บทที่ 492: ของกำนัลที่น่าประหลาดใจ
อวี้เป่ายืนอยู่ข้างมารดา มองน้องชายฝาแฝดของตนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอยู่บ้าง “นายไม่น่ารักเอาเสียเลยนะ คุณตาเพิ่งจะบอกให้เราเชื่อฟังแม่ แต่นายกลับไม่ฟัง ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็ พี่ชักอยากจะพูดแขวะนายบ้างแล้วสิ”
“ผมเปล่าไม่ฟังเสียหน่อย” เหิงเป่าแก้ตัว
เจ้าตัวเล็กอธิบายเหตุผลเป็นฉากๆ “ก็ถ้าถอยไปไกลๆ ก็มองอะไรไม่เห็นน่ะสิครับ ผมตัวเตี้ยจะตาย จะไปเบียดสู้พวกผู้ใหญ่ได้ยังไง”
อวี้เป่าทำหน้าขรึม “ถ้าเข้าไปใกล้เกินไปจะโดนชนล้มนะ เผลอๆ อาจจะมีเท้าใหญ่ๆ มาเหยียบบนตัวนายด้วย แล้วแม่ก็จะพลอยเป็นห่วงไปด้วย มีแต่เด็กไม่ดีเท่านั้นแหละที่ทำแบบนี้”
เหิงเป่าแคร์ความรู้สึกของแม่มาก เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนความคิด “งั้นต่อไปผมจะไม่มุดไปข้างหน้าแล้วก็ได้ครับ”
“ดีมาก” อวี้เป่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเหลือบมองหลินเจาแวบหนึ่ง
แม้สายตาของหลินเจาจะจับจ้องอยู่ที่กลุ่มของผู้ใหญ่บ้าน แต่เธอก็ยังคงแบ่งความสนใจมาให้ลูกแฝดอยู่เสมอ
พอได้ยินลูกชายคนโตอบรมน้องชาย มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
เธอหันมาลูบศีรษะเล็กๆ ของอวี้เป่าเบาๆ แล้วโอบแขนรอบตัวเขาไว้
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กชายตัวน้อย
เมื่อเห็นภาพนั้น เหิงเป่าก็รีบวิ่งมาอยู่อีกด้านหนึ่งของหลินเจาทันที เขาคว้ามือของเธอมาวางบนไหล่ของตัวเอง ทำท่าเหมือนกำลังถูกกอดอยู่เช่นกัน แล้วจึงเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้ออกมาดูเรื่องสนุกๆ พร้อมหน้าพร้อมตากับแม่และพี่ชาย มันช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินจริงๆ
เขาหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก
ณ ใจกลางของวงสนทนา
ผู้ใหญ่บ้านเย่กับเกาฉืออานซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านของกองพลการผลิตที่อยู่ติดกัน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะไม่ถือสาหาความเรื่องเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น เกาฉืออานยังได้รับข่าวดีที่คาดไม่ถึงอีกด้วย
นั่นคือ…ต่อจากนี้ไป ทั่วทั้งคอมมูนจะเริ่มมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการเพาะเห็ดอย่างทั่วถึง
เขาเบิกตากว้าง ปากสั่นระริก “ผู้ใหญ่เย่ คุณพูดจริงเหรอ”
ผู้ใหญ่บ้านเย่ตอบ “ผมจะโกหกคุณไปทำไมกัน เลขาธิการพรรคเป็นคนบอกเองว่าทางคอมมูนวางแผนจะพัฒนาพื้นที่ของเราให้กลายเป็นฐานการผลิตเห็ดอันดับหนึ่งของประเทศ เป้าหมายยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แค่ลำพังกองพลการผลิตของเราจะไปทำสำเร็จได้ยังไง มันก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกองพลการผลิตไม่ใช่หรือ”
เกาฉืออานรู้สึกทั้งดีใจและเป็นกังวลในคราวเดียวกัน
“เอ่อ...แต่การเพาะเห็ดมันต้องใช้มูลวัวทำปุ๋ยหมักไม่ใช่เหรอครับ แค่ที่กองพลการผลิตของเรามีอยู่คงไม่พอหรอกมั้ง”
