บทที่ 510: ผู้ทรงความรู้
สายตานับสิบคู่ที่เจือปนด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและความอิจฉาต่างจับจ้องมาที่หลินเจาเป็นตาเดียว
หลินเจาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจเมื่อเห็นกลุ่มปัญญาชนเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน “พวกคุณมีธุระอะไรกันเหรอคะ”
ซ่งเชียน ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นแย้มยิ้มบางเบา เขายกมือขึ้นชี้ไปยังหนังสือพิมพ์ในมือของหลินเจา พลางเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพว่า “พวกเรามาก็เพราะสิ่งนี้แหละครับ”
พวกเขามาด้วยจุดประสงค์เดียวกับผู้ใหญ่บ้านสินะ หลินเจาครุ่นคิด แค่บทความชิ้นเดียวที่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ มันจะส่งผลกระทบได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ
พอผู้ใหญ่บ้านได้ฟังคำยืนยันของเธอ ก็ฉีกยิ้มกว้างจนริ้วรอยปรากฏเต็มใบหน้า น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี “ยอดเยี่ยมไปเลย! ในที่สุดกองพลการผลิตของเราก็มี...”
เขาเกือบจะหลุดปากเรียกว่า ‘ดาวบุ๋น’ ออกไป แต่เมื่อเหลือบไปเห็นเหล่าปัญญาชนยืนอยู่ด้วย จึงรีบหุบปากฉับจนเผลอกัดลิ้นตัวเองเข้าอย่างจัง ความเจ็บแปลบแล่นปราดจนน้ำตาแทบเล็ด แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย “ในที่สุดกองพลการผลิตของเราก็มีผู้ทรงความรู้ที่หาตัวจับยากเกิดขึ้นแล้ว!”
เด็กแฝดสองคนที่กำลังวิ่งไล่เตะบอลอยู่เพลินๆ ถึงกับหยุดชะงักแล้วพากันวิ่งเข้ามามุงฟังผู้ใหญ่สนทนากัน เหิงเป่าผู้ช่างเจรจาปรี่เข้าไปหยิบหนังสือพิมพ์จากมือมารดา แล้วทำท่วงท่าเลียนแบบข้าราชการสูงวัย ก้มลงมองกระดาษในมืออย่างเคร่งขรึม
อวี้เป่าชะโงกศีรษะเข้าไปดูใกล้ๆ พอเห็นชื่อผู้เขียนที่อยู่ถัดจากหัวข้อบทความ ดวงตาของเด็กชายก็ส่องประกายสดใส
“แม่ครับ นี่ชื่อแม่จริงๆ ด้วย แม่เก่งที่สุดเลย!” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด เด็กน้อยเคยได้ยินคุณปู่เล่าให้ฟังว่าการที่เรื่องของใครได้ลงหนังสือพิมพ์นั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
ส่วนเหิงเป่ากลับยืนเท้าสะเอวทำหน้ามุ่ย “แม่ครับ ทำไมแม่ไม่บอกพวกเราเลยล่ะครับ พอคุณปู่มาถาม ผมกับพี่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“เอามือลงเดี๋ยวนี้” หลินเจาสั่ง เรื่องดีๆ ไม่เคยจะจำ เอาแต่เรื่องกวนๆ มาใช้
เหิงเป่ารีบเอามือลงแต่โดยดี พร้อมกับส่งยิ้มทะเล้นให้ “แหะๆ ก็มันชินนี่ครับ”
หลินเจาได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ พอจะเดาได้ไม่ยากเลยว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่คอยดูแล เจ้าลูกชายตัวแสบคนนี้คงใช้ชีวิตอย่างสบายใจเฉิบและวางท่าอวดดีไปทั่ว เผลอๆ อาจจะเที่ยวไปตั้งตัวเป็นหัวโจกในหมู่บ้านอีกก็ได้ บางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า ด้วยนิสัยแบบนี้ หากไม่มีใครคอยชี้แนะอบรมเหมือนในเนื้อเรื่องของนิยายต้นฉบับ การที่เขาจะเติบโตไปในเส้นทางที่ผิดพลาดก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
