บทที่ 83: ฟัดได้นะ (1/2)
ณ บ้านใหญ่ตระกูลกู้
พ่อกู้ยังคงก้มหน้าก้มตาคร่ำเคร่งอยู่กับพจนานุกรมเล่มหนาที่เปิดกางอยู่ตรงหน้า การตั้งชื่อให้หลานๆ เป็นภารกิจอันใหญ่หลวงที่สร้างความกลัดกลุ้มให้เขาไม่น้อย
ขั้นตอนของเขานั้นซับซ้อนและพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่การเฟ้นหาตัวอักษรจีนที่มีความหมายเป็นมงคล จากนั้นจึงนำมาผสมผสานกันเป็นชื่อที่ต้องอ่านแล้วรื่นหู คล่องปาก เมื่อได้ชื่อที่พอใจแล้ว ก็ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เขายังต้องนำชื่อนั้นไปปรึกษาผู้ทรงความรู้เพื่อขอความเห็นอีกทอดหนึ่ง
ครั้งที่ตั้งชื่อให้ลูกชายแต่ละคน เขาก็ใช้เวลานานกว่าครึ่งปีเลยทีเดียว
แม่กู้เดินมานั่งลงข้างๆ อย่างเงียบเชียบ สายตาของเธอกวาดมองตัวอักษรจีนตัวเล็กๆ ที่เรียงรายอัดแน่นเต็มหน้ากระดาษจนรู้สึกตาลายไปหมด “สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองฝากมาบอกน่ะ ว่าไหนๆ พ่อก็กำลังตั้งชื่อให้หลานแฝดทั้งสี่คนอยู่แล้ว ก็ช่วยตั้งชื่อให้พวกไหลเม่ยไปด้วยเลยทีเดียว”
พ่อกู้เงียบงันไปนานนับสิบวินาที เขารู้สึกได้ถึงปลายนิ้วที่กำลังจับขอบพจนานุกรมสั่นระริก สมองของเขาหมุนคว้างประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ไหลเม่ย…เถี่ยตั้น…เถี่ยฉุย…แล้วก็อวี๋อวี๋…
รวมกับหลานแฝดอีกสี่คนของบ้านสาม…
นั่นหมายความว่าเขาต้องตั้งชื่อถึงแปดชื่อ!
“แปดคนเลยเหรอ?” เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งจนผิดเพี้ยน
แม่กู้พยักหน้ารับเบาๆ “ค่อยๆ คิดไปก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน”
สีหน้าของพ่อกู้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังในทันที “นี่มันภารกิจที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ฉันคงต้องค้นคว้าให้ละเอียดกว่านี้อีก”
สิ้นคำพูด เขาก็ก้มหน้าลงจดจ่อกับพจนานุกรมเล่มเก่าคร่ำคร่าของเขาอีกครั้ง
“พอเถอะค่ะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ รีบไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเรายังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะนะ” แม่กู้เอ่ยปากเร่งสามีให้ไปพักผ่อน
“คุณไปนอนก่อนเลย” พ่อกู้ตอบโดยไม่หันมามอง เขาเพียงโบกมือปัดๆ แล้วขยับตะเกียงน้ำมันก๊าดให้ห่างออกไป เพื่อไม่ให้แสงไฟรบกวนการนอนของภรรยาบนเตียง ปล่อยให้ลำแสงทั้งหมดสาดส่องลงบนหน้าพจนานุกรมที่เก่าจนเปื่อยยุ่ย
“ขอฉันดูอีกสักแป๊บนะ”
“ก็ได้ค่ะ แต่ก็อย่าลืมดูเวลาด้วยแล้วกันนะคุณ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อย่าหักโหมจนร่างกายทรุดโทรมไปเสียก่อนล่ะ” แม่กู้บ่นอุบอิบสองสามประโยคก่อนจะล้มตัวลงนอน
แน่นอนว่าไม่มีใครอยากยอมรับว่าตัวเองแก่ชรา มือของพ่อกู้ที่กำลังพลิกหน้ากระดาษชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจรู้สึกไม่ค่อยจะยอมรับความจริงนัก เขายังเชื่อมั่นว่าตัวเองยังคงแข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ
เขานั่งจมอยู่กับกองตัวอักษรนานนับชั่วโมง
