บทที่ 61: เรื่องพิสดาร (1/2)
หลินสี่เป่าหาได้ใส่ใจไม่ เธอยกแขนขึ้นอวดกล้ามที่ไม่มีอยู่จริงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “คุณย่าบอกว่าร่างกายที่แข็งแรงสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด หนูหน้าตาไม่สวยอยู่แล้ว จะคล้ำขึ้นหรือขาวขึ้นก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แต่คุณปู่บอกว่าหนูไม่ควรมองข้ามคุณค่าในตัวเอง เด็กผู้หญิงทุกคนเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า”
เด็กหญิงหัวเราะคิกคักพลางขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นอามากขึ้น ก่อนจะเอ่ยย้ำด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง “อาคะ คุณปู่บอกว่าหนูเป็นสมบัติล้ำค่านะคะ” น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
ในบ้านสกุลหลิน ไม่มีใครไม่รักและไม่เคารพคุณปู่ผู้แสนอ่อนโยนและสุภาพ ท่านไม่เคยหยิบยกประสบการณ์ชีวิตของตนมาสั่งสอนใครอย่างอวดดี ตรงกันข้าม ท่านกลับมีความถ่อมตนและอ่อนโยนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งยังสนับสนุนให้ลูกหลานเลือกเดินในเส้นทางที่พวกเขาต้องการมาโดยตลอด
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแก้มหลานสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะแกล้งพูดโอ้อวดกลับไปบ้าง “มีอะไรน่าอวดกันนักกันหนา สมัยก่อนนะ คุณปู่ของเธอเคยอุ้มอาไว้ในอ้อมแขนแล้วคอยปลอบโยน เรียกหาแต่อา ทั้ง ‘เจาเป่า’ บ้างล่ะ ‘เด็กดี’ บ้างล่ะ หรือไม่ก็ ‘ดวงตะวันน้อยๆ’ ของปู่บ้างล่ะ เห็นไหมว่าอาเคยอวดหรือเปล่า”
หลินสี่เป่าเงยหน้าขึ้นมองอาของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว “...อวดค่ะ”
ให้ตายสิ รอยยิ้มที่มุมปากของอาบานแฉ่งซะจนปิดไม่มิดขนาดนั้น ถ้ามีกระจกอยู่ใกล้ๆ ล่ะก็ เธอจะรีบเอาไปส่องให้ดูเดี๋ยวนี้เลย
หลินเจาหันไปมองหลินเซวียนและหลินเจิง เด็กหญิงทั้งสองก็ยิ้มจนตาหยีแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาวคนโต
ในขณะเดียวกัน สายตาของต้าตั้นและเอ้อร์ตั้นก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง พวกเขากำลังรอให้อาถามความเห็นบ้าง
แต่ดูเหมือนหลินเจาจะไม่ทันได้สังเกตเห็นความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในวงสนทนาของหลานชายทั้งสอง เธอจึงทำเพียงยักไหล่เบาๆ พลางอมยิ้มอย่างมีความสุข
“ก็ถ้าจะอวดแล้วมันจะทำไมล่ะ อาโชคดีมีพ่อที่ดีขนาดนี้ ทำไมจะภูมิใจไม่ได้ มันเกินไปเหรอ”
แววตาของพ่อหลินทอประกายแห่งความสุขอย่างเห็นได้ชัด นี่แหละคือเหตุผลที่เขารักลูกสาวมากกว่าลูกชายเสมอมา เพราะพวกเธอช่างใส่ใจและน่ารักขนาดนี้ แม้จะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ยังคงเป็นห่วงเป็นใยเขากับซีเวยอยู่เสมอ ในวินาทีนั้น เขาลืมไปเสียสนิทว่าหลินเจาคนก่อนเคยสร้างความเดือดร้อนและทำให้พวกเขาต้องเป็นกังวลใจมากเพียงใด
เอ้อร์ตั้นเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะ จึงรีบฉวยจังหวะนี้หาเรื่องพูดคุยกับเขาบ้าง “ไม่เกินไปเลยครับ!”
ต้าตั้นที่ถูกน้องชายชิงตัดหน้าไปก่อน ได้แต่ส่งสายตาพิฆาตไปยังท้ายทอยของน้องชาย ก่อนจะรีบพูดเสริมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ไม่เกินไปเลยสักนิดเดียวครับ!”
