บทที่ 511: ข่าวดีที่น่าภาคภูมิใจ
แม้ว่าแม่กู้จะรู้หนังสือไม่มากนัก แต่ด้วยการคาดเดาผสมกับการอ่านตะกุกตะกัก เธอกลับถ่ายทอดเนื้อหาจากหน้าหนังสือพิมพ์ออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ ทำให้เหล่าสมาชิกคอมมูนที่ล้อมวงฟังอยู่ต่างรู้สึกฮึกเหิมและเลือดลมพลุ่งพล่านไปตามๆ กัน
ที่แท้การปลูกเห็ดที่พวกเขาทำกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ดวงตาของแต่ละคนเปล่งประกายเจิดจ้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ทุกคนต่างยืดอกอย่างภาคภูมิใจโดยไม่รู้ตัว
“หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ใครๆ ก็หาอ่านได้ใช่ไหม” ยายเฒ่าหลี่รีบคว้าแขนของแม่กู้ไว้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความดีใจ
“ก็น่าจะใช่นะ” ทีแรกแม่กู้เองก็ไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อเห็นสายตาเปี่ยมความหวังของทุกคนจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว เธอก็เชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจว่า “แน่นอนอยู่แล้วสิ ได้ยินมาว่าตามโรงงานต่างๆ เขาสั่งหนังสือพิมพ์ไปให้คนงานอ่านกันทุกคน เขาเรียกว่าเป็นการเรียนรู้นโยบายใหม่...”
แม้จะเป็นการอธิบายอย่างอ้อมแอ้ม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ มองเธอด้วยความทึ่งระคนชื่นชม ราวกับว่าแม่ของหย่วนซานเป็นผู้รอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” ชายคนหนึ่งเปรยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “แบบนี้ก็หมายความว่าคนทั้งมณฑลรู้แล้วน่ะสิ ว่ากองพลการผลิตเฟิงโซวของเราทำเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย”
คำพูดนั้นทำให้คนอื่นๆ รีบสำรวจเสื้อผ้าปุปะของตัวเองและจัดแจงให้เข้าที่เข้าทาง หลายคนยืดแผ่นหลังตั้งตรงอย่างสง่างามโดยไม่รู้ตัว ความภาคภูมิใจฉายชัดอยู่ในใจของทุกคน...กองพลการผลิตของพวกเขาโด่งดังแล้ว
“แม่หย่วนซานเอ๊ย สะใภ้สามของเธอนี่เก่งจริงๆ” ยายเฒ่าหลี่ยกนิ้วโป้งให้แม่กู้อย่างชื่นชม แววตาฉายความอิจฉาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
คำชมนั้นทำให้แม่กู้รู้สึกปลอดโปร่ง ความขุ่นมัวที่เคยมีต่อยายเฒ่าหลี่ก่อนหน้านี้ได้มลายหายไปสิ้น
ในตอนนั้นเอง เสียงจากเครื่องกระจายเสียงที่ติดตั้งไว้ก็ดังขึ้น เป็นเสียงที่ทุกคนคุ้นหูเป็นอย่างดี
“นั่นเสียงชิงโจวนี่นา ใช่เสียงเขาจริงๆ ด้วย” ยายเฒ่าหลี่ใช้ไหล่กระทุ้งเพื่อนรักเบาๆ “แล้วเขาไปทำอะไรในห้องกระจายเสียงได้ล่ะนั่น”
นับตั้งแต่ที่กองพลการผลิตเฟิงโซวมีไฟฟ้าใช้และลงทุนติดตั้งเครื่องกระจายเสียง การแจ้งข่าวสารต่างๆ ก็สะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องคอยวิ่งตีฆ้องเรียกชาวบ้านมารวมตัวกันที่ลานตากข้าวเหมือนแต่ก่อน ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ที่ยังคงต้องพูดคุยกันซึ่งๆ หน้า
