บทที่ 503: ความหวังของคนเป็นแม่
"นี่ถ้าให้กู้ชิงโจวมาช่วยติวให้ จะได้ผลไหม" ดวงตาของจ้าวลิ่วเหนียงทอประกายวูบวาบ ขณะที่ในหัวกำลังขบคิดบางอย่างอย่างรวดเร็ว
หลินเจาเพียงอมยิ้มบางๆ
พี่สะใภ้รองคงไม่ได้กำลังคิดจะให้กู้ชิงโจวมาสอนพิเศษให้ปังปังกับไหลเม่ยหรอกนะ
"แต่ไหลเม่ยยังเจ็บแผลอยู่เลยนะคะ"
จ้าวลิ่วเหนียงโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "แผลเดี๋ยวมันก็หาย ไม่ได้บอกว่าจะให้สอนเดี๋ยวนี้สักหน่อย รอผลสอบออกมาก่อน ถ้าทำคะแนนได้ดีก็แล้วไป แต่ถ้ามันไม่ดีล่ะก็...เหอะๆ"
เสียงหัวเราะในลำคอของจ้าวลิ่วเหนียงแฝงความนัยไว้อย่างชัดเจน
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วครู่
"แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่าดีล่ะคะ" เธอเอ่ยถามด้วยความอยากรู้จริงๆ
สำหรับเรื่องการเรียนของลูกๆ ทั้งสี่คน หลินเจาไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงมากนัก ถ้าพวกเขาเรียนได้ก็เรียนไป แต่ถ้าเรียนไม่ไหวก็ยังมีเส้นทางอื่นให้เลือกเดินเสมอ
ยุคสมัยที่กำลังจะเปิดกว้างหลังจากนี้ ทุกอย่างล้วนรอการฟื้นฟู ไม่ว่าจะหันไปทำอะไรก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีชีวิตที่ดีได้ทั้งนั้น ตราบใดที่มีเธอและกู้เฉิงหวยคอยประคับประคองอยู่ข้างหลัง ทิศทางชีวิตของพวกเขาคงไม่ไขว้เขวออกนอกลู่นอกทางไปได้
จ้าวลิ่วเหนียงประเมินจากผลการเรียนครั้งก่อนๆ ของลูกชายทั้งสอง ก่อนจะให้คำตอบ "...อย่างน้อยๆ ก็ต้องแปดสิบคะแนนขึ้นไปนั่นแหละ"
หลินเจาเงียบไป
เธอนึกว่าพี่สะใภ้รองตั้งเป้าไว้สูงเสียอีก ที่ไหนได้แค่แปดสิบเอง แค่นี้มันหมูมากๆ เลยไม่ใช่เหรอ
"น้อยไปเหรอ" จ้าวลิ่วเหนียงสังเกตเห็นสีหน้าก้ำกึ่งของน้องสะใภ้ จึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
"ก็พอใช้ได้อยู่ค่ะ"
หลินเจาเลือกที่จะไม่สร้างแรงกดดันให้หลานๆ
แต่หากจะว่ากันตามจริง เทอมนี้ทั้งปังปังและไหลเม่ยก็ออกจะหย่อนยานเรื่องการเรียนไปบ้าง
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แม้โรงเรียนจะกลับมาเปิดสอนตามปกติแล้ว แต่บรรยากาศการเรียนการสอนกลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นเรื่องไกลตัว หลายคนจึงรู้สึกไร้จุดหมายกับการมาโรงเรียน และมองว่าการออกไปทำนาเก็บคะแนนงานยังจะมีประโยชน์เสียกว่า
และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในอนาคตสถานการณ์อาจจะหนักหน่วงกว่านี้
เด็กนักเรียนบางคนที่ยังมาโรงเรียนอยู่ตอนนี้ ไม่แน่ว่าอีกหน่อยก็อาจจะลาออกกลางคันเพื่อไปทำงานในไร่นา พออายุถึงเกณฑ์ก็ออกไปดูตัว แต่งงาน แล้วใช้ชีวิตในฐานะพ่อและแม่คนต่อไป
จ้าวลิ่วเหนียงใช้ศอกกระทุ้งแขนหลินเจาเบาๆ "ว่ามาตามตรงเลย มันจะเพียงพอจริงหรือแค่พูดปลอบใจฉัน"