“ไปเตะบอลต่อได้แล้ว” หลินเจาโบกมือไล่ลูกชายทั้งสอง
อวี้เป่าจึงจูงมือน้องชายกับหลี่เป่าเดินเลี่ยงออกไป แต่แล้วสายตาของเหวินหวยหย่วนก็พลันไปสะดุดเข้ากับลูกกลมๆ ที่เด็กๆ กำลังจะไปเล่นต่อ เขามองอย่างไม่เชื่อสายตา “นั่น...นั่นมันลูกฟุตบอลนี่! ใช่ไหม!” น้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัด โอ้สวรรค์! เด็กชนบทสมัยนี้มีลูกฟุตบอลเป็นของตัวเองกันแล้วหรือนี่ แถมยังอายุเท่านี้เองนะ! เขาขยี้ตาแรงๆ แล้วเพ่งมองอีกครั้ง แต่ภาพลูกฟุตบอลก็ยังคงอยู่ตรงหน้า ไม่ได้หายไปไหน
ซ่งเชียนอยากจะยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ท่าทางตื่นตกใจราวกับคนไม่เคยเห็นโลกของเพื่อนสนิทช่างน่าขายหน้าสิ้นดี “เก็บอาการหน่อยสิ”
เหวินหวยหย่วนรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นแขนจนใบหน้าเหยเก เขายังพอมีสติห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่บ้าง จึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะหันไปฉีกยิ้มแห้งๆ ให้กับเด็กแฝดบ้านกู้
“อืมๆ ฟุตบอลนั้นสนุกมาก เล่นให้สนุกนะ”
เด็กทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก พลางนึกในใจว่าพวกพี่ๆ ปัญญาชนจากในเมืองนี่ช่างแปลกคนเสียจริง
เมื่อได้ความกระจ่างแจ้งแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็เดินกลับออกไปอย่างพึงพอใจ ไม่นานหลังจากนั้น เสียงตามสายของหมู่บ้านที่เคยเงียบสงบก็พลันดังกระหึ่มขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มของกู้ชิงโจวที่กำลังอ่านบทความของหลินเจาด้วยภาษาจีนกลางสำเนียงชัดถ้อยชัดคำ ในหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้ที่รู้หนังสือแตกฉานอยู่เพียงหยิบมือเดียว ผู้ใหญ่บ้านจึงเลือกเฟ้นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาทำหน้าที่สำคัญนี้
หลินเจาซึ่งกำลังนั่งฟังอยู่ถึงกับเผลอจิกปลายเท้าด้วยความเขินอาย
เรื่องราวหลังจากนั้นคือ พ่อกู้ที่แม้ในใจจะพองโตด้วยความภาคภูมิใจ แต่ก็ยังคงรักษามาดขรึมไว้ได้อย่างแนบเนียน เขาเอ่ยชมหลินเจาเพียงไม่กี่คำตามมารยาท ก่อนจะรีบก้าวเท้าฉับๆ กลับบ้านไป
พอถึงบ้าน เขาก็ตะโกนก้องเรียกภรรยา “แม่เฒ่าเอ๊ย! มีข่าวดี! สะใภ้สามของเราได้ลงหนังสือพิมพ์ล่ะ!”
แม่กู้ได้ยินเสียงเอะอะก็รีบสวมรองเท้าเดินออกมาจากในบ้านอย่างรวดเร็ว เธอผลักม่านกั้นประตูออกจนเกือบจะปะทะเข้ากับร่างสามีเต็มแรง
หญิงชราไม่มีกะจิตกะใจจะต่อว่า เขยิบเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “อะไรลงหนังสือพิมพ์ ตาเฒ่า สะใภ้สามเป็นอะไรไป!”
