บทที่ 85: จะโชคร้ายนะ (1/2)
“แม่ครับ” เอ้อร์ไจ่โผเข้ากอดหลินเจาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ทำเอาของในมือเธอเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น
“ค่อยๆ สิลูก ถ้ามันตกลงพื้นไปลูกก็เก็บเองนะ” หลินเจาเอ็ดพลางหัวเราะเบาๆ
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเจืออยู่ในน้ำเสียงของแม่ เอ้อร์ไจ่ก็รู้ทันทีว่าเธอไม่ได้โกรธ ความเกร็งจึงคลายลง เขารีบเข้าไปช่วยถือของอย่างเอาใจ “แม่ครับ ผมช่วยถือเอง” สายตาเล็กๆ จับจ้องไปที่ตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กที่คุ้นเคย ดวงตาของเขาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์
ต้าไจ่อยากจะช่วยแม่ถือถุงข้าวสาร แต่หลินเจาปฏิเสธ “อันนี้มันหนัก อย่ามายุ่งเลย เดี๋ยวจะหล่นทับเท้าเอา”
“ถ้างั้นแม่เดินช้าๆ นะครับ” ต้าไจ่ทำหน้าเป็นห่วงพลางเอามือประคองก้นถุงข้าวสารไว้
“แม่ไม่เป็นไรหรอก แม่เป็นผู้ใหญ่นะ ข้าวแค่นี้แม่ยกไหวอยู่แล้ว” หลินเจาถือถุงข้าวด้วยมือเดียว ส่วนอีกมือก็เอื้อมไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของต้าไจ่เบาๆ จนเด็กชายคิ้วหายขมวด
“ของเยอะจังเลยครับ” เอ้อร์ไจ่คุ้ยของในตะกร้า พอเห็นของแปลกตาก็ร้องอุทานออกมาเสียงดังครั้งแล้วครั้งเล่า
“แม่ นี่อะไรครับ” มือขวาของเขายกผลไม้สีเหลืองลูกเล็กๆ ขึ้นมา มันเล็กกว่ากำปั้นของเขาเสียอีก ผลสีเหลืองอร่ามส่งกลิ่นหอมฟุ้งที่เขาเองก็บรรยายไม่ถูก
“ส้มแมนดารินจ้ะ ปอกเปลือกแล้วก็กินได้เลย” เสียงของหลินเจาอ่อนโยน
เอ้อร์ไจ่พยักหน้ารับแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ ก่อนจะลงมือใช้เล็บจิกเปลือกส้มอย่างไม่ปรานีจนน้ำสีทองกระเด็นเข้าตา เขาเผลอยกมือขึ้นขยี้ แต่ก็ถูกหลินเจาคว้าไว้ได้ทัน
“มือเปื้อนน้ำส้มหมดแล้ว อย่าเอาไปขยี้ตา เดี๋ยวแม่ล้างตาให้” เธอฉวยส้มจากมือเอ้อร์ไจ่ไปวางไว้ข้างๆ แล้วจูงมือเขาไปล้างหน้า
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่ระคายเคืองจนน้ำตาไหล แต่ปากก็ยังเถียง “ล้างแค่ตาก็พอครับแม่ อย่าล้างหน้าผมนะ ผมเพิ่งทาครีมหอมๆ ไปเอง” ถ้าต้องทาใหม่อีกรอบ เขาคงเสียดายแย่
“ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวพอใช้หมดแล้วแม่จะซื้อให้ใหม่” หรือไม่แน่ว่าอีกไม่นานเธออาจจะสุ่มรางวัลได้อีก
เอ้อร์ไจ่ทำหน้าเหมือนจะขาดใจ “มันต้องใช้เงินนะครับ” เขาแย้ง “แล้วเรายังต้องซื้อจักรยานอีกไม่ใช่เหรอ ปู่บอกว่าจักรยานแพงมากๆ เลยนะ ตั้งร้อยกว่าหยวนแน่ะ”
“เงินพอจ้ะ แม่บอกแล้วไงว่าพ่อของลูกส่งเงินมาให้แล้ว เงินก้อนนั้นพอสำหรับซื้อจักรยานกับนาฬิกาข้อมือ” หลินเจาบอกกับลูกชายที่รู้จักกังวลเรื่องปากท้องตั้งแต่ยังเล็ก
