บทที่ 500: พ่อผู้เห็นแก่ตัว
“ส่วนคนที่ห้าก็หยิ่งในศักดิ์ศรีตัวเองสูงลิ่ว น้องบอกว่าของทุกชิ้นที่พ่อหยิบไปจะหามาคืนให้ครบทุกอย่าง ถึงขนาดต้องไปทำงานแบกหินปะปนกับพวกผู้ชายอกสามศอก จนนิ้วมือทั้งสิบแทบจะแหลกเละ”
หญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยถึงน้องสาวคนสุดท้อง “สำหรับน้องหก... ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกลิ่วเหนียงแล้ว...”
เมื่อเอ่ยถึงน้องคนนี้ คิ้วที่ขมวดแน่นของจ้าวต้ายาพลันคลายออก มีเพียงเรื่องของลิ่วเหนียงที่ทำให้เธอใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เธอรู้ดีว่าน้องมีความเป็นอยู่ดีที่สุดในบรรดาพี่น้องทุกคน จึงรู้สึกยินดีกับน้องจากใจจริง
“ตอนที่พ่อไปอาละวาดแล้วพลั้งมือตีไหลเม่ยจนหัวแตก คนบ้านกู้เขาโกรธกันมาก เลยพาลมาลงที่ลิ่วเหนียง ไล่น้องไปนอนในโรงเพาะเห็ดเก่าๆ ส่วนงานหนักงานเบาทุกอย่างในบ้านก็โยนให้น้องทำคนเดียว...”
เรื่องทั้งหมดนี้จ้าวต้ายาแต่งขึ้นเองทั้งสิ้น เธอจำต้องเสริมเติมแต่งเรื่องราวให้ดูน่าสังเวชเกินจริง เพื่อให้บิดาผู้เห็นแก่ตัวได้ตระหนักว่าเขาจะไปขูดรีดอะไรจากน้องสาวคนเล็กไม่ได้อีก และล้มเลิกความคิดที่จะเดินทางไปยังกองพลการผลิตเฟิงโซว
ชีวิตของพวกเธอพี่น้องทุกคนล้วนขมขื่นราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำดี พอจะมีสักคนที่ได้ลิ้มรสความสุขสบาย เธอก็ไม่อยากให้พ่อตามไปราวีให้ชีวิตของน้องต้องพังทลายลง
เฒ่าจ้าวไม่เพียงไม่สงสาร แต่ยังสบถออกมาอย่างหัวเสีย “มีแต่พวกไม่ได้เรื่อง คุมผัวคุมบ้านไม่ได้ ไม่รู้กินอะไรเข้าไปถึงได้โง่เง่ากันขนาดนี้!”
จ้าวต้ายาก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเงียบๆ ไม่ตอบโต้ นี่คือพ่อผู้ให้กำเนิด ต่อว่าก็ไม่ได้ จะให้ลงไม้ลงมือก็ทำไม่ลง แล้วเธอจะทำอะไรได้อีกเล่า
“เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง!” เฒ่าจ้าวตวาดลั่น พลางจ้องลูกสาวคนโตเขม็งด้วยสายตาเดือดดาล
จ้าวต้ายาเงยหน้าขึ้นสบตา “หนูกำลังเก็บกวาดห้องอยู่ค่ะ”
พ่อของเธอเป็นคนเกียจคร้านสันหลังยาว ที่บ้านจึงไม่เคยมีฟืนสำรองไว้ เธออยากจะต้มน้ำร้อนสักกามาใช้เช็ดถูก็ยังทำไม่ได้ ต้องทนใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำเย็นเฉียบจนมือทั้งสองข้างแดงก่ำและบวมเป่ง
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! รีบไปตามน้องๆ ของแกมาให้หมดเดี๋ยวนี้!” ชายชราออกคำสั่งเสียงกร้าว
“จะเรียกพวกน้องมาทำไมหรือคะ”
เธอรู้สึกสงสารน้องๆ จึงเอ่ยขึ้น “หนูอยู่ใกล้พ่อที่สุด ให้หนูดูแลพ่อเองก็ได้ค่ะ”
“อย่าพูดมาก! บอกให้ไปก็ไปสิ วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี อย่าให้ต้องลงไม้ลงมือกับแก” เฒ่าจ้าวขู่คำราม
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัว จ้าวต้ายาหดคอลงด้วยความหวาดกลัว
“หนู...หนูก็แค่ถามดูเท่านั้นเองค่ะ”
แม้จะกลัวจนตัวสั่น แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่ขยับ ราวกับมีหมุดตอกตรึงเท้าทั้งสองข้างไว้กับพื้น ในแววตาที่เคยว่างเปล่ากลับฉายประกายแห่งความดื้อรั้นออกมา
เฒ่าจ้าวรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้หัวแข็งเพียงใด นี่คือเจ้ากรรมนายเวรที่ต่อให้ฟาดด้วยไม้จนหักก็ไม่มีวันยอมสยบให้
“ก็เรียกพวกมันมาหารือเรื่องค่าเลี้ยงดูฉันน่ะสิ จะทำอะไรได้อีก!”
