บทที่ 491: ผู้หญิงตัวปัญหา
"เกิดเรื่องแล้วครับพี่สะใภ้" เสียงของกู้ชิงโจวดังขึ้นพร้อมกับที่เขาเริ่มชะลอความเร็วของจักรยานลง
แต่แทนที่จะชะลอตาม หลินเจากลับเร่งฝีเท้าปั่นจักรยานให้เร็วขึ้นไปอีก "ไปดูหน่อยสิ"
"พี่สะใภ้สาม!" กู้ชิงโจวร้องเรียกตามหลังอย่างจนใจ ฝุ่นดินที่ล้อรถของหลินเจาปั่นขึ้นมาคลุ้งเข้าปากเขาเต็มๆ
เหิงเป่าที่นั่งอยู่ข้างหน้าคะยั้นคะยอไม่หยุด "อาเล็กครับ เร็วเข้าสิครับ ตามแม่ให้ทัน ผมอยากไปดูด้วย"
ส่วนอวี้เป่าที่อยู่บนเบาะหลังก็ชะเง้อคอมองไปยังทางเข้าหมู่บ้านด้วยสีหน้าจริงจัง "อาเล็กครับ ที่นั่นมีคนร้าย ผมต้องปกป้องแม่กับน้องๆ อาปั่นเร็วๆ เลย"
กู้ชิงโจวถูกเร่งจนทำอะไรไม่ถูก เขาเหยียบบันไดจักรยานพลาดไปข้างหนึ่ง ก่อนจะรีบตั้งหลักแล้วออกแรงปั่นสุดชีวิต
"เดี๋ยวพอไปถึงแล้วอย่าพรวดพราดเข้าไปล่ะ อยู่ห่างๆ ไว้นะ ส่วนแม่กับน้องๆของเธอ เดี๋ยวอาดูแลเอง" เขาหันไปกำชับหลานชายทั้งสองเสียงดัง
อวี้เป่าและเหิงเป่ารู้ความจึงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
พอเข้าใกล้ทางเข้าหมู่บ้าน หลินเจาก็จอดจักรยานในระยะสองเมตรจากกลุ่มคน
เธอส่งสัญญาณเรียกให้ปังปังเข้ามาช่วยเข็นรถ แล้วฝากให้เขาดูแลน้องๆ อยู่ห่างๆ จากนั้นจึงแทรกตัวเข้าไปในวงล้อมเพื่อสังเกตการณ์
"...ผู้ใหญ่บ้านเย่ กองพลการผลิตของคุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้! จะคืนมูลวัวของพวกเรามา หรือจะสอนพวกเราปลูกเห็ดก็เลือกเอา ถ้าไม่ยอม วันนี้พวกเราไม่กลับ!"
ชาวบ้านจากสองกองพลการผลิตยืนประจันหน้ากันโดยมีจอบเสียมเป็นอาวุธ ชายหนุ่มท่าทางนักเลงซึ่งเป็นหัวโจกตะโกนก้องบอกข้อเรียกร้องของตน
คำพูดนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวกองพลการผลิตเฟิงโซวเป็นอย่างมาก
"จะบ้าเหรอ! ไม่ให้ ไม่ให้ ยังไงก็ไม่ให้! อ้าปากก็จะมาแย่งอาชีพคนอื่นไปหน้าด้านๆ ใครสั่งใครสอนให้ทำแบบนี้!" หวังชุนฮวาแผดเสียงอย่างฉุนเฉียว
ครอบครัวของเธอเป็นหนึ่งในบ้านที่เข้าร่วมโครงการปลูกเห็ดกับบ้านกู้ งวดนี้ก็เพิ่งได้ส่วนแบ่งมาสิบกว่าหยวน พอเอาไปซื้อลูกอมให้ลูกๆ เด็กๆ ก็ดีใจกันยกใหญ่ แถมยังขยันขันแข็งและเชื่อฟังผู้ใหญ่มากขึ้น ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ใครก็ตามที่คิดจะมาทำลายหนทางทำกินของพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับศัตรู
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเองก็โกรธจนควันออกหู เธอปรี่เข้าไปหาเรื่องจนเกือบจะใช้นิ้วจิ้มหน้าชายหนุ่มคนนั้นอยู่แล้ว
