บทที่ 86: จะโชคร้ายนะ (2/2)
หลังจากที่เอ้อร์ไจ่อวดของใหม่จนเป็นที่พอใจ ไม่นานเรื่องที่หลินเจาซื้อกระเป๋านักเรียนและรองเท้าแตะให้ลูกๆ ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองพลการผลิต
บรรดาแม่สามีหลายคนจึงตั้งใจแวะไปพูดจากระทบกระเทียบให้แม่กู้ฟัง
“แม่เฉิงหวย ได้ยินว่าสะใภ้สามของเธอใช้เงินให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ไปไม่ใช่น้อยเลยนะ ทั้งกระเป๋า ทั้งรองเท้าแตะ พวกเราคนบ้านนอกบ้านนา กระเป๋านักเรียนก็ใช้เศษผ้าเย็บเอาก็พอแล้ว รองเท้าผ้าที่ทำเองก็ใส่สบายจะตาย ไม่เห็นต้องไปซื้อให้เปลืองเงินเปล่าๆ เลย”
“นั่นสิ แม่เฉิงหวย เธอเป็นแม่สามีนะ ต้องคอยดูแลเรื่องนี้บ้าง ถ้าเธอไม่ห้ามปราม เงินเดือนที่เฉิงหวยหามาอย่างยากลำบากได้ถูกผลาญหมดกันพอดี”
“เด็กตัวกะเปี๊ยกจะซื้อรองเท้าแตะไปทำไมกัน เด็กซนอย่างกับลิงจะตามใจขนาดนั้นได้ยังไง”
แม่กู้เพิ่งชงนมให้ซานไจ่กับซื่อไจ่เสร็จ เธอกำลังป้อนนมหลานชายหลานสาวฝาแฝดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรัก พร้อมกับวางแผนในใจว่าอีกสองชั่วโมงจะกลับมาทำไข่ตุ๋นให้พวกเขา แต่แล้วจู่ๆ ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงบ้านหลายคน ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากถามว่ามีธุระอะไร พวกเขาก็รุมกันตำหนิสะใภ้สามของเธอไม่หยุดปาก
แม่กู้ใช้ผ้าขี้ริ้วปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อผ้าของเธอ เธอโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา แต่ก็ยังคงตีสีหน้านิ่งเฉยไว้
“บ้านสามแยกออกไปแล้ว สะใภ้สามเป็นคนดูแลจัดการทุกอย่าง เงินเดือนของเฉิงหวย เธออยากจะใช้ยังไงก็เรื่องของเธอ” เธอกล่าวต่อ “อีกอย่าง แม่ของต้าไจ่ก็มีการศึกษาสูง หาเงินเองได้ เธอเต็มใจจะซื้อของให้ลูกๆ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดหรอกนะ”
“ถึงฉันจะยังไม่เห็นของจริง แต่กระเป๋านักเรียนกับรองเท้าของสหกรณ์มันก็ไม่เหมือนกับของที่ทำเองอยู่แล้ว ฉันยังยืนยันคำเดิม แค่สะใภ้สามมีความสุขก็พอแล้ว”
ต่อหน้าคนนอก แม่กู้แยกแยะเรื่องในบ้านกับเรื่องนอกบ้านได้เสมอ และเธอก็จะปกป้องคนในครอบครัวของตัวเองเสมอ แม้ว่าในใจจะแอบกังวลอยู่บ้างก็ตาม
กลุ่มคนที่ตั้งใจมาเสี้ยมให้เกิดเรื่องไม่เห็นภาพที่อยากเห็นจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เธอพูดจามีเหตุมีผลไปซะทุกอย่าง พวกเราก็แค่หวังดีเท่านั้นแหละ” หญิงชราที่เป็นหัวโจกเริ่มบ่นแม่กู้
อย่างไรเสียก็เป็นคนที่รู้จักกันมาหลายสิบปี แม่กู้จึงยอมให้ทางลง “ใช่ๆ ฉันรู้ว่าพวกเธอหวังดี แต่บ้านฉันก็แยกบ้านกันไปแล้ว เรื่องของบ้านสามฉันไปยุ่งเกี่ยวมากไม่ได้หรอก ลูกหลานก็มีบุญวาสนาของตัวเอง ปล่อยให้เธอจัดการไปเถอะ” มีเฉิงหวยคอยหนุนหลังอยู่ทั้งคน อนาคตของบ้านสามคงไม่ลำบากหรอก
หญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอย่างคล่องแคล่วเอ่ยขึ้น “สะใภ้ของเฉิงหวยโยนลูกสี่คนมาให้เธอแบบนี้เลยเหรอ ไม่ได้ให้อะไรตอบแทนบ้างเลยหรือไง”
แม่กู้ยิ้ม “ทำไมจะไม่ให้ล่ะ สะใภ้สามเพิ่งให้ผ้ามา บอกว่าจะให้ฉันเอาไปตัดเสื้อกันหนาว เป็นผ้าลูกฟูกเนื้อดีเชียวนะ จับดูแล้วนุ่มสบายมือมาก” เดิมทีเธอตั้งใจจะรอให้อากาศเย็นลงแล้วค่อยใส่ไปอวด แต่ในเมื่อพวกเขาถามขึ้นมาเอง จะบอกก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
หญิงชราที่กำลังเย็บพื้นรองเท้าได้ฟังก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจ เธอก็มีลูกสะใภ้ตั้งหลายคน แต่พวกนั้นไม่เคยให้แม้แต่เข็มเล่มเดียว
“แค่เสื้อกันหนาวตัวเดียวเองเหรอ” เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจ “ลูกตั้งสี่คนนะ แค่เรื่องกินเรื่องอยู่ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ได้ยินมาว่าพนักงานขายเงินเดือนตั้ง 24 หยวนแน่ะ เขาไม่ได้บอกว่าจะให้เธอสักห้าหยวนสิบหยวนบ้างเหรอ”
ห้าหยวน สิบหยวนเหรอ แม่กู้ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ ช่างกล้าพูดออกมาได้นะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่ลูกสะใภ้ของพวกเธอไม่ได้ทำงานนี้ ไม่อย่างนั้นคงได้ทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด เป็นวัวเป็นม้าให้พวกเธอใช้
“ดูแลหลานแท้ๆ ของตัวเอง จะมาพูดเรื่องเงินทองอะไรกัน” แม่กู้กล่าว “เฉิงหวยทำงานหนักอยู่ข้างนอก ฉันก็แค่อยากจะช่วยดูแลหลังบ้านให้เขา ให้เขาได้ทำงานในกองทัพอย่างสบายใจ อย่างอื่นฉันไม่ต้องการหรอก” การที่ลูกสะใภ้ได้เป็นพนักงานขายเป็นเรื่องน่าภูมิใจขนาดนี้ เธอจะไปถ่วงความเจริญของลูกได้อย่างไร
หญิงชราอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย “เธอคิดแบบนี้ก็ถูกแล้วล่ะ ฉันว่าสะใภ้สามบ้านเธอดูดีขึ้นเยอะเลยนะ ดูแลเอาใจใส่ต้าไจ่กับพวกดีขึ้น อนาคตจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่”
แม่กู้ยิ้มกว้างจนริ้วรอยที่หางตาซ้อนกันเป็นชั้นๆ โอ๊ย คำพูดแบบนี้สิที่เธอชอบฟัง
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขของเด็กๆ ก็ดังมาจากนอกประตูบ้าน จากนั้นต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็วิ่งเข้ามา
“ย่าครับ ดูสิว่าผมเอาอะไรมาฝาก” เอ้อร์ไจ่ยังอยู่ห่างออกไปหลายเมตร แต่เสียงใสกังวานของเขาก็ดังมาถึงหูของแม่กู้ก่อนแล้ว
“อะไรเหรอลูก” แม่กู้ยิ้มถาม
เมื่อหลานชายเดินเข้ามาใกล้ เธอก็เห็นรองเท้าแตะคู่สวยที่เท้าของเอ้อร์ไจ่กับกระเป๋านักเรียนใบใหม่ที่เขาสะพายอยู่ มันช่างดูดีและทำให้หลานชายของเธอดูสง่าขึ้นเป็นกอง เงินที่จ่ายไปคุ้มค่าจริงๆ
