บทที่ 74: คิดไปไกลถึงขั้นว่าจะให้ฝังที่ไหน (2/2)
หลี่เฟินเห็นหลินเจาควักเงินควักตั๋วออกมาจ่ายอย่างง่ายดายก็รู้สึกสงสัยเต็มประดา ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนจากชนบทหรอกเหรอ ทำไมถึงใช้เงินมือเติบขนาดนี้?
เธอเอ่ยชม “คุณผิวขาว ใส่นาฬิกาแล้วสวยจัง”
หวังจวีพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดเสียงเบา “สวยค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” หลินเจาเองก็คิดว่าสวย เธอมองดูนาฬิกาอยู่บ่อยๆ รู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น
ไม่นานนักก็มีคนเข้ามาในสหกรณ์การค้าและการตลาดกันมากมาย พนักงานขายทุกคนต่างก็ยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง
กองพลการผลิตเฟิงโซว
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ตื่นนอนขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือวิ่งตรงไปที่ห้องส้วม
“พี่ ผมขอไปก่อนนะ ผมจะอึราดกางเกงแล้ว” เอ้อร์ไจ่รีบร้อนจนต้องหนีบขาไว้
ต้าไจ่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งไปบ้านข้างๆ
“ป้าครับ ผมขอใช้ห้องส้วมบ้านป้าหน่อยได้ไหมครับ” ต้าไจ่ถือกระดาษชำระไว้ในมือพลางกุมท้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความรีบร้อน
หวังชุนฮวารีบพูด “ไปสิๆ ในห้องส้วมไม่มีใครอยู่”
ต้าไจ่ไม่มีเวลาแม้แต่จะพูดขอบคุณ เขาวิ่งตรงไปที่ห้องส้วมทันที
ห้องส้วมของบ้านหวังนั้นดูเรียบง่าย เป็นรูปตัว T คว่ำ มีแผ่นไม้ 2 แผ่นพาดอยู่ ในหลุมเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่กำลังดิ้นยั้วเยี้ย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว
ต้าไจ่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขารีบมากจนต้องถอดกางเกงแล้วนั่งยองๆ ลงทันที พรืดเดียวก็ออกมาหมด
พอก้มลงมองก็เห็นพยาธิปะปนอยู่ข้างใน ทั้งน่าขยะแขยงและน่ากลัว
เสียงกรีดร้องในใจของต้าไจ่ดังไม่หยุด
เขาไม่กล้าดูนาน รีบทำธุระต่อ
หลังจากที่ท้องโล่งแล้ว เขาก็พยายามข่มความกลัว ใช้กระดาษชำระจนหมด แล้วดึงกางเกงขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องส้วม
ทันใดนั้น เอ้อร์ไจ่ก็วิ่งเข้ามาในบ้านของหวังแล้วตะโกนเสียงดัง “พี่ ผมถ่ายออกมามีพยาธิเต็มไปหมดเลย พี่ถ่ายออกมาหรือยัง?”
ต้าไจ่ทำหน้าเฉยเมย “ถ่ายออกมาแล้ว”
“แม่พูดถูกจริงๆ ด้วย!” เอ้อร์ไจ่ตบมือฉาดหนึ่ง พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ถ่ายออกมาแล้วก็แสดงว่าในท้องเราไม่มีพยาธิแล้วใช่ไหม?”
“ใช่!” ต้าไจ่พยักหน้าอย่างหนักแน่น มองไปที่เอ้อร์ไจ่อย่างจริงจัง “เอ้อร์ไจ่ ต่อไปนี้เราจะดื่มน้ำเย็นไม่ได้แล้วนะ ต้องดื่มน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วเท่านั้น”
“อื้มๆ”
หวังชุนฮวาได้ยินบทสนทนาของเด็กทั้งสองเข้าพอดี
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พวกหนูพูดอะไรกันน่ะ พยาธิอะไรเหรอ?”
ต้าไจ่ตอบ “เมื่อวานแม่ให้ผมกับเอ้อร์ไจ่กินลูกอมหวานๆ บอกว่ามันช่วยฆ่าพยาธิในท้องเด็กได้ ผมกับเอ้อร์ไจ่เลยถ่ายออกมามีพยาธิเต็มไปหมดเลยครับ”
หวังต้าจ้วง หลานชายของหวังชุนฮวายืนนิ่งอึ้ง เอามือทาบอกด้วยความตกใจ “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ ในท้องพวกนายมีพยาธิเหรอ?”
“ทำไมในท้องถึงมีพยาธิได้ล่ะ?” หวังต้าจ้วงทำหน้างงงวย “คนที่มีพยาธิในท้องจะไม่ตายเหรอ? ทำไมพวกนายถึงยังไม่กลายเป็นกองดินเล็กๆ ล่ะ?”
