บทที่ 519: ของขวัญจากพ่อ
“แล้วแม่จะโกหกพวกหนูทำไมกันล่ะ” หลินเจาไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่เลือกที่จะย้อนถามกลับไปแทน ดวงตาของเธอทอประกายขบขันขณะมองลูกชายตัวน้อย
เพียงเท่านั้น เหิงเป่าก็กระโดดตัวลอยสูงราวกับจะทะลุเพดาน เสียงกรี๊ดแหลมเล็กด้วยความตื่นเต้นดีใจดังลั่นไปทั่วห้อง “เย้! ผมจะเอาชุดใหม่ที่แม่เพิ่งซื้อให้ไปอวดคุณตาคุณยาย แล้วก็ต้องเอารองเท้าคู่ใหม่ไปด้วย!”
“อย่าลืมหมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ แล้วก็กระเป๋าสะพายของเราด้วยนะ” อวี้เป่าผู้เป็นพี่ชายเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสุขุมกว่าน้อง
“ใช่เลยพี่! ต้องเอาไปให้หมด!” เหิงเป่าตอบรับเสียงดังฟังชัด เขาหมุนตัวไปรอบๆ อย่างตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มเก็บของจากตรงไหนก่อนดี
“ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ เรามาช่วยกันเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าก่อนดีกว่า” อวี้เป่าที่นิ่งกว่าเสมอ เอ่ยปรามน้องชายอย่างใจเย็น
“อื้ม!” พอเห็นพี่ชายผู้เป็นที่พึ่งทางใจยังคงสงบนิ่ง เหิงเป่าที่กำลังตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุขก็ค่อยๆ สงบลงตามไปด้วย
หลินเจามองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่อมยิ้มในความแตกต่างของลูกชายฝาแฝด คนหนึ่งสุขุมเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ส่วนอีกคนก็ยังเป็นเด็กน้อยร่าเริงสดใสไม่เปลี่ยน เธอเดินเข้าไปขยี้กลุ่มผมนุ่มสั้นของเหิงเป่าเบาๆ แล้วเอ่ยแซว “พอเจอเรื่องตื่นเต้นเข้าหน่อย ก็ทำตัวเป็นแมลงวันหัวขาดเลยนะเรา หัดดูพี่ชายเป็นตัวอย่างบ้างสิ ดูสินิ่งขนาดไหน”
เหิงเป่ารีบวิ่งไปยืนข้างพี่ชาย ก่อนจะแอ่นอกเล็กๆ ของตัวเองขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายของผมเก่งที่สุดในโลกเลย!”
หลังจากชมพี่ชายจนเป็นที่พอใจแล้ว เขาก็หันมาพูดกับแม่ด้วยท่าทางที่ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักนิด “ผมเป็นน้องนี่ครับ ไม่ต้องสุขุมก็ได้ เดี๋ยวพี่ชายก็คอยเตือนผมเองแหละเนอะพี่”
อวี้เป่าที่กำลังสาละวนอยู่กับการพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ไม่ได้ละสายตาจากงานในมือ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะตอบรับคำพูดของน้องชาย “ก็ใช่น่ะสิ ใครใช้ให้นายมาเป็นน้องชายของฉันกันล่ะ”
คำตอบของพี่ชายทำให้เหิงเป่าตัวลอยด้วยความดีใจ เขายิ้มกว้างจนแก้มปริ ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด
หลินเจามองลูกชายคนรองที่กำลังเกาะแขนพี่ชายไม่ห่างแล้วส่ายหัวเบาๆ เธอตบศีรษะเขาเบาๆ หนึ่งที “เอาล่ะ เลิกอ้อนพี่เขาได้แล้ว ไปช่วยกันเก็บของเร็วเข้า อย่ามัวแต่ยืนเฉยๆ แบบนั้น”
ได้ยินคำสั่งของแม่ เหิงเป่าก็รีบผละออกจากพี่ชายแล้วเข้าไปช่วยจัดกระเป๋าทันที
“ของที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องขนไปหมดนะลูก” หลินเจากลัวว่าลูกชายทั้งสองจะขนของไปราวกับจะย้ายบ้านไปอยู่ที่กองพลการผลิตตงเฟิงจริงๆ เลยต้องเอ่ยปากเตือนไว้ก่อน
อวี้เป่าเงยหน้าขึ้นจากกองเสื้อผ้า ถามด้วยความสงสัย “แล้วอะไรคือของที่ไม่จำเป็นเหรอครับแม่”
“ก็อย่างเช่น...ลูกฟุตบอลนั่นไง” สายตาของหลินเจาจับจ้องไปที่ลูกฟุตบอลหนังที่ถูกยัดลงไปในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
อวี้เป่าขมวดคิ้วมุ่นทันที “แต่ลูกฟุตบอลมีประโยชน์นะครับ เราตั้งใจจะเอาไปเล่นกับพี่ต้าตั้นแล้วก็คนอื่นๆ”
