บทที่ 517: กลัวเสมอว่าจะให้ไม่พอ
“หาทางแลกมาน่ะ” เมิ่งจิ่วซือตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยตามแบบฉบับของเขา
“แล้วน้องเขยก็ฝากมาบอกว่า ของพวกนี้ไม่ใช่เงินส่วนตัวของเขานะ แต่เป็นเงินรางวัลที่ได้จากภารกิจ”
หลินเจา “…”
ผู้ชายคนนั้นจะอะไรนักหนา ทำไมต้องสาธยายทุกเรื่องให้คนอื่นฟังด้วย! เธอก็ไม่ได้จะคิดมากเรื่องเงินส่วนตัวอะไรของเขาสักหน่อย
เอาเถอะ... ก็ยอมรับว่าแอบคิดเล็กๆ อยู่ในใจเหมือนกันนั่นแหละ
ให้ตายสิ น่าโมโหชะมัด!
หลินเจาจ้องมองพี่ชาย ดวงตาที่เคยสงบนิ่งฉายแววใคร่รู้สงสัย เธอเดาว่าในใจของพี่ชายคงกำลังบ่นอุบเรื่องความปากเปราะของสามีเธออยู่เป็นแน่ แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันความคิดนั้นได้
“มองพี่แบบนี้มีอะไรหรือเปล่า” เมิ่งจิ่วซือเลิกคิ้วถามน้องสาวพลางอมยิ้มบางเบา
“ไม่มีอะไรนี่คะ” เธอรีบปฏิเสธ
เมิ่งจิ่วซือกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ลานบ้านอย่างพินิจพิเคราะห์ พอจะดูออกว่าน้องสาวของเขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างเอาใจใส่และมีความสุขดีไม่น้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกยินดีจากใจจริง
“มีอะไรให้พี่ช่วยอีกไหม”
“มีค่ะ ติดลายฉลุกระดาษที่หน้าต่าง” หลินเจาตอบกลับอย่างไม่คิดเกรงใจ
“ได้เลย เดี๋ยวพี่จัดการเอง” ชายหนุ่มรับคำแล้วเดินนำไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมามองน้องสาวอีกครั้ง
“แต่เธอต้องบอกพี่นะว่าจะให้ติดตรงไหน”
“ติดไปได้เลยค่ะ จะติดเบี้ยวไปบ้างก็ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมายขนาดนั้น” เธอบอกด้วยน้ำเสียงสบายๆ
คำว่า ‘บ้านเรา’ ไม่ว่าเมิ่งจิ่วซือจะได้ยินสักกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันก็ยังคงสร้างความอบอุ่นให้ก่อตัวขึ้นในหัวใจของเขาได้เสมอ
“ตกลง ถ้าพี่ติดไม่สวย เธอห้ามโกรธนะ” เขาพูดดักคอเอาไว้ก่อน
ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่า ‘น้องสาว’ คือสิ่งมีชีวิตที่รับมือได้ยากที่สุดในโลก เพราะเพื่อนสนิทของเขาที่เมืองหลวงก็มีน้องสาวที่แสนจะเจ้าปัญหา
แต่ความคิดที่ฝังหัวนั้นก็ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้นนับตั้งแต่ที่เขาได้พบกับน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
“เรื่องแค่นี้จะโกรธได้ยังไงกันคะ” หลินเจาถามกลับอย่างแปลกใจ
“ไม่โกรธก็ดีแล้ว”
ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพับแขนเสื้อสเวตเตอร์ขึ้นมาถึงข้อศอก ดวงตาคมก้มลงมองลายฉลุกระดาษในมืออย่างตั้งใจขณะบรรจงทากาว
โครงหน้าของชายหนุ่มหล่อเหลาไร้ที่ติ เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นกรอบหน้าที่ได้สัดส่วนรับกับสันจมูกโด่งเป็นคมและแพขนตางอนยาว
เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมทับด้วยสเวตเตอร์สีดำสนิทและกางเกงขายาวสีเข้ากันนั้นขับให้เขาดูเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่แสนอบอุ่นและสง่างาม
หลินเจามองภาพนั้นแล้วก็อดที่จะรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้ นี่คือพี่ชายแท้ๆ ของเธอ! อดีตพี่สะใภ้สี่ของเธอช่างเป็นคนที่น่าเสียดายจริงๆ ที่ทิ้งสามีที่ดีพร้อมขนาดนี้ไปได้ลงคอ