“เราจะไม่อดตายใช่ไหมครับ” เอ้อร์ไจ่ถามด้วยสายตาจริงจัง
“...ไม่หรอกจ้ะ”
เขาก้มมองรองเท้าคู่ใหม่ของตัวเองแล้วถามต่อ “แล้วเราจะมีรองเท้าใหม่ๆ ใส่กันอีกไหมครับ”
“มีสิ ไม่ใช่แค่รองเท้าใหม่นะ แต่พอถึงตอนที่พวกหนูเข้าโรงเรียน แม่จะซื้อกระเป๋าสะพายสีเขียวมีรูปดาวแดงให้คนละใบเลย” หลินเจานึกถึงกระเป๋าเด็กสองใบที่เคยสุ่มได้ขึ้นมาจึงให้คำมั่นสัญญา
“ใช่ใบเดียวกับที่พี่ปังปังสะพายหรือเปล่าครับ” เอ้อร์ไจ่ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความลำบากของการไปโรงเรียน น้ำเสียงของเขาจึงเจือด้วยความตื่นเต้น
หลินเจารู้ดีว่ากระเป๋าของปังปังเป็นแบบไหน มันทำมาจากเศษผ้ามาเย็บปะติดปะต่อกัน
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” เธอมองดูเวลาแล้วเห็นว่ายังเช้าอยู่จึงเอ่ยถาม “อยากเห็นไหมล่ะ”
เอ้อร์ไจ่พยักหน้าหงึกๆ ส่วนต้าไจ่ก็เสริมขึ้นมาว่า “อยากเห็นครับ”
“รอก่อนนะ” หลินเจาเช็ดหน้าให้ลูกชายจนแห้งสนิท แล้วเดินกลับเข้าห้องไปหยิบกระเป๋าออกมา
เพียงครู่เดียว เธอก็กลับมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายใบเล็กสีเขียวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองใบ ที่ด้านหน้าปักรูปดาวห้าแฉกสีแดงสด เอ้อร์ไจ่วิ่งเข้าไปรับกระเป๋ามาทาบกับลำตัวแล้วยิ้มกว้างจนแก้มปริ “พี่ ดูผมสิ หล่อไหม”
ต้าไจ่พยักหน้ารับอย่างเอาใจ “หล่อมาก”
หลินเจาปล่อยให้ลูกชายทั้งสองตื่นเต้นกันไป เธอหันไปให้อาหารต้าหวงกับหู่โพก่อน แล้วจึงหยิบเค้กสวิสโรลที่เพิ่งสุ่มได้ออกมาพร้อมกับนมสดสามกล่องเพื่อเป็นอาหารเช้า
“เลิกเล่นกระเป๋าได้แล้ว ตื่นกันแต่เช้าแบบนี้ มากินอะไรกับแม่ก่อนเร็ว”
เอ้อร์ไจ่สะพายกระเป๋าเดินอกผายไหล่ผึ่งเข้ามาหาอย่างองอาจ “แม่ครับ ผมหล่อไหม”
หลินเจาถึงกับจนปัญญาให้กับนิสัยขี้อวดของลูกชายคนนี้ แววตาของเธอฉายแววระอาใจ “หล่อจ้ะ” พอเหลือบไปเห็นแววตาคาดหวังเล็กๆ ของต้าไจ่ เธอก็ชมต่อว่า “ต้าไจ่ก็หล่อเหมือนกันนะ”
เด็กทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้แล้วแกว่งขาไปมาอย่างมีความสุข
“แม่ครับ แม่ไม่ต้องเก็บกระเป๋าคืนได้ไหม วันนี้ผมอยากสะพายมัน” เอ้อร์ไจ่บอกความต้องการของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
หลินเจาอยากให้ต้าไจ่กล้าแสดงออกอย่างนี้บ้าง เธอจึงมองเขาด้วยสายตาให้กำลังใจ
ต้าไจ่กำสายกระเป๋าแน่นขึ้น ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมา “แม่ครับ ผมก็อยากสะพายวันนี้เหมือนกัน จะเอาไว้ใส่ลูกอมกับส้มที่แม่ให้ครับ”
“ได้สิจ๊ะ” หลินเจาตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยน “ในเมื่อพวกหนูขอกันขนาดนี้ จะให้ก่อนก็ไม่เห็นเป็นไร งั้นก็สะพายกันได้เลย”