“โหลๆ...ได้ยินกันไหม” เสียงในลำโพงเปลี่ยนเป็นเสียงของผู้ใหญ่บ้านที่เจือสำเนียงท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด “ต่อไปนี้ กู้ชิงโจว ปัญญาชนของบ้านสกุลกู้ จะมาอ่านบทความให้ทุกท่านฟัง”
ผู้ใหญ่บ้านเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้น “บทความนี้พิเศษมากจริงๆ ที่ว่าพิเศษก็เพราะเป็นผลงานการเขียนของสหายในกองพลการผลิตของเราเอง ทุกคนฟังไม่ผิดหรอก กองพลการผลิตของเราได้ลงหนังสือพิมพ์แล้ว”
เขาพูดไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรีบกระแอมกลบเกลื่อน “นี่เป็นข่าวดีสำหรับทั้งคอมมูนและกองพลการผลิตของเรา เอาล่ะชิงโจว เชิญเลย”
แล้วเสียงลากเก้าอี้ก็ดังขึ้นผ่านเครื่องกระจายเสียง ตามด้วยเสียงกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกคลี่ออกอย่างบรรจง กู้ชิงโจวเริ่มอ่านบทความด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ชัดถ้อยชัดคำทุกประโยค ทำให้บรรยากาศใต้ต้นไทรใหญ่เงียบสงบลงถนัดตา
“แม่ชิงโจวเอ๊ย ลูกชายเธอพูดภาษากลางได้ชัดเจนดีจริงๆ” ป้าคนหนึ่งที่นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ อดที่จะกระซิบชื่นชมไม่ได้ แต่ก็ต้องรีบหุบปากฉับเมื่อถูกสายตาตำหนิหลายคู่ส่งมาให้ ทุกคนต่างตั้งใจฟังเรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจของกองพลการผลิตอย่างจดจ่อ
เสียงประกาศที่ดังกังวานไปทั่วทั้งหมู่บ้านทำให้ผู้คนที่กำลังทำงานต่างพากันออกมาจากบ้านเพื่อเงี่ยหูฟัง และเมื่อได้ทราบข่าวดี ใบหน้าของทุกคนก็พลันเปล่งประกายด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ เด็กน้อยคนหนึ่งเห็นพ่อแม่ยิ้มไม่หุบจึงลองใจกล้าเอ่ยปากขอขนมกิน และก็ได้ลูกอมมาสมใจ เขาดีใจจนกระโดดโลดเต้นก่อนจะวิ่งเอาลูกอมไปอวดเพื่อนๆ
เพียงไม่นาน ทั้งผู้ใหญ่และเด็กในหมู่บ้านต่างก็รู้กันทั่วว่าบทความที่แม่ของอวี้เป่าและเหิงเป่าเขียนได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
เด็กๆ ต่างพากันมาห้อมล้อมสองพี่น้องฝาแฝดแล้วเอ่ยชมไม่ขาดปาก ทำเอาทั้งอวี้เป่าและเหิงเป่าถึงกับยืนงงด้วยความเขินอาย หากเป็นคำชมที่กล่าวถึงพวกเขาโดยตรงก็คงไม่รู้สึกเช่นนี้ แต่คำชื่นชมเหล่านี้ล้วนกล่าวถึงแม่สุดที่รักของพวกเขาน่ะสิ
อวี้เป่ารู้สึกภาคภูมิใจในตัวแม่จนอกแทบระเบิด เขาจึงชูมือขึ้นประกาศก้อง “แม่ซื้อลูกฟุตบอลมาให้พวกเราด้วยนะ เราไปเล่นที่ลานตากข้าวกัน ใครอยากเล่นบ้าง”
“ฉันไปด้วย”
“ฉันก็ไป” ต้าจ้วงซึ่งกำลังถือชามข้าวอยู่รีบโก้ยข้าวคำสุดท้ายเข้าปากอย่างรวดเร็ว “อวี้เป่า เหิงเป่า รอฉันแป๊บนะ ขอไปเก็บชามก่อน” เมื่อเห็นอวี้เป่าพยักหน้าเป็นสัญญาณ ต้าจ้วงก็วิ่งกลับบ้านตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต
เด็กคนอื่นๆ ที่ยังกินข้าวไม่เสร็จต่างก็เร่งมือตามเพราะกลัวจะพลาดความสนุก
เหิงเป่าที่ปกติจะซุกซนไม่แพ้พี่ชาย กลับนึกถึงคำสอนของแม่ขึ้นมาได้ “พี่ครับ แม่บอกว่าเพิ่งกินข้าวเสร็จห้ามวิ่งเล่นนะ”
อวี้เป่าเหลือบมองน้องชายด้วยความชื่นชมก่อนจะบอกเพื่อนๆ ว่า “งั้นรออีกสักพักแล้วค่อยเล่นกันนะ”
“อื้อ” เหิงเป่าพยักหน้าเห็นด้วย
สองพี่น้องเดินกลับมาที่หน้าบ้านและสวนกับกลุ่มจือชิงที่เพิ่งเดินออกไปพอดี
“อ้าว กลับมาทำไมกัน ไม่ได้จะไปเล่นข้างนอกหรอกเหรอ” หลินเจาซึ่งกำลังจะเข้าบ้านไปหยิบของชะงักเท้าเมื่อเห็นลูกชายทั้งสองเดินกลับมา
“พวกเรามาเอาลูกฟุตบอลครับ” เหิงเป่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
หลินเจาอดที่จะแกล้งเย้าลูกชายไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าหวง ไม่อยากเอาออกไปเล่นข้างนอกไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
ก่อนหน้านี้เธอคะยั้นคะยอให้เอาของเล่นชิ้นใหม่ออกไปแบ่งเพื่อนๆ เล่น แต่ลูกชายตัวดีก็ไม่ยอมท่าเดียว เพราะกลัวทั้งเปื้อนทั้งพัง
อวี้เป่ารู้สึกเขินอายเกินกว่าจะยอมรับว่าที่อยากเอาของเล่นชิ้นโปรดไปแบ่งเพื่อนๆ เล่น เป็นเพราะดีใจที่ได้ยินทุกคนชื่นชมแม่ของตัวเอง เขาจึงเบนสายตาไปทางอื่นแล้วหาเหตุผลมาแทน “หยวนเป่าเป็นเพื่อนรักของพวกเรานะครับ ผมกับเหิงเป่าอยากเล่นกับพวกเขา”
หลินเจาเห็นท่าทีของลูกชายก็พอจะเดาได้ เธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ “ก็ได้จ้ะ งั้นก็ไปเถอะ แต่เล่นให้มันพอดีๆ อย่าให้เลยเวลาอาหารเย็นล่ะ วันนี้แม่ว่าจะทำหมูทอดกรอบของโปรดให้กินนะ”
สำหรับเด็กๆ แล้ว ไม่มีอะไรจะยั่วยวนใจได้เท่าของทอดอีกแล้ว และแน่นอนว่าฝาแฝดก็ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งสองยังจำรสชาติหมูทอดกรอบฝีมือแม่ได้ติดใจและเฝ้ารอคอยที่จะได้ลิ้มรสมันอีกครั้งมาตลอด
พอได้ยินว่าจะได้กินของโปรด สองหนุ่มน้อยก็ไม่อยากจะออกไปเล่นข้างนอกเสียแล้ว
“อวี้เป่า เหิงเป่า ออกมาเร็ว” เสียงเพื่อนๆ ตะโกนเรียกดังมาจากหน้าประตูบ้าน
“ไปเดี๋ยวนี้แหละ” อวี้เป่าขานรับเสียงใส แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ส่วนเหิงเป่าก็ไม่ต่างกัน เขายืนนิ่งพร้อมกับส่งสายตาแป๋วแหววอ้อนวอนไปให้มารดา
หลินเจาเห็นท่าทีของลูกชายแล้วก็รู้สึกอ่อนใจระคนเอ็นดู “มองแม่ทำไมกันล่ะ ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ เถอะ แม่สัญญาว่าพอกลับมาถึงบ้าน จะมีหมูทอดกรอบร้อนๆ รออยู่แน่นอน”
คำรับประกันนั้นได้ผลชะงัด สองพี่น้องยิ้มกว้างจนแก้มปริ
“แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย” ทั้งคู่ประสานเสียงกันอย่างสดใส ก่อนจะโผเข้ากอดมารดาคนละที แล้วรีบคว้าลูกฟุตบอลวิ่งปร๋อออกไปสมทบกับกลุ่มเพื่อน
หลินเจาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปหยิบของที่ต้องการแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัวเพื่อทำหมูทอดกรอบให้เจ้าสองตัวแสบที่กำลังหิวโซ
จริงๆ แล้ว...เธอเองก็อยากกินเหมือนกัน
ในขณะที่กองพลการผลิตเฟิงโซวเต็มไปด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ทางฝั่งสหกรณ์การค้าและการตลาดเองก็ไม่ต่างกัน
บทความชิ้นนั้นของหลินเจาได้สร้างเรื่องน่าประหลาดใจให้เกิดขึ้น เมื่อหัวหน้าเจียงถูกผู้บังคับบัญชาเรียกตัวไปพบและได้รับคำชื่นชมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งเรื่องที่เขาสอนงานพนักงานได้ดีเยี่ยม ทั้งเรื่องที่สหกรณ์ฯ กลายเป็นหน่วยงานแรกของคอมมูนที่ได้ตีพิมพ์ผลงานลงหนังสือพิมพ์ แซงหน้าแม้กระทั่งแผนกประชาสัมพันธ์ของโรงงานใหญ่ๆ นับเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับหน่วยงานอย่างแท้จริง
ผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าเจียงขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งขรึมและเที่ยงตรงเสมอมา เขาไม่เคยปริปากพูดเล่น ให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือไม่มีใครเคยอ่านความรู้สึกจากใบหน้าที่เรียบเฉยของเขาได้เลย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความพึงพอใจออกมาอย่างชัดเจน
คำชมเหล่านั้นทำให้หัวหน้าเจียงถึงกับทำอะไรไม่ถูก เขามึนงงไปชั่วขณะจนอยากจะถอยหลังออกไปดูให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เดินเข้าผิดห้องทำงาน แต่เมื่อตั้งสติได้ เขาก็แน่ใจว่านี่คือความจริง เขาได้รับคำชมเชยจริงๆ จากที่เดินเข้ามาด้วยความกังวลใจ ตอนนี้หัวหน้าเจียงกลับเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มที่กว้างจนแทบจะฉีกถึงใบหู
ความสุขล้นปรี่ที่อัดแน่นอยู่เต็มอกทำให้เขาอยากจะหาที่ระบาย เขาจึงมุ่งหน้าไปยังอาคารที่ทำการอำเภอเพื่อพบหยางจวินจือ
หยางจวินจือเหลือบเห็นพี่ภรรยาเดินเข้ามาก็เหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือโดยอัตโนมัติ...นี่มันยังอยู่ในเวลาทำงานนี่นา
“พี่เขย มีอะไรรึเปล่าครับ”
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามอะไรต่อ มือหนาๆ ของหัวหน้าเจียงก็ตบลงบนบ่าของเขาดังป้าบ
“นายนี่ใช้ได้เลยนะ” หัวหน้าเจียงเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง เขารู้สึกพอใจที่น้องเขยไม่ได้หลอกส่งคนไม่มีความสามารถมาให้ จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
หยางจวินจือมองตามหลังพี่ภรรยาไปด้วยความงุนงง รอยยิ้มพิลึกพิลั่นเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง...อะไรกัน มาทำหน้ามีเลศนัยแบบนั้นแล้วก็จากไปเนี่ยนะ