“ใช่เลยครับ!” เหิงเป่ารีบออกโรงสนับสนุนพี่ชายทันควัน เขามองหน้าแม่ด้วยแววตาจริงจัง “พวกพี่ต้าตั้นยังไม่เคยเห็นลูกฟุตบอลของจริงเลยนะครับ”
“นี่เราจะไปฉลองปีใหม่กันนะจ๊ะ ไม่ได้จะไปเข้าค่ายเก็บตัวนักกีฬาเสียหน่อย พวกลูกจะเอาเวลาที่ไหนไปเตะฟุตบอลกัน เอาไว้ที่บ้านนี่แหละ รอให้หมดช่วงเทศกาลก่อนแล้วค่อยกลับมาเล่นกับพวกพี่ต้าตั้นก็ได้” หลินเจาพยายามอธิบายด้วยเหตุผล
“ไม่เอาเด็ดขาด!” เหิงเป่าโผเข้ากอดลูกฟุตบอลไว้แน่นราวกับสมบัติล้ำค่า ใบหน้าเล็กๆ บูดบึ้งแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
เด็กชายหงุดหงิดจนผมชี้ฟูขึ้นมา
“เตะกันสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ยังดีนี่ครับ นะครับแม่...ผมอยากเอาไปด้วยจริงๆ” แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นออดอ้อนอ้อนวอนจับใจ
อวี้เป่าที่ตอนแรกทำท่าจะเห็นด้วยกับแม่ พอเห็นสายตาเว้าวอนของน้องชายก็เกิดใจอ่อนยวบ เขากลืนคำพูดที่เตรียมไว้ลงคอ ก่อนจะลองหาทางออกอย่างประนีประนอม “เอ่อ...ถ้าเราออกไปเตะบอลกันข้างนอก มันจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นนะครับ จะได้ไม่หนาวมาก”
ช่างรู้จักหาเหตุผลมาหว่านล้อมเสียจริง
เมื่อลูกชายสุดที่รักทั้งสองคนยืนกรานเป็นเสียงเดียวกันขนาดนี้ คนเป็นแม่อย่างหลินเจาจะทำอะไรได้อีก “ก็ได้ๆ อยากเอาไปก็เอาไป แต่มีข้อแม้นะ ของของใครคนนั้นต้องรับผิดชอบถือเอง”
รอยยิ้มของเหิงเป่าหุบฉับลงทันที
แววตาที่เขามองมาที่แม่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“แม่ครับ~~!!!”
หลินเจารีบยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ห้าม “ไม่ต้องมาอ้อนเลย จะเรียกคุณปู่คุณย่าหรือพ่อของลูกก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น ของที่แม่ต้องขนไปก็เยอะแยะเหมือนกัน”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้ลูกชายคนเล็กยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
“พี่เห็นไหมล่ะว่าแม่ทำกับผมยังไง!” เขากระทืบเท้าลงบนพื้นเบาๆ ระบายความขุ่นเคืองในใจ
“แม่ก็พูดถูกแล้วนี่ ของของตัวเองก็ต้องดูแลเองสิ” อวี้เป่าตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังตามประสาพี่ชายผู้มีความรับผิดชอบ
เหิงเป่าเงียบไป ไม่ได้เถียงอะไรต่อ เขาหันกลับไปจัดของของตัวเองอย่างเงียบๆ แต่โดยดี
ผ่านไปไม่นาน เขาก็เหลือบมองพี่ชายแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “...พี่ครับ พี่จะไม่ช่วยผมหน่อยเหรอ”
“ช่วยสิ” อวี้เป่าตอบโดยไม่ลังเล “เราต้องช่วยกันอยู่แล้ว”
เหิงเป่าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่จริงแล้วเขาก็แค่คิดว่าถ้าของมันหนักเกินไป อย่างน้อยก็ยังมีพี่ชายคอยช่วยแบ่งเบาภาระ
หลินเจาเพิ่งจะเดินพ้นประตูห้องของเด็กๆ ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เธอจึงหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
“อวี้เป่า เหิงเป่า พ่อของพวกลูกส่งเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ด้วยนะ สองคนอยากเห็นไหม”
สิ้นเสียงของแม่ เด็กชายทั้งสองก็วางของในมือลงทันทีแล้ววิ่งกรูกันเข้ามาหา ใบหน้าที่ถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยนฉายแววคาดหวังเหมือนกันอย่างน่าเอ็นดู
“อยากเห็นครับ!” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันราวกับนัดหมาย
“อยู่ในห้องนอนของแม่น่ะ”
เด็กน้อยทั้งสองคนรีบวิ่งออกจากห้อง แต่ด้วยความรีบร้อนทำให้ไหล่ของทั้งคู่ชนกันเข้าอย่างจังจนตัวเซไปทั้งสองคน
“พี่! พี่ชนผมนะ!” เหิงเป่าร้องขึ้นก่อน
อวี้เป่าไม่ยอมแพ้ “นายก็ชนฉันเหมือนกันนั่นแหละ!”