แววตาของเธอฉายความมุ่งมั่นอย่างไม่ปิดบัง "ฉันอยากให้ลูกๆ ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ฉันเชื่อว่าคนเราต้องมีความรู้ติดตัว ถ้าไร้การศึกษามันไปไม่รอดหรอก"
"พอจริงๆ ค่ะ" หลินเจาให้ความมั่นใจ
"ปังปังกับไหลเม่ยเป็นเด็กหัวดีทั้งคู่ เรื่องเรียนต่อมัธยมปลายไม่น่าจะเกินความสามารถของพวกแกหรอกค่ะ อีกอย่างเราก็ยังมีกู้ชิงโจวอยู่ทั้งคน ถ้าถึงที่สุดแล้วมันไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปขอให้เขาช่วยอีกแรงก็ได้"
จ้าวลิ่วเหนียงยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ "เออ จริงด้วย"
เธอซดนมผงมอลต์สกัดอุ่นๆ อึกสุดท้ายลงคออย่างสบายอารมณ์ พลางยิ้มกว้างจนตาหยี
"ดูทำเข้าสิ... มาบ้านเธอทีไรเป็นต้องได้กินของดีๆ ทุกทีเลย"
หลินเจาเหลือบมองพี่สะใภ้ "พี่จะกินสักเท่าไหร่กันเชียว ยังจะมาเกรงใจอะไรกับฉันอีก"
ทุกครั้งที่จ้าวลิ่วเหนียงแวะมา เธอมักจะนำข่าวคราวล่าสุดในหมู่บ้านมาเล่าสู่กันฟังเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลินเจาไม่เคยตกข่าว แม้จะไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้านก็ตาม
เธอเปรียบเสมือนสถานีข่าวเคลื่อนที่ของหลินเจา
ข้อมูลข่าวสารแน่นขนาดนี้ แค่นมผงมอลต์สกัดถ้วยเดียวยังถือว่าคุ้มเกินคุ้ม
หลังจากได้อิ่มอร่อยกับของฟรี จ้าวลิ่วเหนียงก็เดินตัวปลิวกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี ความขุ่นมัวที่เกิดจากเฒ่าจ้าวพลันสลายหายไป บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
— จะไปหัวเสียกับคนแก่ใกล้ลงโลงแบบนั้นให้ได้อะไรขึ้นมา
จ้าวลิ่วเหนียงฮัมเพลงปฏิวัติกลับบ้านอย่างสบายใจ
เมื่อกู้อวี้เฉิงและลูกชายทั้งสองคนได้ยินเสียงเพลง ทั้งสามพ่อลูกต่างสบตากันด้วยความแปลกใจ
"...อารมณ์ดีขึ้นแล้วเหรอ" ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถาม
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทั้งปังปังและไหลเม่ยแทบไม่กล้าหายใจแรง เพราะกลัวจะไปขัดหูขัดตาผู้เป็นแม่เข้า
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอในตอนนี้ ทั้งสองก็รู้ได้ว่าพายุอารมณ์ที่ก่อตัวขึ้นเพราะตาได้สงบลงแล้ว สองพี่น้องจึงเผยรอยยิ้มออกมาได้ในที่สุด
จ้าวลิ่วเหนียงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ดีขึ้นแล้วสิ ก็แค่ต้องเสียข้าวให้ปีละ 30 จิน มันจะสักแค่ไหนกันเชียว คิดซะว่าเอาไปเป็นค่าอาหารเสริมให้ต้าหวงกับหู่โพก็แล้วกัน"
ไหลเม่ยยกมือขึ้นลูบผ้าพันแผลบนหัว ก่อนจะเอ่ยขัดมารดาขึ้นมา
"แม่ไม่มีทางให้อาหารเสริมพวกมันหรอกน่า" เขาใช้ความได้เปรียบจากการบาดเจ็บเป็นเกราะกำบัง "แม่ต่างหากที่อยากจะไปแย่งอาหารของต้าหวงกับหู่โพมากินเองเสียด้วยซ้ำ! ฮ่าๆๆๆ"
ใบหน้าของจ้าวลิ่วเหนียงพลันเขียวปั้ด
"กู้ซิงฉือ!"