ในท้ายที่สุด เขาก็ค่อยๆ บรรจงจรดปลายปากกาเขียนตัวอักษรสองสามตัวลงบนแผ่นกระดาษ แม้ลายมือของเขาจะไม่สวยงามวิจิตรนัก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลังและความหนักแน่นของเส้นสาย ทั้งยังเป็นระเบียบเรียบร้อยน่ามอง
เมื่อเขียนเสร็จ เขาก็พับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้อย่างดี ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับไปที่เตียงนอน
แสงตะเกียงดวงสุดท้ายในบ้านใหญ่ดับวูบลง ปล่อยให้ทั้งหมู่บ้านจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันเงียบสงบภายใต้แสงจันทร์นวลใย บรรยากาศอบอุ่นและสงบสุข มีเพียงเสียงกรีดปีกของจิ้งหรีดและจักจั่นในคืนฤดูร้อน กับเสียงร้อง ‘กูกู๊’ ของนกฮูกที่ดังแว่วมาเป็นครั้งคราว
แต่ที่บ้านสามของตระกูลกู้ แสงไฟจากห้องหนึ่งยังคงสว่างไสวอยู่
วงล้อสุ่มรางวัลปริศนาขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหลินเจาค่อยๆ หมุนช้าลงจนหยุดนิ่ง เข็มของวงล้อชี้ไปยังช่องรางวัลที่แคบที่สุดช่องหนึ่ง
‘ขอทีเถอะ! อยากรู้จะแย่แล้วว่าได้อะไร!’
ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังช่องรางวัลนั้นอย่างตื่นเต้น
【พรแห่งทวยเทพ·เชือกแดงเส้นเล็ก x 6 เส้น
ลักษณะภายนอก: ถักทอจากเส้นไหมสีแดงสามเส้นด้วยลายก้างปลาอันประณีต มองเผินๆ อาจดูธรรมดาสามัญ
สรรพคุณ: สามารถป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายมิให้เข้าใกล้ ทั้งยังสามารถต้านทานการโจมตีที่อาจถึงแก่ชีวิตได้หนึ่งครั้ง
วิธีใช้: สวมไว้ที่ข้อมือ】
ภาพของลู่เป่าเจิน เด็กหญิงที่มีท่าทีแปลกประหลาดและน่าขนลุกผุดขึ้นมาในความคิดของหลินเจาทันที
‘ป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ด้วยเหรอ! นี่มันของดีมีประโยชน์สุดๆ ไปเลยนี่นา!’
เธอไม่รอช้า กดปุ่มรับรางวัลทันที
เชือกแดงเส้นเล็กปรากฏขึ้นในมือของเธอทีละเส้น เธอค่อยๆ นำมันไปสวมที่ข้อมือเล็กๆ ของลูกๆ ทั้งสี่คนอย่างเบามือ
จากนั้น เธอก็หยิบอีกเส้นขึ้นมาสวมให้ตัวเอง โดยสวมซ้อนกันกับนาฬิกาข้อมือเรือนสวย ซึ่งมันก็ดูเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนเส้นสุดท้าย เธอตั้งใจเก็บไว้ให้กู้เฉิงหวย
เธอไม่เคยลืมเรื่องราวในนิยายต้นฉบับที่พ่อของลูกๆ ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจลับ และผลลัพธ์คือเขาเสียชีวิตอย่างน่าสลดจนหาร่างไม่พบ
เธอไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนสามี ดังนั้นกู้เฉิงหวยจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเธอ เขาจะต้องมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรงไปจนแก่จนเฒ่า
ต้าไจ่ที่นอนอยู่ข้างๆ เริ่มขยับตัวด้วยความร้อน เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อเห็นว่าหลินเจายังไม่นอน เขาก็พลันตื่นเต็มตา “แม่ครับ?” เด็กชายนั่งชันตัวขึ้นพร้อมกับขยี้ตาเบาๆ
“ตื่นแล้วเหรอลูก? อยากไปเข้าส้วมหรือเปล่า?” หลินเจาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของลูกชายคนโตอย่างอ่อนโยน
“ไม่ไปครับ” ต้าไจ่กะพริบตาถี่ๆ มือเล็กๆ ทั้งสองข้างกุมกันไว้แน่น ก่อนจะขยับก้นน้อยๆ เข้าไปใกล้ผู้เป็นแม่ “ทำไมแม่ยังไม่นอนอีกล่ะครับ?”