“บทความที่สะใภ้สามเขียนได้ลงหนังสือพิมพ์น่ะสิ!” พ่อกู้ตอบพลางชูหนังสือพิมพ์ในมือขึ้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจ “แถมในนั้นยังพูดถึงฉันคนนี้ด้วยนะ”
แม่กู้เองก็พอจะอ่านหนังสือออกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กี่คำนัก อีกทั้งตอนสาวๆ เธอมักจะใช้เวลาไปกับการเย็บปักถักร้อยเสียส่วนใหญ่ พออายุมากขึ้นสายตาก็เริ่มฝ้าฟาง “โอ๊ย ฉันมองตัวหนังสือไม่ชัดแล้ว คุณอ่านให้ฉันฟังหน่อยสิ” เธอเร่งสามี
พ่อกู้ทำหน้าจนใจ “เธอมองไม่เห็น แล้วฉันจะมองเห็นได้ยังไงกัน” ถึงจะบ่นอุบ แต่พอเห็นแววตาคาดคั้นของภรรยา เขาก็ไม่กล้าขัดใจ ได้แต่เดินไปหาที่สว่างๆ แล้วเพ่งสายตาอ่านอย่างสุดความสามารถ
“ดาวประกายพรึกส่องสว่างเรืองรอง การผลิตร่วมของผองชนสร้างสรรค์บทบันทึกหน้าใหม่—กองพลการผลิตเฟิงโซวประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเพาะปลูกเห็ด”
เพียงได้ยินแค่ชื่อหัวข้อ แม่กู้ก็ยกนิ้วโป้งให้ด้วยความทึ่ง “สมแล้วที่เป็นผู้มีความรู้ ช่างใช้ถ้อยคำได้สละสลวยเสียจริง”
พ่อกู้ยิ้มให้ภรรยา ก่อนจะตั้งใจอ่านเนื้อหาในบทความต่อไปเสียงดังฟังชัด
ยิ่งฟัง แม่กู้ก็ยิ่งรู้สึกตื้นตันใจ ความภาคภูมิใจแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทั้งภูมิใจในความสำเร็จของการปลูกเห็ด และภูมิใจในตัวลูกสะใภ้คนเก่งที่สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล
บทความที่มีความยาวไม่ถึง 1,000 คำ พ่อกู้อ่านจบลงในเวลาไม่นานนัก แต่สำหรับแม่กู้แล้ว ความตื้นตันยินดีที่อัดแน่นอยู่เต็มอกนั้นกลับไม่มีที่ให้ปลดปล่อย เธอจึงตัดสินใจคว้าหนังสือพิมพ์จากมือสามีแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปนอกบ้าน
“เฮ้! หนังสือพิมพ์ของฉัน!” พ่อกู้ร้องตามหลัง
“เดี๋ยวเอามาคืนน่า!” แม่กู้ตะโกนตอบกลับมาแบบขอไปที ชั่วพริบตาเดียวร่างของเธอก็ลับหายไปจากลานหน้าบ้าน
พ่อกู้ถึงกับหน้าเสีย เขาก็อยากจะออกไปอวดเรื่องนี้กับชาวบ้านเหมือนกันนะ “ไหนบอกว่าปวดเอวไงล่ะ ตอนนี้หายปวดแล้วรึ” เขาได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย
และก็เป็นความจริง แม่กู้ไม่ได้รู้สึกปวดเมื่อยอีกต่อไปแล้ว ในยามนี้เธอรู้สึกราวกับมีเรี่ยวแรงมหาศาล ไม่ว่าเอวหรือขาก็แข็งแรงดี จนสามารถไถนา 2 หมู่รวดเดียวจบได้สบายๆ
หญิงชราเดินตรงไปยังใต้ต้นไทรใหญ่ใจกลางหมู่บ้าน ที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าผู้คน พอเห็นว่ามีคนจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่หลายคน ดวงตาของเธอก็ทอประกายวาววับ พร้อมกับเดินยิ้มร่าเข้าไปหา
รอยยิ้มที่เบิกบานเกินธรรมดาของเธอ ดึงดูดสายตาของยายเฒ่าหลี่และคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
“มีเรื่องอะไรน่ายินดีนักหนา ถึงได้ยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงขนาดนี้ หรือว่าที่บ้านกำลังจะมีสมาชิกใหม่” ยายเฒ่าหลี่เอ่ยปากแซ็ว
แม่กู้นั่งลงข้างๆ ไม่คิดจะเก็บงำข่าวดีไว้คนเดียว เธอประกาศก้องราวกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ “ลูกสะใภ้ของฉันได้ลงหนังสือพิมพ์ล่ะ!”