เมิ่งจิ่วซือสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา จึงหันไปถามด้วยความสงสัย “พี่มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” หล่อนส่งยิ้มให้
“แค่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าพี่ชายดูคล้ายกับพ่อมากเลย”
“...พี่เป็นลูกชายของพ่อนะ การที่หน้าตาเหมือนพ่อก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ”
เขาตอบกลับพลางนำความเนี้ยบประหนึ่งนักวิจัยมาใช้กับลายฉลุในมือ เขาค่อยๆ ติดมันลงบนบานหน้าต่างอย่างประณีตและปรับองศาจนได้ตำแหน่งที่พึงพอใจ มันช่างเป็นภาพที่เป๊ะปังเสียจนสามารถเยียวยาจิตใจของคนเจ้าระเบียบได้เลยทีเดียว
ในตอนนั้นเอง อวี้เป่าที่เดินออกมาเทน้ำก็เหลือบไปเห็นลายฉลุที่คุณลุงติดไว้ ดวงตาของเด็กน้อยพลันส่องประกายวิบวับ
“คุณลุงเก่งที่สุดเลยครับ!” เด็กชายเอ่ยปากชมอย่างไม่ลังเล
“คุณลุงครับ คุณลุงติดได้ยังไง สอนผมหน่อยได้ไหม”
เมิ่งจิ่วซือแสร้งทำหน้าขรึมก่อนจะตอบกลับอย่างจริงจัง “วิชานี้เธอเรียนไม่ได้หรอกนะ”
ดวงตากลมโตของอวี้เป่าเบิกกว้าง “ทำไมล่ะครับ ผมออกจะฉลาดขนาดนี้ ต้องเรียนได้อยู่แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้เมิ่งจิ่วซือหลุดหัวเราะออกมา “เป็นเด็กที่มั่นใจในตัวเองจริงๆ”
เจ้าตัวเล็กหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงคำพูดหยอกล้อ เขาจึงยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“...รอให้โตกว่านี้ก่อนแล้วลุงจะสอนนะ” ขณะที่พูด มือของเขาก็วางลายฉลุแผ่นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อวี้เป่ามองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
หลินเจาเห็นแล้วก็ได้แต่ยกมือขึ้นกุมใบหน้าตัวเอง
เด็กชายมองตามอย่างไม่วางตา จนกระทั่งได้ยินเสียงของเหิงเป่าเรียกหา เขาถึงยอมละสายตาออกมาอย่างเสียดาย ก่อนจะยื่นแก้วน้ำเคลือบในมือส่งให้มารดา
“แม่ครับ ช่วยเติมน้ำร้อนให้ผมหน่อย”
หลินเจารับแก้วมาแล้วเดินหายเข้าไปในครัวเพื่อเติมน้ำให้ลูกชาย ไม่นานก็เดินกลับออกมา
“ขอบคุณครับแม่” อวี้เป่ากล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะชำเลืองมองคุณลุงอีกครั้งแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน
“ทำไมอวี้เป่าถึงได้สนใจการติดลายฉลุกระดาษขนาดนั้นล่ะ” เมิ่งจิ่วซือถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“เขาไม่ได้สนใจการติดลายฉลุหรอกค่ะ แต่เขาสนใจที่พี่ติดมันได้ตรงเป๊ะต่างหาก” หลินเจาอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
แล้วมันต่างกันตรงไหนกัน? ความคิดของเด็กนี่ช่างซับซ้อนเกินจะเข้าใจจริงๆ
“เจาเจา พี่เกือบลืมไปเลย เฉิงหวยฝากจดหมายมาให้เธอด้วย อยู่ในกระเป๋าน่ะ ลองหาดูสิ”
หลินเจาไม่รอช้า รีบตรงเข้าไปค้นกระเป๋าของพี่ชายทันที เพียงครู่เดียว ก็พบกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างดีฉบับหนึ่ง
[ถึงภรรยาสุดที่รัก หวังว่าคุณจะสบายดีนะ
ขณะที่ผมจรดปากกาลงบนกระดาษ ด้านนอกหิมะก็เริ่มโปรยปราย บรรยากาศในค่ายทหารเงียบสงัดจนทำให้ความคิดถึงพวกคุณท่วมท้นขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่
พอนับวันดูแล้ว วันนี้น่าจะเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ผมต้องขอโทษอีกครั้งที่ผิดสัญญา ไม่สามารถกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อกินข้าวเย็นส่งท้ายปีด้วยกันได้ และยังไม่ได้เป็นคนมอบเงินขวัญถุงให้ลูกๆ ด้วยตัวเอง...
มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพูด แต่สุดท้ายแล้วมันกลับเหลือเพียงคำสามคำเท่านั้น: ผมขอโทษ
แต่ในฐานะทหาร...ประเทศชาติต้องมีคนปกป้อง และครอบครัวก็ต้องมีคนคุ้มครอง ยิ่งในช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน ผมก็ยิ่งละทิ้งหน้าที่ที่แบกรับไว้บนบ่าไม่ได้
เจาเจา ผมรู้ว่าคุณเข้าใจผมดี แต่ผมก็อดเป็นห่วงในความลำบากของคุณไม่ได้
ผมหวังเพียงให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขตลอดไป และนี่ก็เป็นปีใหม่อีกปีหนึ่งแล้ว ผมขออวยพรให้ภรรยาและลูกๆ ทั้งสี่ของผมมีความสุขตลอดทั้งปี ช่วยกอดลูกๆ แทนผมทีนะ แล้วบอกพวกเขาว่า พ่อคิดถึงพวกเขามาก และภูมิใจเหลือเกินที่ได้เป็นทหารผู้ปกป้องพวกเขา
ของขวัญปีใหม่คงถึงแล้วใช่ไหม อย่ามัวแต่ประหยัดล่ะ ของที่ควรใช้ก็ต้องใช้นะ สำหรับคุณและลูกๆ ผมกลัวเสมอว่าจะให้ได้ไม่มากพอ
—จากสามีผู้รักคุณ: กู้เฉิงหวย]
รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินเจาอย่างไม่อาจห้าม เมื่อไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงาน สามีของเธอก็กล้าที่จะเขียนจดหมายที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เอง
เมิ่งจิ่วซือเหลือบไปเห็นรอยยิ้มเปี่ยมสุขของน้องสาวแล้วก็ได้แต่เม้มปากเงียบๆ ไม่ต้องถามก็รู้ว่าน้องเขยตัวดีคงเขียนจดหมายหวานเลี่ยนมาโปรยยาเสน่ห์ให้น้องสาวเขาอีกแล้วแน่ๆ!
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็เอ่ยถามขึ้น “มีอะไรให้ช่วยอีกไหม”
“ไม่มีแล้วค่ะ” เธอตอบ
“ถ้างั้น... เรากลับบ้านกันไหม” เขาถามพลางมองมาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ปีนี้เขากลับมาก็เพื่อฉลองปีใหม่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้า หากขาดน้องสาวไปก็คงจะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้เธอแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว จึงไม่แน่ใจว่าจะอยากกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านเดิมหรือเปล่า
“ได้สิคะ” หลินเจาตอบรับอย่างไม่ลังเล เพราะนี่คือแผนที่วางไว้อยู่แล้ว
“งั้นเดี๋ยวฉันไปเก็บของก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็ทำท่าจะวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อจัดเตรียมของที่จะนำกลับไปบ้านเดิม
“เจาเจา” เมิ่งจิ่วซือเรียกไว้
“แล้วทางบ้านกู้รู้เรื่องนี้หรือยัง”
“รู้แล้วค่ะ ฉันบอกพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว”
เธอหรี่ตามองพี่ชายพร้อมกับพูดอย่างจริงจัง “ถ้าพี่กลับมา ฉันก็จะกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้าน แต่ถ้าพี่ไม่กลับ ฉันกับลูกๆ ทั้งสี่ก็จะฉลองกันที่นี่ แล้วค่อยกลับไปเยี่ยมบ้านในวันที่สองของปีใหม่”
คำพูดนั้นของเธอกระทบเข้าที่กลางใจของเมิ่งจิ่วซืออย่างจัง จนดวงตาของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
“...แล้วเธอไม่กังวลบ้างเหรอว่าพี่อาจจะไม่กลับมา”
“ไม่กลับก็คือไม่กลับสิคะ จะเป็นอะไรไป ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง”
หลินเจาหัวเราะเบาๆ
แม้ว่าน้องสาวจะพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ แต่สำหรับเขาแล้วมันมีความหมายมากเหลือเกิน ชายหนุ่มหยิบของที่เตรียมไว้สำหรับบ้านกู้ขึ้นมา
“เดี๋ยวพี่ไปบ้านกู้สักหน่อย”
หลินเจาพอจะเดาได้ว่าพี่ชายจะไปทำอะไร จึงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าการตอบรับ
“ค่ะ”
***
เมิ่งจิ่วซือเดินทางมาถึงบ้านกู้ การมาถึงของเขาทำให้สองสามีภรรยาตระกูลกู้ประหลาดใจไม่น้อย
“อ้าว ลุงของอวี้เป่า มาได้ยังไงกัน กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รีบเข้ามานั่งข้างในก่อนสิ”
แม่กู้เอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น ขณะที่พ่อกู้เหลือบไปเห็นข้าวของพะรุงพะรังที่เขาหอบหิ้วมาด้วย แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีของอยู่ไม่น้อยเลย
“มาเยี่ยมกันก็ดีแล้ว จะเอาของมาฝากทำไมให้ลำบาก คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้ก็ได้”
เมิ่งจิ่วซือนั่งลงด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม
“ผมมาสวัสดีปีใหม่ผู้ใหญ่ จะมามือเปล่าได้ยังไงครับ”
คำพูดนั้นแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความเคารพและนับถือพวกเขาเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งทำให้พ่อกู้รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
“นี่แม่เฒ่า มัวทำอะไรอยู่ ยังไม่รินน้ำชาอีกเหรอ เอาใบชาที่ฉันมีอยู่มาชงให้จิ่วซือด้วยนะ”
พูดจบ เขาก็หันมาบอกกับเมิ่งจิ่วซือโดยไม่รอให้ชายหนุ่มได้เอ่ยปากปฏิเสธ
“แม่ของอวี้เป่าเป็นคนให้มาน่ะ เธอลองชิมดูสิ”
[จบบท]