“แม่กำลังจะนอนแล้วจ้ะ” ขณะพูด หลินเจาก็หันไปมองลูกชาย “นอนลงดีๆ นะ แม่จะเป่าตะเกียงแล้ว”
ต้าไจ่ขยับตัวกลับไปนอนในท่าเดิมอย่างว่าง่าย
ฝาแฝดชายหญิงนอนหลับปุ๋ยอยู่ด้านในสุดของเตียง ถัดมาคือเอ้อร์ไจ่ที่นอนแผ่หลาไม่สนใจใคร และเมื่อมองถัดมาอีก ก็จะเห็นต้าไจ่นอนตัวตรงแหน่ว แขนทั้งสองข้างวางประสานกันบนหน้าท้องอย่างเรียบร้อย
ดวงตาใสแป๋วคู่นั้นยังคงจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา ภายใต้แสงสีเหลืองนวลของตะเกียง มันกลับทอประกายสุกใสอย่างน่าประหลาด
รอยยิ้มอันอบอุ่นผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินเจา เธอก้มลงเป่าลมดับเปลวไฟในตะเกียง ก่อนจะขยับตัวขึ้นไปนอนบนเตียง
เธอเป็นคนรักความสะอาด บนร่างกายจึงมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดอยู่เสมอ ต้าไจ่สูดกลิ่นหอมนั้นเข้าเต็มปอดเบาๆ พลางเม้มปากยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนที่ร่างกายจะถูกรวบเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของผู้เป็นแม่
“นอนเถอะนะลูก” หลินเจาตบหลังลูกชายเบาๆ เป็นจังหวะ พร้อมกับเอื้อนเอ่ยเล่านิทานก่อนนอนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
ค่ำคืนนั้น แม้ว่าต้าไจ่จะหลับใหลไปแล้ว แต่รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนมุมปากของเขาก็ยังคงไม่จางหายไป
…
ณ หอพักนายทหารในค่ายทหารแห่งหนึ่ง
แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะหนังสือไม้ยังคงสว่างไสว
บนเตียงที่อยู่ไม่ไกลออกไป เสียงกรนของซุนเย่หลี่ดังกระหึ่มเป็นจังหวะขึ้นลง ก้องกังวานไปทั่วทุกตารางนิ้วของห้อง
กู้เฉิงหวยกำลังก้มหน้าอ่านจดหมายในมือ แต่เสียง ‘คร่อก-ฟี้-ปู๊ด’ ที่ดังขึ้นเป็นวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็รบกวนสมาธิของเขาจนยากที่จะจดจ่อได้
นายทหารหนุ่มรูปงามขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เขาควานหาเศษกระดาษฟางแผ่นหนึ่งขึ้นมาขยำเป็นก้อนกลมๆ แล้วยัดเข้าไปในรูหูทั้งสองข้าง
เสียงกรนน่ารำคาญเบาลงไปได้บ้าง ปมที่ขมวดอยู่ระหว่างคิ้วของเขาจึงค่อยๆ คลายออก เขากลับมาตั้งใจอ่านจดหมายในมืออีกครั้ง
[ถึงพ่อของลูกๆ ฉันได้งานทำแล้วนะ!!!]