เปลือกตาที่เคยเหี่ยวย่นของยายเฒ่าหลี่เบิกโพลงขึ้น “หา! ลูกสะใภ้เธอเนี่ยนะได้ลงหนังสือพิมพ์ ไปลงเรื่องอะไร หรือว่าโดนครอบครัวตัดขาดความสัมพันธ์แล้วเอาไปประจาน”
จะโทษความคิดของยายเฒ่าหลี่ก็คงไม่ได้ เพราะเรื่องราวอื้อฉาวของกู้ซิ่งเอ๋อร์ในอดีตยังคงทิ้งร่องรอยฝังลึกไว้ในความทรงจำของผู้คน
จากบรรยากาศที่เคยครึกครื้นด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้กลับเงียบสงัดลงถนัดตา ทุกสายตาจับจ้องไปยังแม่กู้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย แน่นอนว่าสีหน้าของหญิงชราแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง พร้อมจะปะทุอารมณ์ออกมาได้ทุกขณะ
ยายเฒ่าหลี่เองก็รู้ตัวว่าพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไป ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววกระอักกระอ่วน เธอหัวเราะกลบเกลื่อนพลางใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนเพื่อนรักเบาๆ “เธอ...ไม่เป็นไรนะ” ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีขอโทษในแบบของเธอ
แม่กู้ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด “แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ ชอบขุดคุ้ยแต่เรื่องเก่าๆ ไม่เข้าท่า!” เธอตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะชินชากับนิสัยของเพื่อนคนนี้ดีแล้ว
แต่อย่างน้อยการขัดจังหวะเมื่อครู่ก็ช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง หญิงชราสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบกว่าเดิม “สะใภ้สามของบ้านฉันเขียนบทความ แล้วบทความนั้นก็ได้ลงหนังสือพิมพ์!”
ชาวบ้านคนหนึ่งที่เพิ่งจะสังเกตเห็นกระดาษในมือเธอร้องถามขึ้น “ที่ถืออยู่นั่นคือหนังสือพิมพ์ที่ว่าเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ” แม่กู้เชิดหน้าตอบ
คราวนี้ยายเฒ่าหลี่รีบตบต้นขาตัวเองดังฉาดเพื่อช่วยส่งเสริม “โอ้โห! สะใภ้ของเฉิงหวยนี่นับวันยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ ขนาดพวกปัญญาชนยังทำไม่ได้เลย ป่านนี้ท่านผู้ใหญ่บ้านคงจะดีใจจนตัวลอยแล้วล่ะ”
(ณ ที่ทำการกองพลการผลิต เหล่าปัญญาชนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างสงบรู้สึกเหมือนโดนพาดพิง)
ชาวบ้านอีกคนก็ผสมโรง “จริงอย่างที่ว่า ในละแวกสิบหมู่บ้านแปดหมู่บ้านนี้ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำแบบนี้ได้มาก่อน สะใภ้ของเฉิงหวยนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
“แล้วในบทความเขียนเรื่องอะไรล่ะ อ่านให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
แม่กู้แย้มยิ้ม “ก็เรื่องการปลูกเห็ดของกองพลการผลิตเรานี่แหละ”
“เรื่องปลูกเห็ดเนี่ยนะ มีอะไรให้เขียนได้ด้วยเหรอ” ชาวบ้านคนเดิมยังคงสงสัย
คราวนี้แม่กู้ถึงกับขมวดคิ้ว “สำหรับคนมีความรู้แล้ว ไม่มีอะไรที่เขียนไม่ได้หรอกนะ ต่อให้เป็นแค่ฟางข้าวเน่าๆ เขาก็ยังร่ายออกมาเป็นบทกวีที่งดงามได้เลย”
ว่าแล้วเธอก็กระแอมในลำคอเล็กน้อย หรี่ตาลงเลียนแบบท่าทางของสามีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเริ่มอ่านบทความให้ทุกคนฟัง
(พ่อกู้ที่บ้าน: อ้าว ไหนว่าสายตาไม่ดี มองเห็นแล้วเรอะ?)
[จบบท]