ในที่สุดหลินเจาก็สังเกตเห็นหลานชายทั้งสอง “อ้าว ต้าตั้นกับเอ้อร์ตั้นก็มาด้วยเหรอลูก”
เอ้อร์ตั้นแสร้งทำหน้าเศร้า “ผมมาถึงตั้งนานแล้วนะครับ”
“มาๆ มากินลูกอมนี่มา” เมื่อผู้เป็นอาจนด้วยคำพูด ก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
ทันทีที่เอ้อร์ตั้นได้รับลูกอม ความเศร้าบนใบหน้าก็มลายหายไปในพริบตา กลายเป็นรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ “อิๆๆ ขอบคุณครับอา”
“ไม่ต้องเกรงใจจ้ะ” หลินเจาพูดพลางยื่นลูกอมให้ต้าตั้นอีกคน
“ขอบคุณครับอา” ต้าตั้นกล่าวขอบคุณอย่างไม่เคอะเขิน ก่อนจะจูงมือน้องชายวิ่งไปอีกมุมหนึ่ง เพื่อปรึกษาหารือกันว่าจะกินลูกอมอย่างไรให้อยู่ได้นานที่สุด
หลินเจาจึงหันกลับมาหาหลินเซวียนและหลินเจิงเพื่อพูดคุยต่อ โดยมีหลินสี่เป่าแอบย่องตามมาฟังอย่างเงียบๆ
“ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเป็นยังไงกันบ้าง” เธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
หลินเจิงซึ่งเป็นเด็กที่โตเกินวัย สัมผัสได้ถึงความห่วงใยในน้ำเสียงของอาสาว ในใจจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด “ดีมากเลยค่ะ ไม่มีใครคอยจ้องจับผิดแล้วสั่งให้หนูกับพี่ทำงานทั้งวัน คุณย่ายังอนุญาตให้พวกเราออกไปเล่นข้างนอกได้ด้วย เพื่อนๆ ในหมู่บ้านก็ยอมเล่นกับพวกเราแล้วด้วยค่ะ ตอนนี้หนูกับพี่มีความสุขมากเลย”
หลินเซวียนเป็นเด็กเงียบขรึมและพูดน้อย เธอจึงทำเพียงพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ได้บอกใคร นั่นก็คือการที่แม่ไม่อยู่บ้าน ทำให้เธอนอนหลับได้สนิทโดยไม่สะดุ้งตื่นกลางดึกอีกเลย ช่างเป็นสองคืนที่เธอได้นอนหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันช่างเป็นความรู้สึกที่วิเศษจริงๆ
“เด็กๆ ก็ต้องร่าเริงสดใสแบบนี้แหละถึงจะถูก พอโตขึ้นก็มีงานให้ทำอีกเยอะแยะ ตอนนี้ที่บ้านมีแต่ผู้ใหญ่ ถ้ามีโอกาสก็อู้งานบ้างก็ได้” หลินเจาเอ่ยถึงคติประจำใจของตัวเอง
เมื่อแม่หลินได้ยินดังนั้น สีหน้าของเธอก็ยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง เธอเป็นคนที่มีความสามารถและมีพลังชีวิตล้นเหลือ ไม่ว่าจะลงแรงทำงานในไร่นา ล่าสัตว์ หรือเย็บปักถักร้อย เธอก็ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้าม เธอกลับมีความสุขกับความวุ่นวายเหล่านั้นด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยบังคับให้เจาเจาต้องเป็นเหมือนตัวเอง
เจาเจาอยากใช้ชีวิตแบบไหน เธอก็เลือกเองได้ตามใจชอบ
อยากเรียนหนังสือเหรอ ก็เรียนไปสิ
อยากแต่งงานเหรอ ก็แต่งไปสิ
ซ่งซีเวยมั่นใจว่าไม่ว่าเจาเจาจะใช้ชีวิตอย่างไร เธอก็พร้อมที่จะเป็นที่พึ่งและให้การสนับสนุนอยู่เสมอ
และด้วยเหตุนี้เอง ชีวิตของหลินเจาจึงเปรียบเสมือนดอกทานตะวันที่เบ่งบานอย่างร้อนแรงและสดใส
เมื่อได้ยินคำพูดของอาสาว หลินเซวียนก็พลันเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ
“เป็นอะไรไป หรือว่าที่อาพูดมันไม่ถูก” หลินเจาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หลินเซวียนรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเขินอาย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตัดสินใจพูดออกไป “คือว่า ที่อาพูดไม่เหมือนกับที่คนในหมู่บ้านพูดกันเลยค่ะ”
หลินเจารู้ดีว่าชาวบ้านพูดถึงครอบครัวของเธอว่าอย่างไร พวกเขามักจะมองว่าคนบ้านสกุลหลินนั้นแปลกประหลาด ไม่เหมือนคนอื่น
“เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้เหมือนใครนี่นา”
เธอโน้มตัวลง สบตากับหลานสาวด้วยแววตาที่อ่อนโยน ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “หนูคือหนู เป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ อย่าเก็บคำพูดของคนอื่นมาใส่ใจเลยนะ ในวัยนี้ของหนูควรจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข”
หลินเจารู้สึกว่าเซวียนเซวียนเป็นเด็กที่คิดมากเกินไป เธอจึงหวังว่าหลานสาวจะสามารถเปิดใจและมีความสุขสมวัยได้ในที่สุด
ในนิยายที่เธอเคยอ่าน เรื่องราวของหลินเซวียนถูกกล่าวถึงเพียงสั้นๆ ว่า
[ได้ยินมาว่า เด็กผู้หญิงที่ชื่อหลินเซวียนจากหมู่บ้านข้างๆ กระโดดให้รถไฟทับตาย]
เพียงประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว กลับทำให้หัวใจของหลินเจาบีบรัดและเจ็บปวดอย่างรุนแรง
เซวียนเซวียนเป็นเด็กที่กลัวความเจ็บปวดที่สุด
“ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรที่คิดไม่ตก ให้มาหาอานะ ที่บ้านอามีห้องว่างเพิ่มขึ้นมาห้องหนึ่ง เตรียมไว้ให้พวกหนูโดยเฉพาะเลยนะ อาจะสั่งทำเตียงใหม่ ตู้เสื้อผ้าใหม่ โต๊ะใหม่ แล้วก็มีหน้าต่างบานใหญ่ที่สว่างสดใส พอเปิดหน้าต่างออก แสงแดดก็จะส่องเข้ามาในห้อง นอนอยู่บนเตียงจะรู้สึกสบายมากเลย จำไว้นะว่าหนูยังมีทางถอยเสมอ อาจะเป็นทางถอยให้หนูเอง ไม่ว่าหนูจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม” หลินเจาพูดด้วยแววตาที่อ่อนโยนและน้ำเสียงที่นุ่มนวล
เธอพูดอย่างจริงจังจนหลินสี่เป่าและหลินเจิงต่างพากันเงียบและหันไปมองหลินเซวียนเป็นตาเดียว
เมื่อหลินเซวียนสบเข้ากับดวงตาของอาสาว เมฆหมอกสีดำที่ปกคลุมจิตใจของเธอก็พลันสลายหายไปเพราะแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องเข้ามา
เธอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “หนูจะจำไว้ค่ะ”
หลินเจาสวมกอดหลานสาวแน่น ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอว่า “ถือว่าเราสัญญากันแล้วนะ ต้องจำไว้ในใจ ห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะ”
“ค่ะ ค่ะ”
แม่หลินไม่ใช่คนที่มีนิสัยอ่อนโยนนัก เธอเป็นคนเด็ดขาดและมีจิตใจที่เข้มแข็ง จึงไม่สามารถพูดคำพูดที่หวานซึ้งเช่นนี้ได้ ส่วนหลินซื่อเซิ่งก็เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยแสดงออก ยิ่งไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ และชิวเหลียนนั้น ยิ่งแล้วใหญ่ เธอเป็นคนที่แม้แต่เพศของตัวเองก็ยังรังเกียจ คำพูดที่ออกจากปากของเธอนั้นช่างบาดหูและเสียดแทงใจ ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่หลินเซวียนได้ยินคำพูดที่ว่า ‘อาจะเป็นทางถอยให้หนูเอง’ จากใครสักคน
“ขอบคุณค่ะอา” เสียงของเด็กหญิงแผ่วเบา
ดวงตาของหลินเจาทอประกายแห่งความอบอุ่น “ขอบคุณอะไรกัน อาเป็นอาของหนูนะ พ่อของหนูก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของอา ในใจของอา หนูกับต้าไจ่และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันเลย”
ก่อนหน้านี้ หลินเซวียนไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ผู้เป็นอา แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน ความรู้สึกในใจของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอรู้สึกสนิทสนมกับหลินเจามากขึ้นเรื่อยๆ
หลินสี่เป่ากอดแขนหลินเจาไว้แน่น ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น แต่ปากกลับแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “อาไม่เคยชวนหนูไปนอนที่บ้านเลย อาเจาลำเอียง รักแต่เซวียนเซวียน”
ทันใดนั้น หลินเซวียนก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดีขึ้นมาทันที เมื่อพี่สี่เป่าบอกว่าอาลำเอียงรักเธอมากกว่า เธอกลับรู้สึกดีใจอย่างห้ามไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่เด็กไม่ดีแล้วจะเป็นอะไรไปได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กหญิงก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที เธอจึงก้มหน้าลงอย่างละอายใจ ไม่กล้าสบตากับสี่เป่า
หลินเจาไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่โอบไหล่หลานสาวแล้วดึงเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะยิ้มแล้วตอบกลับสี่เป่าไปว่า “ถ้าอาไม่ชวน แล้วหนูจะไม่ไปเหรอ”
“ไปสิคะ!” หลินสี่เป่ายิ้มกว้าง “ถ้าอาไม่ชวน หนูก็จะไปเองเลย!”
“ใครจะไป อาก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้นแหละ”
เมื่อเห็นว่าพี่รองของเธอเริ่มใส่ใจกับเรื่องของชิวเหลียนมากขึ้น และเซวียนเซวียนก็จดจำคำพูดของเธอไว้ในใจแล้ว ก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงอยู่ในใจของหลินเจาจึงถูกยกออกไปได้เปลาะหนึ่ง ทำให้เธอพอจะวางใจลงได้บ้าง
เธอไม่ได้อยู่รอจนถึงเวลาอาหารเย็นก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน โดยมีหลินซื่อเซิ่งเดินไปส่งเช่นเคย
[จบบท]