เฒ่าจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่ามันเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง “เอวฉันพังขนาดนี้แล้ว ทำงานหนักก็ไม่ไหว ลำพังจะเลี้ยงตัวเองยังยาก ฉันอุตส่าห์เลี้ยงลูกสาวมาตั้ง 6 คน พวกแกจะกล้าทิ้งขว้างฉันเหรอ”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นข่มขู่ “ถ้าพวกแกคนไหนกล้าไม่เลี้ยงดูฉันล่ะก็ ต่อให้ต้องคลานไป ฉันก็จะไปถึงที่ว่าการอำเภอ ไปร้องขอความเป็นธรรมจากทางการให้ได้!”
แววตาของจ้าวต้ายาฉายแววสิ้นหวัง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เงินทองและข้าวของที่เขาช่วงชิงไปจากพวกเธอยังไม่มากพอเป็นค่าเลี้ยงดูอีกหรือ เขายังคิดจะขูดรีดพวกเธอไปถึงเมื่อไหร่
“น้องสองกับคนอื่นๆ ไม่มีเงินหรอกค่ะพ่อ”
คำตอบนั้นทำให้เฒ่าจ้าวเดือดดาล เขาคว้ากระโถนที่วางอยู่ข้างเตียงขว้างใส่จ้าวต้ายาเต็มแรง
โชคดีที่มันไม่โดนเป้าหมาย
ของเหลวโสโครกสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั้งห้อง
“ไม่มีเงินก็ต้องมีข้าว! เอาข้าวมาให้ฉัน! แต่ละคนต้องให้ปีละ 100 จิน!”
ตัวเลข 100 จินทำให้จ้าวต้ายาหลุดอุทานออกมา “100 จิน! พ่อจะบ้าเหรอ ปีหนึ่งเราได้ปันส่วนข้าวกันแค่ไหนเอง พ่อจะบีบให้พวกเราตายกันไปข้างหนึ่งเลยใช่ไหม พ่อก็รู้ว่าพวกเราไม่มีปัญญาหามาให้ได้มากขนาดนั้น!”
มันเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ แค่ 50 จินก็ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ แล้ว นับประสาอะไรกับ 100 จิน
จ้าวต้ายารู้สึกว่าพ่อของเธอช่างละโมบอย่างไม่สิ้นสุด เขามีลูกสาว 6 คน หากทุกคนต้องให้ข้าวคนละ 100 จิน หนึ่งปีก็ปาเข้าไป 600 จินแล้ว คนชราบ้านไหนจะกินข้าวได้มากมายขนาดนั้น ต่อให้เป็นพวกเจ้าที่ดินในสมัยก่อนก็คงกินไม่ถึง!
“อย่ามาอ้างโน่นอ้างนี่!” เฒ่าจ้าวตวาด “ฉันเลี้ยงพวกแกจนโต พวกแกก็ต้องเลี้ยงฉันตอบแทน”
“ไม่มีใครบอกว่าจะไม่เลี้ยงดูพ่อนี่คะ แต่ 100 จินมันมากเกินไปจริงๆ พวกเราเองก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลเหมือนกัน” จ้าวต้ายาพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้
เธอรวบรวมความกล้าที่จะต่อรองได้ก็เพราะเห็นว่าพ่อขยับตัวไม่สะดวก ถ้าเป็นเหมือนเมื่อก่อน ต่อให้ใจกล้ากว่านี้อีกร้อยเท่า เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก
เฒ่าจ้าวพยายามจะลุกขึ้นมาสั่งสอนลูกสาว แต่ทันทีที่ขยับตัว ความเจ็บปวดก็แล่นแปลบเข้าที่กลางหลัง
ชายชราร้องโอย ก่อนจะล้มฟุบลงไปบนเตียงตามเดิม
จ้าวต้ายาชะงัก เธออยากจะเข้าไปช่วยพยุง แต่ภาพกำปั้นที่เคยทุบตีเธอก็ย้อนกลับมา ทำให้ขาทั้งสองข้างก้าวไม่ออก
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ห่างๆ ไม่ยอมเข้าไปใกล้
เฒ่าจ้าวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “ยังไม่รีบมาพยุงฉันอีก ยัยลูกเนรคุณ!”