เอ้อร์ไจ่เกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่านายสิกลายเป็นกองดินเล็กๆ แต่ก็โดนพี่ชายดึงไว้ทัน
ต้าไจ่อธิบายอย่างใจเย็น “แม่บอกว่าถ้าดื่มน้ำเย็นบ่อยๆ ในท้องจะมีพยาธิ เป็นพยาธิตัวกลม คนจะไม่ตาย แต่จะปวดท้องแล้วก็ท้องเสีย กินลูกอมเข้าไปแล้วถ่ายพยาธิออกมาก็หายแล้ว ผมกับเอ้อร์ไจ่ถ่ายออกมาหมดแล้ว ในท้องเราไม่มีพยาธิแล้ว”
หวังต้าจ้วงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ดื่มน้ำเย็นบ่อยๆ สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่าฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
“ย่าครับ ในท้องผมก็มีพยาธิเหรอ!?” เขาพูดด้วยความหวาดกลัว
หวังชุนฮวารีบถามต้าไจ่ “ต้าไจ่ ลูกอมฆ่าพยาธิได้ด้วยเหรอ? แม่หนูไปเอาลูกอมมาจากไหน?”
“ไม่รู้สิครับ น่าจะซื้อมาจากในอำเภอนะครับ” ต้าไจ่คาดเดา
พูดจบเขาก็จูงมือเอ้อร์ไจ่กลับบ้านตัวเองไป
หวังชุนฮวารีบวิ่งไปที่ห้องส้วม ในกองอุจจาระสดๆ ร้อนๆ นั้น เธอเห็นพยาธิอยู่จริงๆ
มันถ่ายออกมาได้จริงๆ ด้วย!!
เธอประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นหลานชายก้มหน้าเศร้าสร้อย หวังชุนฮวาก็พูดปลอบ “ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวรอแม่ต้าไจ่กลับมา ย่าจะไปถามให้”
แม่กู้เห็นหลานชายทั้งสองคนกลับมาจากบ้านข้างๆ ก็มองด้วยความสงสัย “พวกหนูสองคนไปทำอะไรที่บ้านข้างๆ มา?”
“ผมไปยืมห้องส้วมมาครับ”
เมื่อได้ยินคำพูดของต้าไจ่ แม่กู้ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
อะไรกัน ห้องส้วมที่บ้านเล็กเกินไปจนรองรับก้นเล็กๆ ของเขาไม่ได้หรือยังไง?
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กช่างพูด เขาเล่าเรื่องที่ตัวเองกับพี่ชายถ่ายออกมามีพยาธิให้ย่าฟัง
แม่กู้ตกใจ “ถ่ายออกมามีพยาธิเลยเหรอ?”
“ใช่ครับ ถ้าย่าไม่เชื่อเดี๋ยวผมพาไปดู” เอ้อร์ไจ่ไม่รู้จักคำว่าอายหรือเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาดึงย่าของเขาไปดูผลงานการขับถ่ายของตัวเอง
แม่กู้ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ เธอไปดูจริงๆ
“หนูบอกว่าแม่ให้กินลูกอม แล้วพวกหนูก็ถ่ายออกมามีพยาธิใช่ไหม?”
เอ้อร์ไจ่พยักหน้า “ใช่ครับ”
เขาเลียริมฝีปาก “ลูกอมนั่นอร่อยดีนะ”
แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ “แต่เด็กคนหนึ่งกินได้แค่เม็ดเดียวเอง”
แม่กู้ “…” หลานอยากจะกินทุกวันแล้วถ่ายพยาธิออกมาทุกวันหรือยังไง?
“แล้วแม่หนูยังมีลูกอมนั่นอีกไหม?”
ต้าไจ่ตอบ “ไม่รู้ครับ”
“เอาเถอะ เดี๋ยวรอแม่หนูเลิกงานแล้วย่าจะไปถาม” แม่กู้พูด
เธอนึกถึงหลานฝาแฝดขึ้นมาได้ จึงรีบเดินเข้าไปในบ้าน ซานไจ่กับซื่อไจ่ตื่นแล้ว สองพี่น้องเอาหัวชนกันจ้องมองเพดานเงียบๆ น่ารักน่าเอ็นดู
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ก้อนแป้งน้อยๆ บนเตียงก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่งแล้วร้องเรียกด้วยเสียงเล็กๆ ว่า “ย่า!”
เสียงเรียกสองคำนี้ทำให้หัวใจของแม่กู้ละลาย
“จ๋า!”