"หัดมียางอายซะบ้าง! ก็จริงที่พวกเรายืมมูลวัวจากกองพลการผลิตของพวกคุณไปทำปุ๋ย แต่เรายืมแล้วก็เอาไปคืนแล้วไม่ใช่หรือไง แล้วนี่จะมาหาเรื่องอะไรอีก หรือเพราะได้ข่าวว่ากองพลการผลิตของเราทำเงินได้ดี เลยร้อนรนจนนั่งไม่ติดที่กัน"
ถ้อยคำของเธอช่างไม่น่าฟัง ผู้ใหญ่บ้านเย่จึงต้องคว้าแขนภรรยาเอาไว้ "พอได้แล้วน่า เรื่องมันวุ่นพอแล้ว"
"ไม่พอ! ทำไมฉันต้องพอด้วย" ภรรยาผู้ใหญ่บ้านยังคงเดือดดาล
เธอยังวาดฝันว่ากิจการปลูกเห็ดของกองพลการผลิตจะเติบโตจนรุ่งโรจน์ การเป็นภรรยาผู้ใหญ่บ้านของกองพลการผลิตที่มั่งคั่งย่อมแตกต่างจากภรรยาผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านยากจนลิบลับ
เธอยอมรับว่าตนเองเป็นคนรักสบาย รักหน้าตา และชอบฟังคำเยินยอ ใครหน้าไหนกล้ามาขัดขวางอนาคตอันสวยหรูของเธอ มีหวังได้โดนข่วนหน้าแหกกลับไปแน่
หญิงวัยกลางคนหันมาเล่นงานสามีตัวเองแทน
"คุณยังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า คนเขาบุกมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านแล้ว ยังจะไปพูดดีกับเขาอีก พูดอะไรกันนักหนา เป็นฉันนะ ไล่ตะเพิดออกไปให้หมดแล้ว!"
ใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านเย่พลันเขียวคล้ำ
อะไรของเขาเนี่ย ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ชาย แล้วเจ้าพวกต้าไห่มันออกมาจากไหนกัน ผุดออกมาจากก้อนหินหรือไง!
ผู้หญิงไม่ได้เรื่องคนนี้
เขามองไปยังลูกชายคนโตที่กำลังถือจอบเตรียมพร้อม ก่อนจะตวาดลั่น "ต้าไห่! ลากแม่แกออกไปที มีแต่จะทำให้เรื่องมันยุ่ง!"
ต้าไห่ไม่รอช้า เขาใช้มือซ้ายจับท่อนแขนแม่ ส่วนมือขวากดไหล่ไว้ แล้วใช้กำลังลากเธอออกจากวง
"ฉันไม่ไป! ไอ้ลูกชายตัวแสบ จะลากแม่ไปไหน ปล่อยนะ แม่จะช่วยพ่อแก..." ถึงจะโวยวายอย่างไร แต่เรี่ยวแรงของผู้หญิงย่อมไม่อาจสู้แรงของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ได้ เธอจึงถูกลากออกไปอย่างง่ายดาย
เมื่อตัวต้นเสียงจากไป ผู้ใหญ่บ้านก็กลับมาคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง
เขามองไปยังกลุ่มคนจากหมู่บ้านข้างเคียงด้วยรอยยิ้มที่ไม่จริงใจนัก
"แล้วผู้ใหญ่บ้านของพวกคุณรู้เรื่องหรือเปล่าที่พากันมาหาเรื่องถึงที่นี่"
รู้สิ จะไม่รู้ได้อย่างไร
ผู้ใหญ่บ้านของกองพลการผลิตโดยรอบต่างรู้ดีว่ากองพลการผลิตเฟิงโซวกำลังจะกลายเป็นมังกรทะยานฟ้า ใครจะโง่พอที่จะไปสร้างศัตรูกับพวกเขาในเวลานี้
สีหน้าของชายหนุ่มที่นำทีมมาแข็งทื่อ เขาอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็มีเสียงตวาดกร้าวดังมาจากด้านหลังซึ่งเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"เกาเจียง!"