“100 จินมันมากไปค่ะ พวกเราให้พ่อไม่ได้จริงๆ อย่างมากที่สุดก็แค่คนละ 30 จิน พ่อจะเอาไหมคะ” จ้าวต้ายากล่าวเสียงเรียบ แต่สีหน้ากลับฉายแววดื้อดึงอย่างชัดเจน ราวกับจะประกาศว่า ‘ถ้าพ่อไม่ตกลง หนูก็จะไม่สนใจพ่ออีกต่อไป’
หญิงสาวคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เธอกับน้องสาวอีกห้าคน หากแบ่งกันรับผิดชอบคนละ 30 จิน หนึ่งปีก็จะได้ข้าวรวม 180 จิน หากกินอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ก็น่าจะเพียงพอให้เขาประทังชีวิตไปได้
ไม่ถึงกับอดตาย ก็เหมือนกับที่เขาเคยทำกับพวกเธอมาตลอดนั่นแหละ
การที่พวกเธอยังยอมดูแลเขาในยามแก่เฒ่า ก็นับว่าดีเกินพอแล้ว ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ให้กำเนิดมาก็แล้วกัน
เฒ่าจ้าวได้ยินข้อเสนอแล้วก็โกรธจนแทบกระอักเลือด แต่ร่างกายที่ขยับไม่ได้ทำให้เขาจำต้องยอมรับความจริงว่าเขาต้องการคนดูแล
เขานึกไปถึงหญิงคนโปรดที่เคยปรนเปรอด้วยข้าวของเงินทอง พอเห็นว่าเขาหมดประโยชน์ก็ตีตัวออกห่าง ให้คนไปตามกี่ครั้งก็ไม่ยอมมาแม้แต่จะให้เห็นหน้า
ช่างเป็นผู้หญิงไร้ยางอายโดยแท้ หลายปีมานี้สูบเลือดสูบเนื้อเขาไปเท่าไหร่ พอถึงคราวลำบากกลับสะบัดหน้าหนี
ชายชรากัดฟันเหลืองๆ จนแทบแหลกละเอียด ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟัน “...ก็ได้ 30 จินก็ 30 จิน รีบมาพยุงฉันได้แล้ว”
อาการปวดหลังเรื้อรังของเฒ่าจ้าวเกิดจากการปล่อยให้ร่างกายตรากตรำตากฝนเป็นเวลานานเกินไปจนความเย็นชื้นแทรกซึมเข้ากระดูก ต่อจากนี้ไปคงทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้เจ็บปวดไปมากกว่าเดิมเท่านั้น
จ้าวต้ายาจึงก้าวเข้าไปหา
แต่แล้วเฒ่าจ้าวก็เผยสันดานเดิม เขาง้างหมัดหมายจะฟาดใส่ลูกสาวอย่างเคยชิน ทว่าครั้งนี้จ้าวต้ายากลับไหวตัวทันและเบี่ยงตัวหลบได้สำเร็จ
เธอถอยกรูดไปยืนในระยะที่ปลอดภัย ร่างกายสั่นสะท้าน แต่เธอก็พยายามข่มมันเอาไว้
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลุกขึ้นต่อต้านเขาอย่างซึ่งๆ หน้า แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความกลัว แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พ่อคะ... หนูไม่ใช่เด็กคนเดิมที่จะยอมให้พ่อทุบตี ด่าทอได้ตามใจชอบอีกแล้วนะคะ...” เสียงของจ้าวต้ายาสั่นเครือ แต่เธอก็ยังยืนหยัดพูดทุกถ้อยคำที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาจนจบ
“ดูท่าทางพ่อคงไม่อยากให้หนูช่วยพยุง ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปตามคนอื่นมาแทนก็แล้วกัน”
สิ้นคำพูดนั้น เธอก็หันหลังก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวต้ายาผ่านความยากลำบากมาทั้งชีวิต ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอจึงมากมายและลึกกว่าแม่กู้ผู้มีวัยใกล้เคียงกันเสียอีก ทว่าในขณะนี้ เมื่อเธอแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ทอแสงเจิดจ้า เธอจึงได้สัมผัสถึงความอบอุ่นที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจเป็นครั้งแรก
เธอยืนมองท้องฟ้าอยู่เช่นนั้น ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าพร้อมกับน้ำตาอุ่นๆ ที่ไหลรินออกจากหางตา
ประกายแสงแห่งชีวิตได้หวนคืนสู่ดวงตาที่เคยแห้งแล้งและเฉยชาของเธออีกครั้ง
คนที่เคยทุบตีแม่ของเธอจนตาย คนที่ทารุณกรรมพี่น้องทั้งหกจนไม่กล้าแม้แต่จะปริปากขัดขืน บัดนี้แก่ชราลงแล้ว
ดูเหมือนว่า...เขาจะไม่สามารถทำร้ายพวกเธอได้อีกต่อไป!
