้ก็ดีมากแล้วนะคะ” หลินเจายิ้มหวานจนดวงตาหยีลง
“จะดีได้อย่างไรกัน จะกลับมาเยี่ยมบ้านแต่ละทีก็ต้องลำบากปั่นจักรยานมาเอง ทั้งตากแดดตากลม” ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกๆ ต้องมาตกระกำลำบาก
“ลูกควรจะมีชีวิตที่ดีได้กว่านี้”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ “พ่อกับแม่จะกลับไปดูลาดเลาที่เมืองไห่ก่อน ถ้าตระกูลหลินของเรายังอยู่ที่นั่น การจะมอบบ้านสไตล์ตะวันตกให้ลูกสักหลังก็ไม่ใช่เรื่องเกินกำลังเลย”
หลินเจาถึงกับนิ่งไป
พ่อของเธอลืมไปแล้วหรือว่ายุคสมัยข้างนอกนั้นเป็นอย่างไร
หลินเฮ่อหลิงราวกับอ่านความคิดของลูกสาวออกจึงกล่าวเสริม “อย่าเพิ่งคิดมากไป บ้านเราไม่ทำเรื่องผิดกฎหมายเด็ดขาด ถ้าพ่อจะให้ ก็จะมอบให้อย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง”
แม้ตระกูลของพวกเขาจะมั่งคั่ง แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องใดๆ ที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ ตรงกันข้าม กลับสร้างคุณงามความดีไว้มากมายเสียอีก
ผู้นำตระกูลหลิน หรือก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดของเขานั้น เป็นผู้มีบารมีและชอบผูกมิตรไมตรีกับผู้คนทั่วทุกสารทิศ เขารู้จักผู้มีความสามารถนับไม่ถ้วน หลินเฮ่อหลิงจึงเชื่อมั่นว่าตราบใดที่บิดาของเขายังอยู่ ตระกูลหลินจะไม่มีวันพบกับความพินาศ
สิ่งเดียวที่เขายังกังวล คือกลัวว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทางเท่านั้น
เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อ หลินเจารู้สึกราวกับได้เห็นภาพของชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้สง่างามปรากฏขึ้นตรงหน้า ซ้อนทับกับร่างของพ่อเธอในปัจจุบัน
แววตาของเธอฉายความประหลาดใจระคนทึ่งอย่างปิดไม่มิด
“มองพ่อแบบนั้นทำไมกัน” หลินเฮ่อหลิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“อืม…หนูแค่รู้สึกว่าพ่อเปลี่ยนไปมากเลยค่ะ” หลินเจาตอบพลางยิ้มจนตาหยี
หลินเฮ่อหลิงหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ “นี่ต่างหาก คือตัวตนที่แท้จริงของพ่อ”
ตัวตนของเขาในยามที่สูญเสียความทรงจำไปนั้น ย่อมมีบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์
หลินเจารู้สึกยินดีกับพ่อของเธอจากหัวใจ
[จบบท]