"แกอยากเจ็บตัวเพิ่มใช่ไหม!" เธอตวัดสายตาขุ่นขวางมองลูกชาย
ไหลเม่ยรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง "ผมเงียบแล้ว ไม่พูดแล้วครับ"
กู้อวี้เฉิงเห็นภรรยากลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว ก็หันไปปรามลูกชายทั้งสอง "ถ้าพวกแกสองคนว่างกันนัก ก็ไปช่วยปู่ที่โรงเพาะเห็ดโน่นไป"
พูดจบเขาก็บ่นพึมพำกับตัวเอง "เลี้ยงลูกชายนี่มันเปลืองเงินชะมัด"
ปังปังทำหน้างง "...?"
เขากำลังจะอ้าปากเถียงว่ามันก็ไม่เท่าไหร่นี่นา แต่พอสบเข้ากับสายตาไม่เป็นมิตรของผู้เป็นพ่อ ก็รีบคว้าแขนน้องชายแล้ววิ่งแจ้นออกจากบ้านไป
...
ในวันนั้น เหล่านักเรียนต่างทยอยไปรับสมุดพกที่โรงเรียน และวันปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการก็ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าวันหยุดฤดูหนาวอันยาวนานได้มาถึงแล้ว
อวี้เป่าและเหิงเป่าเดินจูงมือกันกลับมาถึงบ้าน สองพี่น้องเดินแอ่นพุงน้อยๆ ที่ไม่ได้อ้วนกลมอะไรนัก ท่าทางวางมาดราวกับเจ้าพ่อตัวจิ๋ว ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจจนแทบจะลอยขึ้นฟ้าได้
เหิงเป่าชูกระดาษแผ่นเล็กในมือขึ้นสูง "แม่ครับ ทายสิว่าผมกับพี่ได้คะแนนเท่าไหร่"
แม้พี่ชายจะไม่ได้เอ่ยคำใด แต่คิ้วเข้มดกดำคู่สวยนั้นกลับเลิกขึ้นสูงอย่างท้าทาย พร้อมกับส่งสายตาเป็นประกายมาให้ผู้เป็นแม่ไม่หยุด
"ได้เท่าไหร่กันล่ะ" หลินเจาแสร้งทำเป็นไม่ทันสังเกตเห็นความดีใจจนออกนอกหน้าของลูกๆ
เหิงเป่ากางนิ้วชี้และนิ้วกลางออกเป็นรูปตัววี แล้วจิ้มลงไปบนลักยิ้มบุ๋มลึกข้างแก้ม ก่อนจะประกาศก้อง "แม่ดูไม่ออกเหรอครับว่าผมยิ้มแก้มปริขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องได้เต็มร้อยสองวิชาอยู่แล้วสิครับ"
ไม่ทันที่หลินเจาจะได้หันไปถามพี่ชาย เขาก็รีบพูดเสริมขึ้นทันที "ผมก็ได้เต็มร้อยสองวิชาเหมือนกัน"
"อย่างนี้นี่เอง ลูกแม่เก่งทั้งคู่เลยนะ แล้วอยากได้รางวัลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า" หลินเจาเอ่ยชมพร้อมกับจูงมือลูกชายทั้งสองเดินเข้าบ้าน
อวี้เป่าเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาก่อน "ผมอยากโทรศัพท์หาพ่อครับ"
"ได้สิ" หลินเจาพยักหน้ารับปาก ก่อนจะพูดต่อ "แต่แม่แค่พาไปได้นะ ส่วนจะติดต่อพ่อของลูกได้หรือเปล่า แม่ไม่รับประกันนะ"
"ไม่เป็นไรครับ" อวี้เป่าตอบด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจังเกินวัย "พ่อเป็นทหาร ทุกวันต้องยุ่งมากอยู่แล้ว ผมเข้าใจครับ แค่แม่พาพวกเราไปก็พอแล้ว"
หลินเจามองลูกชายคนโตที่รู้จักคิดอ่านด้วยความเอ็นดู เธอโน้มตัวลงไปกอดเขาไว้แนบอก
"ไว้กินข้าวเสร็จแล้วแม่จะพาไปนะ"
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอวี้เป่า "ครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมกับน้องสอบได้คะแนนเต็มร้อย ผมอยากบอกข่าวดีนี้กับพ่อครับ"
"พ่อของลูกก็คงอยากฟังข่าวดีนี้เหมือนกัน" หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