จ้าวต้ายายกมือขึ้นปิดหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
หลังจากระบายความรู้สึกจนสงบลงแล้ว หญิงสาวก็มุ่งหน้าไปยังกองพลการผลิตที่น้องๆ อาศัยอยู่ เพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้ทุกคนได้ทราบ
เมื่อเอ้อร์ยาและน้องคนอื่นๆ ได้ฟังเรื่องราว พวกเธอต่างก็ร่ำไห้ออกมาด้วยความยินดี เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ชะตากรรมอันโหดร้าย และหลั่งให้แก่วันแห่งการปลดแอกที่พวกเธอรอคอยมาแสนนาน
จ้าวลิ่วเหนียงเองก็ดีใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินพี่ใหญ่ย้ำว่าอาการบาดเจ็บของพ่อรักษาไม่หายขาด ต่อไปนี้เขาจะเดินทางไกลไม่ได้อีก นั่นหมายความว่าเขาจะไม่สามารถมาเหยียบที่กองพลการผลิตเฟิงโซวได้อีกแล้ว รอยยิ้มของเธอก็ผลิบานกว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“ดีจริงๆ เลยค่ะพี่!” จ้าวลิ่วเหนียงโผเข้ากอดพี่สาวแน่น ความรู้สึกตื้นตันทำให้นัยน์ตาของเธอชื้นแฉะ “พี่ใหญ่ หนูมันไม่ได้เรื่องเลย ถึงสามีจะคอยปกป้อง ลูกชายก็กตัญญู แต่หนูก็ยังกลัวคนคนนั้นอยู่ดี หนูรังเกียจตัวเองเหลือเกิน...”
จ้าวต้ายาลูบหลังน้องสาวเบาๆ พลางส่ายหน้าปลอบโยน
“ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้เรื่องหรอก พวกเราทุกคนต่างก็กลัวเขาทั้งนั้น”
“แต่ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวอีกแล้วนะ เขาทำอะไรพวกเราไม่ได้อีกแล้ว พี่จะคอยจับตาดูเขาเอง จะไม่ให้เขาไปรังควานพวกเธอเด็ดขาด”
ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าจะรับมือกับชายคนนั้นได้อย่างไร เธอจะปกป้องน้องสาวทุกคนด้วยมือของเธอเอง
จ้าวลิ่วเหนียงปาดน้ำตาพลางส่งยิ้ม “พี่ใหญ่ ต่อไปนี้มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ ให้คนมาส่งข่าวให้หนูบ้าง”
“อืม พี่รู้แล้ว”
จากนั้นจ้าวต้ายาจึงเล่าข้อตกลงเรื่องที่พวกเธอต้องส่งข้าวให้พ่อคนละ 30 จินทุกปีให้น้องสาวฟัง
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่ช่วยเอาส่วนของหนูกลับไปด้วยเลยนะ” จ้าวลิ่วเหนียงตอบรับทันที
เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากคนพาลคนนั้น อย่าว่าแต่ 30 จินเลย ต่อให้เป็น 50 จินเธอก็ยินดีจะจ่าย แลกกับการที่ชีวิตไม่ต้องลำบากใจอีกต่อไป
จ้าวต้ายาพยักหน้า “ได้สิ”
เธอจิบน้ำเชื่อมที่น้องสาวยกมาให้ รสหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่วปาก ก่อนที่รอยยิ้มจริงใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
หวาน...หวานจริงๆ
[จบบท]
ชี้แจง
นิยายเรื่องนี้จะทันต้นฉบับแล้วค่ะ ต้นฉบับอยู่ที่ตอน 508
หลังจากนั้นจะเป็นการอัพตามต้นฉบับค่ะ (วันละ 2 ตอน)