“ไม่ต้องห่วง” ผู้ใหญ่บ้านเย่บอก “เลขาธิการพรรคบอกว่าจะติดต่อประสานงานกับทางฟาร์มให้เอง เรื่องมูลวัวไม่ต้องกังวล”
เกาฉืออานเชื่อมั่นในคำพูดของเลขาธิการพรรคของคอมมูนเป็นอย่างดี เพราะอีกฝ่ายเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูง
ความดีใจทำให้เขาเดินวนไปวนมาอยู่กับที่
“แล้วจะเริ่มปลูกกันได้เมื่อไหร่ครับ” เกาฉืออานเอ่ยถามพลางถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น “...ช่วงหน้าหนาว เห็ดน่าจะขายได้ราคาดีกว่า”
“พอเห็นกองพลการผลิตของคุณทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ต้องพูดถึงสมาชิกหรอกครับ แค่ผมคนเดียวก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติดแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านเย่ส่ายหน้า “เรื่องแบบนี้จะใจร้อนไปก็ไม่ได้หรอกนะ รอไปก่อนเถอะ”
เกาฉืออานถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ
เขารีบกลับไปยังกองพลการผลิตของตนเพื่อแจ้งข่าวดีให้สมาชิกทุกคนได้ทราบ ทำเอาชาวบ้านดีใจกันจนเนื้อเต้น
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านพูดจริงเหรอครับ”
“ทางกองพลการผลิตเฟิงโซวจะยอมสอนเทคนิคการเพาะเห็ดให้พวกเราจริงๆ น่ะเหรอ”
“ผู้ใหญ่บ้านครับ แล้วจะเริ่มปลูกกันเมื่อไหร่ ผมได้ยินว่าต้องสร้างโรงเพาะเห็ดด้วย เราต้องสร้างไหมครับ”
“ไม่ใช่แค่โรงเพาะเห็ดนะ ยังต้องทำปุ๋ยหมักอีก แล้วปุ๋ยนี่จะทำกันยังไงล่ะ”
เกาฉืออานต้องตะโกนแข่งกับเสียงจอแจ “รายละเอียดต่างๆ รอให้พวกเราหารือกันให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะประกาศให้ทราบอีกที ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนใจไป ผมยืนยันได้เลยว่าเรื่องที่กองพลการผลิตของเราจะได้เรียนรู้การเพาะเห็ดนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว ขอให้ทุกคนทำตามคำสั่งจากเบื้องบน ต่อจากนี้ไปห้ามใครก่อเรื่องเด็ดขาด ให้แต่ละบ้านช่วยกันสอดส่องดูแลกันและกัน ผมขอเตือนไว้ก่อนเลยนะว่าถ้าใครเป็นต้นเหตุให้เรื่องใหญ่ของกองพลการผลิตต้องเสียหาย ก็อย่ามาว่าผมคนนี้ไม่ไว้หน้า”
เขาใช้วิธีทั้งปลอบทั้งขู่ได้อย่างคล่องแคล่ว
สายลมหนาวที่พัดผ่านไม่อาจทำให้หัวใจของเหล่าสมาชิกเย็นเยียบลงได้ฉันใด คำเตือนของผู้ใหญ่บ้านก็ไม่อาจดับไฟแห่งความหวังและความกระตือรือร้นของผู้คนลงได้ฉันนั้น
หลายวันต่อจากนั้น ทั่วทั้งหมู่บ้านอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ทุกค่ำคืนผู้คนต่างหลับฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้น มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อผู้ใหญ่บ้านของแต่ละกองพลการผลิตได้รับแจ้งให้เดินทางไปยังที่ทำการอำเภอเพื่อเข้าร่วมประชุม
วาระสำคัญคือเรื่องการเพาะเห็ด
แม้ทุกคนจะเคยได้ยินข่าวนี้มาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