เธอแต่งตัวให้หลานชายกับหลานสาวตัวน้อย แล้วพาพวกเขาออกไปล้างหน้า
เอ้อร์ไจ่ถือลูกพีชกระป๋องออกมาแล้วพูดกับแม่กู้ว่า “ย่าครับ ช่วยเปิดฝาให้ผมหน่อย ผมจะกินลูกพีชกระป๋อง”
“ตื่นเช้ามาก็กินของกระป๋องเลยเหรอ?” แม่กู้นึกขึ้นได้ว่าหลานชายทั้งสองคนเพิ่งจะถ่ายพยาธิออกมา กลัวว่าของกระป๋องจะเย็นเกินไป จึงต่อรองกับพวกเขาว่า “ตอนเที่ยงค่อยกินของกระป๋องนะ ตอนเช้ากินอะไรอุ่นๆ ก่อน เพิ่งจะถ่ายพยาธิออกมา”
ต้าไจ่เป็นเด็กว่าง่าย เขาจึงตอบว่า “ได้ครับ”
“ต้มโจ๊กขาวดีไหม?” แม่กู้ถาม
“ได้ครับ” ต้าไจ่ตอบ
เอ้อร์ไจ่ถาม “ย่าครับ ดื่มโจ๊กขาวเสร็จแล้วกินแอปเปิ้ลได้ไหมครับ?”
“แม่พวกหนูซื้อแอปเปิ้ลมาให้ด้วยเหรอ?” แม่กู้รู้สึกว่าสะใภ้สามของเธอนี่ตามใจลูกเก่งจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย เธอจึงไม่มีความเห็นอะไร
“ใช่ครับ แอปเปิ้ลแดงแจ๋เลย กินได้ไหมครับ?” เอ้อร์ไจ่ถามย้ำ
“ได้สิ” แม่กู้ตอบ
“งั้นเดี๋ยวย่าช่วยหั่นให้เราหน่อยนะครับ ผมกับพี่คนละครึ่ง” เอ้อร์ไจ่เอ่ยขออย่างไม่เกรงใจ
ต้าไจ่ถือนมผงออกมาจากห้อง กำลังจะชงนมให้ฝาแฝดดื่ม พอได้ยินคำพูดของเอ้อร์ไจ่ก็มองไปที่แม่กู้แล้วพูดว่า “ย่าครับ แอปเปิ้ลของผมแบ่งให้ย่าครึ่งหนึ่งนะ”
แน่นอนว่าแม่กู้ไม่มีทางไปแย่งของกินกับหลานอยู่แล้ว แต่นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจ เธอลูบหัวกลมๆ ของต้าไจ่ด้วยความเอ็นดู “ย่าไม่กินหรอกจ้ะ ต้าไจ่กินเถอะ”
เวลาทำงานที่ยุ่งวุ่นวายมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ พอกินข้าวเที่ยงเสร็จไม่นานก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว
หลินเจาเดินออกจากที่ทำงานตรงเวลาเป๊ะ โดยไม่สนใจสายตาค้อนขวับของหลิวชุนหงเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ได้อยู่ต่อแม้แต่นาทีเดียว
ส่วนเรื่องที่เพื่อนร่วมงานจะนินทาลับหลังนั้น เธอไม่ใส่ใจเลยสักนิด
ก็ยังคงเป็นประโยคเดิม ตราบใดที่ไม่มีใครมาพูดต่อหน้า เธอก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เช่นเดียวกับเมื่อวาน เธอไปที่ไปรษณีย์เพื่อส่งจดหมายก่อน
“สหายหลิน คุณซื้อนาฬิกาใหม่เหรอคะ สวยจังเลย” เหลียงอี๋เอ่ยชม
นาฬิกาข้อมือที่ดูธรรมดาๆ แต่พออยู่บนข้อมือของหลินเจาแล้วกลับดูสวยจนเธอเองก็อยากจะซื้อยี่ห้อนี้มาใส่บ้าง
หลินเจายิ้มบางๆ “ขอบคุณค่ะ”
หลังจากคุยกันได้ 2-3 ประโยค เธอก็ออกจากไปรษณีย์ แล้วมุ่งหน้าไปยังอาคารที่พักของโรงงานทอผ้า
ลุงซ่งเข้าทำงานที่โรงงานตั้งแต่ยังอายุ 20 กว่าๆ ทำงานมา 30 กว่าปี จึงได้รับการจัดสรรห้องพักไปนานแล้ว ห้องพักที่ได้มาก็เป็นห้องที่จัดสรรให้ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเทียบกับบ้านของคนอื่นแล้วก็ถือว่าไม่เล็กเลย เป็นห้องแบบ 2 ห้องนอนขนาด 50 กว่าตารางเมตร
ในเวลานี้ ป้าสะใภ้ซ่งกำลังอยู่ที่บ้าน เธอทำงานกะดึก ตอนนี้เพิ่งจะตื่นนอน
พอได้ยินเสียงเคาะประตูก็นึกว่าเป็นสามีกลับมาแล้ว
“อวิ๋นเฉิง ไปเปิดประตูสิลูก”
ซ่งอวิ๋นเฉิงลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ แล้วเดินไปเปิดประตู
ทันใดนั้นเขาก็ยืนนิ่งอึ้งไป
[จบบท]