เสียงที่ตะโกนมาทำให้ชายร่างกำยำที่สุดชะงัก ใบหน้าคมเข้มฉายแววรู้สึกผิด ท่าทีนักเลงหัวไม้เมื่อครู่หายวับไปกับตา
เขาหันกลับไปพลางยกมือขึ้นเกาหัว “อาครับ! อามาที่นี่ได้ยังไง”
ชายเจ้าของเสียงก้าวฉับๆ เข้ามาหา แล้วเงื้อมือฟาดหัวหลานชายตัวดีไปหนึ่งผัวะ
“แกมาถามฉัน แล้วตัวแกล่ะ มาทำอะไรที่กองพลการผลิตเฟิงโซว”
ชายหนุ่มยอมให้ผู้เป็นอาทำโทษแต่โดยดี ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “ไม่มีอะไรครับ ผมแค่จะมาขอให้ผู้ใหญ่บ้านเย่สอนพวกเราปลูกเห็ด”
คำตอบนั้นทำให้ชาวบ้านของกองพลการผลิตเฟิงโซวถึงกับเบ้ปาก
ขอร้องอย่างนั้นหรือ? ท่าทางแบบนั้นเรียกว่าขอร้องได้หรือ? เมื่อครู่เกือบจะได้วางมวยกันอยู่แล้ว!
สายตาทุกคู่ของชาวบ้านจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของชายหนุ่มที่ชื่อเกาเจียง อยากจะหยิบก้อนดินขึ้นมาขว้างใส่ให้รู้แล้วรู้รอด
เกาฉืออานเหลือบมองเพียงปราดเดียวก็ประเมินสถานการณ์ได้ว่าเกาเจียงก่อเรื่องเข้าให้แล้ว
เขาถลึงตาใส่หลานชายอย่างคาดโทษ ก่อนจะหันไปกล่าวขอโทษชาวบ้านกองพลการผลิตเฟิงโซว
“...หลานชายผมคนนี้มันซื่อบื้อไปหน่อย พูดจาไม่ค่อยใช้สมอง ถ้าเขาพูดอะไรล่วงเกินไปก็อย่าไปถือสาเลยนะครับ”
เขาค่อนข้างสนิทกับผู้ใหญ่บ้านเย่ จึงพูดเสริมอย่างแนบเนียน “นี่แหละครับเจ้าทึ่มที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ถึงจะทึ่มไปบ้างแต่ก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร ผมเคยบอกคุณแล้ว จำได้ใช่ไหมครับ”
ผู้ใหญ่บ้านเย่ถึงกับพูดไม่ออก
“ไม่เห็นจะซื่อบื้อตรงไหน เหมือนอันธพาลข้างถนนเสียมากกว่า” เขาให้ความเห็น แล้วบ่นอุบอิบ “บ้านไหนเขามีคนซื่อบื้อที่ทำท่าโอหัง ยกพวกมาหาเรื่องถึงที่กัน”
เกาฉืออานส่งสายตาคมกริบไปให้เกาเจียง
ดูสิว่าแกก่อเรื่องอะไรไว้
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้มหน้างุด แต่ก็ยังอดแก้ตัวไม่ได้ “ผมไม่ได้มาหาเรื่องจริงๆ นะครับ ผมแค่จะมาเรียนวิธีปลูกเห็ด”
แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ดูทื่อๆ ของเขาฉายแววดื้อรั้นอย่างชัดเจน “พวกคุณไม่อยากสอนก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมต้องด่ากันด้วย ด่าผมน่ะพอทนได้ แต่ด่าพ่อแม่ผมแบบนี้มันเกินไป”
ผู้ใหญ่บ้านเย่ถึงกับนิ่งไป “ใครไปด่าพ่อแม่แก”
“ก็ภรรยาของคุณน่ะสิ!” เกาเจียงสวนกลับอย่างมีน้ำโห
“...” ใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านเย่บึ้งตึงขึ้นมา