“งั้นก็แปลว่าเราเจ๊ากันไปนะ” เหิงเป่ายิ้มกว้างออกมาทันที ท่าทางเปลี่ยนจากเด็กขี้โมโหเป็นเด็กอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็ว
อวี้เป่าเอื้อมมือไปจูงน้องชาย ทั้งสองเดินตามกันออกจากห้อง แล้วตรงเข้าไปยังห้องนอนของพ่อกับแม่ทันที
หลินเจาได้แต่มองตามแล้วส่ายหัวเบาๆ
ของขวัญที่กู้เฉิงหวยฝากพี่ชายของหลินเจามาวางเด่นอยู่บนโต๊ะกลางห้องนอน พอฝาแฝดก้าวเข้ามาก็เห็นได้ในทันที
“ว้าว! ดูนั่นสิครับพี่! ชุดกระโปรงบุนวมสีชมพู!” เสียงของเหิงเป่าดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
อวี้เป่าเองก็ร้องออกมาด้วยความประทับใจ “ตรงขอบมีขนปุยๆ ด้วย น้องสาวต้องชอบมากแน่ๆ เลย”
เสื้อผ้าสำหรับภรรยาและลูกๆ เป็นของที่กู้เฉิงหวยสั่งตัดเป็นพิเศษจากช่างฝีมือดี
ช่างตัดเสื้อคนนั้นเป็นภรรยาของเพื่อนทหารคนหนึ่ง ชีวิตของเธอค่อนข้างลำบากเพราะทั้งเธอและสามีต่างก็มาจากครอบครัวชนบทที่ยากจน แถมยังมีลูกต้องเลี้ยงดูอีกหลายคน โชคดีที่เธอมีฝีมือในการตัดเย็บและปักผ้าอยู่บ้าง จึงพอจะรับงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวได้
หลังจากที่กู้เฉิงหวยได้เล่าเรื่องราวของหลินเจาให้เธอฟัง ภาพของเสื้อผ้าทั้ง 5 ชุดก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอทันที เมื่อนำเสนอแนวคิดให้กู้เฉิงหวยฟังและได้รับความเห็นชอบแล้ว เธอก็ลงมือรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกขึ้นมา
และแน่นอนว่าผลงานที่ออกมานั้นงดงามและเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
มิเช่นนั้นแล้ว ผู้บัญชาการกองพันกู้อย่างเขาคงไม่รีบร้อนฝากพี่ชายภรรยาให้นำกลับมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ครอบครัวอย่างแน่นอน
เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้ หลินเจาได้รับฟังมาจากเมิ่งจิ่วซือ พี่ชายฝาแฝดของเธอนั่นเอง
อย่างเช่นขนกระต่ายนุ่มฟูที่ประดับอยู่บนเสื้อผ้าของเธอกับเหยาเป่า ก็เป็นขนกระต่ายป่าที่กู้เฉิงหวยอุตส่าห์ไปล่ามาด้วยตัวเอง
“ของแม่ก็มีขนฟูๆ เหมือนกันนะ” หลินเจาบอกกับลูกชายฝาแฝด
อวี้เป่ากางชุดของตัวเองออกดูอย่างละเอียด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แต่ของผมไม่มี”
“ของผมก็ไม่มีเหมือนกัน!” เหิงเป่ารีบพูดเสริมขึ้นมาทันที เขาทำปากยื่นออกมาอย่างงอนๆ “พ่อลำเอียง!”
หลินเจาถึงกับกุมขมับ อยากจะยึดเสื้อผ้าชุดใหม่ของลูกชายคนนี้คืนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
อวี้เป่ารีบออกโรงปกป้องพ่อ “เราสองคนเป็นลูกผู้ชายนะ จะให้มีขนปุยๆ บนเสื้อได้ยังไงกัน ผมไม่เอาด้วยหรอก”
คำพูดของพี่ชายทำให้เหิงเป่าหัวเราะออกมาแหะๆ เขายกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ “เออ จริงด้วยสินะครับ”
ทว่าความสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน...