บรรดาผู้นำกองพลการผลิตต่างกรูกันเข้าไปห้อมล้อมผู้ใหญ่บ้านเย่ แต่ละคนพยายามหาจังหวะพูดคุยเพื่อสร้างความสนิทสนม พร้อมกับเอ่ยถ้อยคำเยินยอ ต่างก็หวังลึกๆ ว่ากองพลของตนจะได้รับเลือกให้เป็นหน่วยนำร่อง และได้เรียนรู้เทคนิคการเพาะปลูกเห็ดเป็นที่แรก
ผู้ใหญ่บ้านเย่เองก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบฉีก รอยยิ้มนั้นค้างอยู่บนใบหน้าเนิ่นนาน ชายชราหลังยืดตรง ใบหน้าแดงก่ำ ดูมีสง่าราศีขึ้นมาถนัดตา
พ่อกู้คือดาวแห่งโชคลาภของเขาโดยแท้
หลังจากการประชุมครั้งนั้น กองพลการผลิตทั่วทั้งคอมมูนก็ตกอยู่ในความโกลาหลขนาดย่อม ทุกคนต่างขะมักเขม้นกับการเตรียมการ บ้างก็สร้างโรงเพาะเห็ด บ้างก็หมักปุ๋ย โครงการปลูกเห็ดจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างแข็งขัน
พ่อกู้เองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นช่างเทคนิคประจำคอมมูนในชั่วพริบตา ทำให้เขาต้องวิ่งวุ่นจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
ด้วยงานที่ล้นมือเกินกว่าจะรับไหวคนเดียว เขาจึงตัดสินใจดึงตัวกู้หย่วนซานและกู้อวี้เฉิงมาเป็นผู้ช่วย
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น กองพลการผลิตเฟิงโซวก็ได้จัดตั้งสถานีป้องกันโรคระบาดขึ้นมาใหม่
ต้าไห่ ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านเย่ ได้เข้าไปทำงานที่นั่นสมดังใจปรารถนา ชายหนุ่มเดินเหินด้วยท่าทีองอาจราวกับจะลอยได้
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านดีใจจนเนื้อเต้น แอบย่องเอาของกำนัลมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านสกุลกู้เงียบๆ
เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่จ้าวลิ่วเหนียงไม่น้อย
“...น้องสะใภ้สาม เรื่องนี้เธอคาดไม่ถึงแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ” จ้าวลิ่วเหนียงแวะมาคุยเล่นที่เรือนของบ้านสามตามประสาคนว่าง พร้อมกับหอบเรื่องน่าตื่นเต้นมาเล่าให้หลินเจาฟัง “ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นป้าเย่ใจกว้างกับใครเลยนะ มีแต่คอยจ้องจะเอาเปรียบชาวบ้านเขาไปทั่ว ไม่เคยมีใครได้อะไรจากแกสักอย่าง แต่นี่ดูสิ กลับเอาของมาให้บ้านเราเสียอย่างนั้น...”
หลินเจาเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน “แล้วของอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
จ้าวลิ่วเหนียงบอกด้วยน้ำเสียงเจือความเสียดาย “คุณแม่ให้คนนำไปคืนแล้วน่ะสิ!”
ไข่ไก่สดๆ เต็มตะกร้าขนาดนั้น การเอาไปคืนช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายในสายตาของเธอ
“เมื่อไม่ได้ทำคุณงามความดีอะไร ก็ไม่สมควรรับรางวัลค่ะ ที่คุณแม่ทำน่ะถูกต้องแล้ว” หลินเจาให้ความเห็น
สามีของเธอรับราชการทหาร ตัวเธอเองต้องประพฤติตนให้เหมาะสม และคนในครอบครัวก็ต้องมีความคิดความอ่านที่ถูกต้องเช่นกัน
จะให้กู้เฉิงหวยสู้เพื่อชาติอยู่แนวหน้า แล้วคนข้างหลังมาทำเรื่องให้เสื่อมเสียไม่ได้หรอกค่ะ เธอไม่ยอมเด็ดขาด
จ้าวลิ่วเหนียงค้าน “จะไม่มีคุณงามความดีได้ยังไง มีสิ แถมยังเป็นคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ด้วย”