คำพูดนั้นทำให้เด็กชายทั้งสองคนยิ้มกว้างกว่าเดิม ในใจต่างก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า ต่อไปจะต้องสอบให้ได้คะแนนเต็มร้อยแบบนี้ทุกครั้งไป
"แล้วเหิงเป่าล่ะ อยากได้อะไรเป็นของขวัญไหม"
เหิงเป่าไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รางวัลด้วย แต่เขาก็มีของที่อยากได้มานานแล้ว ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะรอเก็บเงินแต๊ะเอียเพื่อไปซื้อเอง
เด็กชายเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ "ผมอยากได้ลูกฟุตบอลครับแม่ แบบที่เอาไว้เตะเล่นบนพื้นหญ้าได้น่ะครับ ได้ไหมครับ"
บังเอิญว่าเหยาเป่าที่อยู่แถวนั้นได้ยินเข้าพอดี หนูน้อยจึงรีบวิ่งดุ๊กๆ กลับเข้าไปในห้อง และกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับลูกบอลผ้าคู่ใจในอ้อมแขน
เจ้าก้อนแป้งน้อยเดินตรงมาหยุดอยู่หน้าพี่ชายรอง ก่อนจะยื่นลูกบอลส่งให้
แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กๆ น่ารักว่า "ให้"
เหิงเป่าถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ปากอ้าค้างเล็กน้อย ไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร
เมื่อเห็นพี่ชายมีท่าทีลังเล เหยาเป่าผู้มีวิญญาณเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เธอยัดลูกบอลผ้าใส่มือพี่ชายโดยไม่รอคำตอบ แล้วหมุนตัวกลับไปคว้าขวดนมมาดูดจ๊วบๆ อย่างสบายอารมณ์
เหิงเป่ากำลูกบอลผ้าในมือนิ่งงัน คิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่นเข้าหากัน
เขาบ่นอุบอิบ "ผมอยากได้ลูกฟุตบอลแบบที่เตะกับหยวนเป่าได้ ไม่ใช่ลูกบอลผ้าแบบนี้ ลูกบอลผ้ามันของเล่นเด็กเล็ก"
หลินเจาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
เหิงเป่าหันขวับมามองเธอทันที "แม่ครับ" เขาเรียกด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "จัดการน้องหน่อยได้ไหมครับ น้องชอบเข้ามายุ่งตลอดเลย"
"น้องไม่ได้ยุ่งสักหน่อย" หลินเจาแก้ต่างให้ลูกสาว "น้องได้ยินว่าลูกอยากได้ลูกบอล ก็เลยเอาของเล่นของตัวเองมาแบ่งให้ เป็นน้องสาวที่น่ารักขนาดนี้ ลูกจะไปว่าน้องแบบนั้นได้ยังไงกัน"
เหิงเป่ารีบปฏิเสธ "ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ ผมหมายถึง..."
เด็กชายพยายามจะอธิบาย แต่ก็จนด้วยคำพูด ไม่รู้จะเรียบเรียงความคิดอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาดังๆ
การเป็นผู้ใหญ่นี่มันยากจริงๆ
หลินเจาเอื้อมมือไปขยี้เรือนผมของลูกชายคนรองเบาๆ "ไม่ต้องกลุ้มไปหรอกน่า เดี๋ยวแม่ซื้อลูกฟุตบอลให้"
ดวงตาของเหิงเป่าพลันสว่างวาบ เขารีบหันไปเขย่าแขนพี่ชายอย่างตื่นเต้น "พี่ครับ พอกลับถึงหมู่บ้าน เราจะได้เตะฟุตบอลกับพวกหยวนเป่าแล้วนะ"
"อื้อ"
หลินเจายิ้มบางๆ "แล้วไม่เล่นปิงปองกันแล้วเหรอ"
"อากาศมันหนาวครับแม่" อวี้เป่าเป็นฝ่ายอธิบายแทน "หยวนเป่ากับเพื่อนๆ ไม่มีถุงมือ ขืนเล่นไปมือของพวกนั้นต้องแข็งหมดแน่ๆ แต่ฟุตบอลไม่ต้องใช้มือ วิ่งไปวิ่งมาตัวก็อุ่นแล้ว พวกเราเลยจะเล่นฟุตบอลกันครับ"
ความใส่ใจและความอบอุ่นในหัวใจของเด็กน้อย ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเหลือเกิน
[จบบท]