เมื่อเขาเหลือบไปเห็นขนปุยๆ บนเสื้อของน้องชายคนเล็ก เขาก็โพล่งขึ้นมาอีกครั้ง “อ้าว! แล้วทำไมชุดของเชียนเป่าถึงมีขนๆ ล่ะครับ?!”
อวี้เป่าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ตอบอ้อมแอ้มไปว่า “...ก็...ก็เพราะว่าเชียนเป่ายังเล็กอยู่น่ะสิ”
“ไม่ใช่หรอก” เมิ่งจิงโม่เหลือบมองน้องชาย ก่อนจะทำลายความฝันอันสวยงามของเขาลงอย่างเลือดเย็น “ที่พวกนายสองคนไม่มี ก็เพราะว่าขนกระต่ายมันไม่พอยังไงล่ะ”
เมิ่งจิ่วซือที่อุ้มหลานแฝดหญิงชายกลับมาถึงหน้าประตูพอดี ได้ยินบทสนทนานั้นเข้าก็ชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้ามาในห้อง
“อวี้เป่า เหิงเป่า ถ้าหลานสองคนอยากได้ขนฟูๆ ล่ะก็ เดี๋ยวลุงจัดการหามาให้เองนะ”
เขาอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คือว่าพ่อของพวกหลานน่ะ ล่ากระต่ายมาได้ไม่กี่ตัวเอง ขนของมันเลยพอทำได้แค่ชุดของแม่กับน้องๆ เท่านั้น แต่เขาก็เตรียมของขวัญอย่างอื่นไว้ให้พวกเธอสองคนเป็นการส่วนตัวด้วยนะ ลองค้นดูในกระเป๋าสิ”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของลุงก็สามารถเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของเด็กชายฝาแฝดได้เป็นอย่างดี
สองพี่น้องรีบหันไปรื้อค้นกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง
และในที่สุดก็หยิบของเล่นที่ทำจากไม้ออกมา
เมื่อทั้งสองเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่ามันคือปืนไม้แกะสลักอย่างสวยงาม
“ปืน! เป็นปืนไม้จริงๆ ด้วย!!” ดวงตาของเหิงเป่าเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้ว ปืนไม้ พ่อของพวกเธอตั้งใจแกะสลักให้ด้วยมือของเขาเองเลยนะ” เมิ่งจิ่วซือบอก เขาเป็นพยานรู้เห็นด้วยตัวเอง เพราะน้องเขยตัวดีดันมานั่งแกะสลักปืนไม้อยู่ที่ลานบ้านของเขาทุกวี่ทุกวัน พอทำเสร็จก็ยังเนียนขอข้าวกินฟรีอีกต่างหาก
เหิงเป่าคว้าปืนไม้มาถือไว้ในมือขวา เล็งไปยังกำแพงห้องแล้วทำเสียงยิงปืน
“ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว!”
“ของขวัญชิ้นนี้ผมชอบที่สุดเลย! พ่อใจดีที่สุดในโลก!”
หลินเจาอดใจไม่ไหว เดินเข้าไปใช้ปลายนิ้วหยิกแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายเบาๆ แล้วดึงยืดออกไปทางซ้ายและขวา “แหม เจ้ากู้จือเหิงผู้เห็นแก่ของ พอไม่มีขนกระต่ายที่ปกเสื้อก็หาว่าพ่อลำเอียง แต่พอได้ของขวัญชิ้นพิเศษที่พ่อตั้งใจทำให้ ก็กลับคำบอกว่าพ่อใจดีที่สุด”
“ทำไมถึงเป็นเด็กที่เปลี่ยนใจเร็วนักนะเรา”
เหิงเป่าเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ พูดจาฉะฉาน “ก็แม่สอนผมเองนี่ครับ ว่าทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”
“ได้เลย เท่าเทียมก็เท่าเทียม ที่บ้านเรายังมีขนกระต่ายเหลืออยู่นะ เดี๋ยวแม่จะเอาไปเย็บติดที่ปกเสื้อให้ลูกกับพี่ชายดีไหม เอาหรือเปล่าล่ะ” หลินเจามองเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่เอาครับ! ไม่เอาเด็ดขาด! ผมมีผ้าพันคอแล้ว ไม่ต้องใช้ของแบบนั้นหรอก มีแต่เด็กเล็กๆ เท่านั้นแหละที่ชอบกัน ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว!”
เหอะ... เมื่อกี้นี้ยังโวยวายจะเป็นจะตายอยู่เลยไม่ใช่หรือไง
หลินเจาละสายตาจากลูกชายคนรอง หันไปมองหน้าอวี้เป่าที่ยืนเงียบอยู่นาน อวี้เป่ารีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “ผมก็ไม่เอาเหมือนกันครับ”
[จบบท]