“แม่ใจดีที่สุดในโลกเลย”
“ขอบคุณครับแม่”
เด็กทั้งสองลูบไล้กระเป๋าใบใหม่อย่างมีความสุข ก่อนจะหันมาสนใจอาหารบนโต๊ะ
“แม่ครับ แล้วนี่อะไรอีกเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่ผู้ปากไวชี้ไปที่ขนมแท่งยาวๆ บนโต๊ะแล้วถามด้วยความสงสัย
หลินเจาเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน แต่บนหีบห่อมีตัวอักษรเขียนไว้ “เค้กสวิสโรลกับนมจ้ะ”
“ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย” เอ้อร์ไจ่บอกตามตรง
“แม่ก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเหมือนกัน เรามาลองชิมกันดูนะ กลิ่นมันหอมหวานขนาดนี้ รสชาติต้องดีแน่ๆ” หลินเจาแบ่งเค้กสวิสโรลให้ลูกชายคนละชิ้นกับนมอีกคนละกล่อง
เธอเป็นคนแรกที่กัดเข้าไป เนื้อเค้กนุ่มฟูจนแทบละลายในปาก รสชาติหอมหวานกลมกล่อม
“อร่อยมากเลย รีบกินสิลูก แม่ว่าพวกลูกต้องชอบแน่ๆ”
ทั้งหอมทั้งนุ่ม เด็กทั้งสองชอบมันมากจริงๆ พวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนมีเศษขนมติดเต็มใบหน้า ทำไมถึงมีของอร่อยแบบนี้บนโลกด้วยนะ! เด็กทั้งสองร้องตะโกนก้องอยู่ในใจ พอดื่มนมตามเข้าไปอีกอึก ชีวิตมันช่างดีอะไรอย่างนี้
หลังอาหารเช้า หลินเจาต้องไปทำงาน ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่จึงเรียกต้าหวงและอาสาไปส่งเธอที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เห็นภาพอบอุ่นนี้ต่างก็พากันยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ จะไปทำงานกับแม่เหรอ”
“ยังพกต้าหวงกับหู่โพมาด้วยนะเนี่ย ขบวนของพวกเธอนี่คึกคักกันจริงๆ” ทุกคนต่างพากันหยอกล้อฝาแฝดบ้านกู้
เอ้อร์ไจ่อุ้มหู่โพไว้ในอ้อมแขน เดินยืดอกตรงไปข้างหน้าสองสามก้าว ท่าเดินไม่สนใจใครแบบนี้หลินเจาคุ้นเคยดี เขากำลังจะเริ่มอวดของดี และก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้ เอ้อร์ไจ่เอียงตัวเล็กน้อย มือหนึ่งอุ้มหู่โพไว้ ส่วนอีกมือก็ตบกระเป๋าสะพายใบใหม่ของตัวเองเบาๆ แล้วหันไปยิ้มให้คนที่ทักทาย “คุณลุงครับ ดูกระเป๋าของผมสิ ผมกับพี่มีคนละใบเลยนะ แม่ซื้อให้พวกเรา”
ชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังแบกจอบจะไปทำงานพยักหน้า “สวยจ้ะ สวยจริงๆ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมแกมทอดถอนใจ “ครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ก็มีเงินมีทองแบบนี้แหละนะ แม่ของเธอทำงานที่สหกรณ์ จะซื้อของให้ก็สะดวกสบายหน่อย”
เมื่อเห็นว่าต้าหวงกับหู่โพไม่ได้มีสภาพผอมโซของหมาจรจัดอีกต่อไป กลับดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น น้ำเสียงของเขาก็เจือไปด้วยความอิจฉา “นี่ขนาดต้าหวงกับลูกของมันยังพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยเลยนะเนี่ย”