ภรรยาตัวดีของเขาไปก่อเรื่องให้คนอื่นอีกจนได้
สถานการณ์พลิกผันจนกลายเป็นเขาที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษเสียเอง
“เอ่อ... ผมไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ครับ...” ผู้ใหญ่บ้านเย่รู้ดีว่าภรรยาของตนปากคอเราะรายเพียงใด โดยเฉพาะเวลาที่หงุดหงิด ถ้อยคำที่พ่นออกมาแต่ละคำยิ่งบาดหู
“เธอคงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ”
“อย่างที่พวกคุณรู้ๆ กัน การจะหาลู่ทางทำมาหากินมันไม่ใช่เรื่องง่าย เธอคงเข้าใจผิดคิดว่าพวกคุณจะมาแย่งอาชีพของพวกเรา คำพูดก็เลยอาจจะฟังดูรุนแรงไปบ้าง แต่เธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีจริงๆ”
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็น “เพื่อนบ้าน” กัน ผู้ใหญ่บ้านจึงต้องพยายามรักษาหน้าของกองพลการผลิตข้างเคียงเอาไว้
ในช่วงสงคราม พวกเขาต่างก็เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนปกป้องบ้านเกิดเอาไว้ได้ เมื่อวันเวลาผ่านไป ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาบาดหมางใจกันเอง
ครั้งนี้เกาเจียงดูจะมีไหวพริบขึ้นมาบ้าง เขาตอบกลับอย่างอับอายว่า “...ผมเองก็ผิดเหมือนกันครับ”
“รู้ตัวก็ดีแล้ว รีบกลับหมู่บ้านไปได้แล้ว แม่แกเดินตามหาทั่วหมู่บ้าน บอกว่าจะหวดขาแกให้หัก” เกาฉืออานเอ่ยขึ้นเพื่อไล่หลานชาย
สีหน้าของเกาเจียงซีดเผือด เขาไม่แม้แต่จะถามไถ่ให้แน่ใจ รีบหันหลังวิ่งกลับไปยังกองพลการผลิตของตนเองจนฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เหิงเป่าที่มุงดูเหตุการณ์อย่างออกรสอยู่ใกล้ๆ เลยสูดเอาฝุ่นเข้าปากไปเต็มๆ
เขาถุยน้ำลายออกมาสองสามที พลางทำแก้มป่องอย่างหัวเสีย “ดินเข้าปากผมแล้ว ไม่อร่อยเลย แหวะ!”
อวี้เป่าหันไปขอกระติกน้ำจากหลินเจา เธอยื่นส่งให้ลูกชาย
“เหิงเป่า ดื่มน้ำเข้าไปนะ กลั้วปากหลายๆ ครั้งแล้วค่อยบ้วนทิ้ง”
เหิงเป่ารีบคว้ากระติกไปดื่มน้ำอึกใหญ่ เขาอมไว้แล้วกลั้วไปมาในปากสองสามทีก่อนจะบ้วนทิ้ง ความรู้สึกสากๆ ในปากจึงค่อยทุเลาลง
หลินเจาก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาสีนิลที่ทอประกายสวยงามของเธอจับจ้องไปยังลูกชายตัวน้อย
“บอกให้ถอยไปไกลๆ ก็ไม่ฟัง เป็นไงล่ะ ซวยเลยไหม”
เหิงเป่าเบ้ปาก “แม่ครับ ผมซวยขนาดนี้แล้ว อย่าซ้ำเติมได้ไหมครับ”
หลินเจากอดอกแล้วแค่นเสียงเบาๆ “ไม่ได้ ปากเป็นของแม่นี่ แม่จะพูดอะไรก็ได้”
[จบบท]