นั่นคือประโยคแรก
เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ใส่มาถึงสามตัวบ่งบอกถึงความตื่นเต้น ดีใจ และภาคภูมิใจของเธอได้อย่างชัดเจน
กู้เฉิงหวยเผลอยิ้มออกมาเบาๆ
‘อยากทำงานแล้วทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรกล่ะ’
[คุณพูดถูกเผงเลยค่ะ! อยากได้งานก็ต้องสอบก่อน แต่โชคดีที่ฉันผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เรื่องแค่นี้ไม่ทำให้ฉันหวั่นไหวเลยสักนิดเดียว พอสอบเสร็จ ฉันก็จัดการย้ายทะเบียนปันส่วนธัญพืชและน้ำมันเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป ฉันก็มีทะเบียนบ้านเป็นคนในเมืองเต็มตัวแล้วนะ! แล้วลูกๆ ทั้งสี่คนของเราก็กลายเป็นเด็กเมืองไปแล้วด้วย!]
[ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ดีใจกันยกใหญ่เลยล่ะค่ะ วิ่งอวดไปทั่วหมู่บ้านตั้งสองวันเต็มๆ!
(พร้อมกับภาพวาดลายเส้นง่ายๆ รูปชูสองนิ้วประกอบ)]
‘แม่ของลูกๆ เองก็คงจะวิ่งอวดไปกับเขาด้วยเหมือนกันสินะ’
รอยยิ้มในดวงตาของกู้เฉิงหวยยิ่งเด่นชัดขึ้นขณะที่เขาอ่านต่อไป
[อ้อ! ฉันเอาของขวัญขอบคุณไปให้สหายร่วมรบของคุณแล้วนะคะ…]
ตรงส่วนนี้เธอไม่ได้เขียนบรรยายออกมาตรงๆ แต่เลือกที่จะวาดเป็นภาพลายเส้นง่ายๆ แทน ซึ่งมีเพียงไม่กี่ขีด
คนทั่วไปคงดูไม่ออกว่ามันคือภาพอะไร
แต่กู้เฉิงหวยรู้ดี
ไก่หนึ่งตัว ปลาหนึ่งตัว นมผงมอลต์สกัดหนึ่งกระป๋อง บุหรี่หนึ่งซอง และลูกอมอีกหนึ่งห่อ
ระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกอันอ่อนไหวถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขา ทุกเหลี่ยมมุมของความแข็งกร้าวและคมคายพลันอ่อนโยนลงในบัดดล
‘บุญคุณครั้งนี้ เขาจะต้องหาทางตอบแทนให้ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ไม่รู้ว่าเจาเจาของเขาต้องลำบากลำบนแค่ไหนกว่าจะหาของดีๆพวกนั้นมาได้มากมายขนาดนี้’
[สหายกู้คะ คุณยอดเยี่ยมที่สุดเลย! ตลอด 6 ปีที่เราแต่งงานกันมา ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่วินาทีเดียว การที่ได้แต่งงานกับคุณ…มันเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันจริงๆ!]
“?”
กู้เฉิงหวย: ‘เดี๋ยวนะ แล้วคุณคิดจะไปแต่งงานกับใครอีกล่ะ?!’
[ถ้าคุณได้วันหยุดพักร้อนเมื่อไหร่ ก็กลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างนะคะ วันนี้ฉันเห็นดอกทานตะวันริมทางบานสะพรั่งเลยค่ะ พวกมันเองก็คงกำลังคิดถึงคุณอยู่เหมือนกันนะ]
วิธีการเขียนจดหมายของหลินเจาไม่เคยเป็นไปตามแบบแผนหรือยึดติดกับรูปแบบที่ตายตัว เธอคิดอะไรออกก็เขียนลงไปอย่างนั้น สะท้อนตัวตนของเธอที่เป็นคนรักอิสระ สดใส และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
หัวใจของกู้เฉิงหวยราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง มุมปากของเขายกโค้งสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจห้ามได้
เขาทอดสายตามองปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนังตรงหน้า
อีกไม่นานแล้ว
[จบบท]