ต้าหวงทำราวกับฟังรู้เรื่อง มันเห่าตอบรับหนึ่งครั้ง หู่โพจึงเห่าตาม ทำให้ชายคนนั้นยิ่งรู้สึกซับซ้อนในใจ
เอ้อร์ไจ่ดีใจมากที่ถูกชม เขายื่นเท้าไปข้างหน้าอีก “คุณลุงครับ แม่ยังซื้อรองเท้าแตะให้พวกเราด้วยนะ นี่เป็นแบบที่ทันสมัยที่สุดในอำเภอเลย คุณลุงว่าสวยไหมครับ” ขณะพูดเขาก็เงยหน้ามองคุณลุงคนนั้นด้วยสายตาคาดหวัง
“สวยสิจ๊ะ” ชายคนที่ถูกอวดใส่เต็มๆ เป็นคนอารมณ์ดีและอ่อนโยนกับทุกคน เขารู้ว่าเอ้อร์ไจ่อยากได้ยินอะไรจึงพูดเอาใจ “แม่ของเธอคงเอาเงินเดือนเดือนนี้มาซื้อของให้พวกเธอหมดแล้วล่ะสิ เขาดีกับพวกเธอจริงๆ เลยนะ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่อยากฟัง เอ้อร์ไจ่ก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข ตัวพองโตราวกับมีดวงอาทิตย์ร้อยดวงส่องสว่างอยู่ภายใน เขาล้วงหยิบลูกอมผลไม้ที่สะสมไว้ออกมาเม็ดหนึ่งแล้วยื่นให้ชายคนนั้นอย่างใจกว้าง “คุณลุงครับ ผมให้ลูกอม”
ต้าไจ่เผลอมองไปที่แม่ของเขาทันที แต่หลินเจาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะอย่างที่เธอเคยบอกไว้ ของทุกอย่างที่เธอให้ลูกๆ ไปแล้ว พวกเขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะจัดการมัน จะกินเอง เก็บไว้ หรือแบ่งปันให้เพื่อนๆ ก็สุดแล้วแต่พวกเขา
ชาวบ้านคนนั้นไม่คาดคิดว่าจะได้ลูกอมจากเด็กตัวเล็กๆ เขาถึงกับยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ พอได้สติอีกที เอ้อร์ไจ่กับแม่และพี่ชายก็เดินไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
“เหอะ” เขายิ้มกับตัวเองแล้วรีบเดินกลับบ้านเพื่อนำลูกอมไปให้ลูกชาย
ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายวาววับ เขาไม่กล้ากินมัน แต่กำลูกอมไว้ในมือแน่นแล้วถามอย่างดีใจ “พ่อครับ พ่อไปเอาลูกอมมาจากไหนเหรอ”
“เอ้อร์ไจ่ให้พ่อมา” ชายคนนั้นตอบ
“พี่น้องฝาแฝดนั่นเอง” เด็กชายพูดอย่างร่าเริง ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ตัวติดกันเป็นเงาตามตัว จนเด็กๆ ในหมู่บ้านพากันเรียกพวกเขาว่าฝาแฝด “ตั้งแต่แม่ของพวกเขามาดูแล พวกเขาก็มีลูกอมกินไม่เคยขาดเลย เมื่อวานซืนพวกเขายังแบ่งให้พวกเราหนึ่งเม็ด พวกเราต้องเอาไปละลายน้ำแล้วแบ่งกันชิมคนละอึก มันหวานมากเลย แต่วันนี้ผมได้กินทั้งเม็ดเลย มีความสุขที่สุด”
ลูกอมเพียงเม็ดเดียวก็สามารถสร้างความสุขให้เด็กๆ ได้นานหลายวัน ชายคนนั้นรู้สึกสะท้อนใจ “พ่อจะตั้งใจทำงานเก็บคะแนนงานให้มากๆ พอถึงตอนนั้นจะไปซื้อลูกอมที่สหกรณ์ให้ลูกเลยหนึ่งจิน”
“ครับพ่อ พ่อเก่งที่สุดเลย” ในสายตาของเด็ก พ่อของเขานั้นสูงใหญ่และเก่งกาจเสมอ
[จบบท]