น้ำเสียงของเธอเจือแววอิจฉา “พ่อของเถี่ยหนิวได้เข้าไปทำงานในสถานีป้องกันโรคระบาดแล้วนะ! ได้ยินมาว่าเงินเดือนก็คอมมูนเป็นคนจ่าย เท่ากับได้เป็นเจ้าหน้าที่พรรคแล้ว ไม่ใช่เพราะบารมีของพ่อเขาหรอกเหรอ”
หลินเจานิ่งไปครู่หนึ่ง นี่จะนับว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรคได้อย่างไรกัน
“เราจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนะคะ พ่อของเถี่ยหนิวก็ต้องผ่านการทดสอบเหมือนกัน ต้องทำคะแนนได้ดีถึงจะมีสิทธิ์เข้าไปได้”
หากผลสอบออกมาไม่ดี ต่อให้ผู้ใหญ่บ้านจะพยายามช่วยเหลือแค่ไหน ก็คงไม่สามารถผลักดันเข้าไปได้อยู่ดี
จ้าวลิ่วเหนียงเบ้ปาก “ฉันได้ข่าวมาว่าพ่อของเถี่ยหนิวแอบซุ่มอ่านหนังสือก่อนคนอื่นเป็นเดือนๆ แบบนี้ใครๆ ก็สอบได้คะแนนดีกันทั้งนั้นแหละ”
เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะลึกๆ แล้วเชื่อว่าสามีของตนมีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นมากกว่า
หลินเจาเพียงยิ้มรับบางๆ “คนเราก็ย่อมมีเรื่องส่วนตัวกันบ้างเป็นธรรมดาค่ะ”
การขวนขวายหาอนาคตที่ดีให้ลูกชายตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
เธอหยิบเมล็ดฟักทองคั่วกำมือหนึ่งส่งให้พี่สะใภ้รอง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “พี่รองได้ติดตามคุณพ่อไปทำงาน อนาคตข้างหน้าก็รุ่งโรจน์ไม่แพ้กันหรอกค่ะ”
สีหน้าของจ้าวลิ่วเหนียงพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“น้องสะใภ้สาม นี่เธอรู้อะไรมาใช่ไหม” ดวงตาของเธอทอประกายวาววับ
หลินเจาส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่ทราบอะไรเลยค่ะ”
เป็นเพียงการคาดการณ์ตามเหตุและผลเท่านั้น
โครงการปลูกเห็ดครอบคลุมทั้งคอมมูน จะอาศัยเพียงพ่อกู้เป็นช่างเทคนิคคนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีผู้ช่วยอีกสัก 3-5 คน
เมื่อถึงเวลาที่พี่ใหญ่และพี่รองเรียนรู้งานจนเชี่ยวชาญแล้ว ย่อมต้องมีตำแหน่งที่เหมาะสมรอพวกเขาอยู่อย่างแน่นอน
จ้าวลิ่วเหนียงถอนหายใจออกมา “ทำไมใครๆ ก็ชอบพูดจาให้ค้างคาใจกันจังนะ”
หลินเจาหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม “พี่สะใภ้รองบอกให้พี่รองตั้งใจศึกษาคู่มือปลูกเห็ดให้ดีก็พอค่ะ รับรองว่าอนาคตสดใสแน่นอน”
“เขากำลังตั้งใจอ่านอยู่จ้ะ” พอเห็นสามีมีความก้าวหน้า จ้าวลิ่วเหนียงก็รู้สึกว่าชีวิตมีความหวังขึ้นมา รอยยิ้มของเธอดูผ่อนคลายกว่าที่เคยเป็น “เขากับพี่ใหญ่กำลังช่วยกันคัดลอกคู่มือปลูกเห็ดที่เธอให้คุณพ่ออยู่ คัดไปเรียนรู้ไป ฉันไม่เคยเห็น...เขาจริงจังกับเรื่องไหนเท่านี้มาก่อนเลย”
“พี่รองก็แค่อยากให้พวกพี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นน่ะสิคะ” หลินเจาเสริม
รอยยิ้มของจ้าวลิ่วเหนียงกว้างขึ้น
น้องสะใภ้สามคนนี้พูดจาได้น่าฟังเสมอ
เมื่อพูดคุยเรื่องสัพเพเหระจนพอใจแล้ว เธอก็ขอตัวกลับไป
แต่ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูบ้านตัวเอง เธอก็ได้เห็นคนที่ชาตินี้ไม่อยากจะเจอหน้าที่สุด
[จบบท]