เอ้อร์ไจ่เห็นว่าในบ้านมีแขกอยู่ด้วยก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาไล่ทักทายทุกคน ก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบของให้ย่าของเขา
“ย่าครับ แบมือหน่อย” เขาบอก
แม่กู้แบมือออกอย่างว่าง่าย เอ้อร์ไจ่วางลูกอมนมตรากระต่ายขาวหนึ่งเม็ดลงบนฝ่ามือของเธอ ตามด้วยส้มแมนดารินลูกเล็กอีกหนึ่งลูก และเค้กสวิสโรลอีกสองชิ้น
“ย่าครับ ผมให้ย่าหมดเลย” เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
แม่กู้รู้ดีว่าของเหล่านี้หลินเจาเตรียมไว้ให้สองพี่น้อง แต่การที่หลานชายยอมแบ่งให้เธอก็ทำให้หญิงชรารู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
“ให้ย่าทำไมล่ะลูก พวกหนูกินกันเถอะ” เธอกำลังจะยัดของคืนให้เอ้อร์ไจ่
แต่เด็กชายเบี่ยงตัวหลบ “ผมกับพี่ปรึกษากันแล้วครับ หลายวันนี้ย่าเหนื่อยดูแลพวกเรา นี่เป็นของขวัญจากพวกเรา ย่าต้องรับไว้นะครับ” เขาพูดจาฉะฉานเหมือนผู้ใหญ่ตัวเล็ก
ต้าไจ่ก็ช่วยพูดเสริม “ขนมม้วนกลมๆ นั่นพวกเรากินกันไปเมื่อเช้าแล้วครับ สองชิ้นนี้เก็บไว้ให้ย่าโดยเฉพาะเลย มันทั้งหวานทั้งนุ่มทั้งหอม ย่าต้องชอบแน่ๆ ครับ” ขนมม้วนกลมๆ ที่เขาว่าก็คือเค้กสวิสโรลนั่นเอง และต่อหน้าบรรดาหญิงชรา เขาก็ไม่ลืมที่จะพูดให้แม่ดูดี “แม่ของผมก็รู้เรื่องนี้ครับ”
คราวนี้บรรดาหญิงชราที่มาบ้านกู้ก็หาเรื่องติอะไรไม่ได้อีก ของที่เรียกว่าขนมม้วนกลมๆ นั่นดูแล้วราคาคงไม่ถูก แค่อยู่ห่างๆ ยังได้กลิ่นหอมหวานลอยมาเตะจมูก
แม่กู้รับของไว้แล้วยิ้มอย่างมีความสุข “ได้เลยจ้ะ ย่าจะรับไว้นะ เดี๋ยวจะแบ่งกับปู่คนละอัน” แล้วเธอก็พูดต่อ “กินขนมของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่แล้ว ปู่ของพวกหนูจะได้ตั้งชื่อที่ไพเราะที่สุดให้พวกหนูไง”
สองพี่น้องยิ้มจนตาหยี
หญิงชราคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย “หมายความว่ายังไง พ่อของเฉิงหวยจะตั้งชื่อให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เหรอ”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ” แม่กู้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เขาจะตั้งชื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่คนเลย แล้วก็ชื่อของเถี่ยตั้นกับพวกนั้นอีก... ก็ต้องให้ปู่ของพวกเขาเป็นคนตั้งให้”
“แล้วบ้านเฉิงหวยเขายอมเหรอ”
แม่กู้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ทำไมจะไม่ยอมล่ะ ก็สะใภ้สามเป็นคนเสนอเรื่องนี้เองเลยนะ”
นี่มันอะไรกัน... สะใภ้ของเฉิงหวยคนนั้นเหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย บรรดาหญิงชราต่างพึมพำกันเอง เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่กู้ พวกเธอก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ ใครจะไปคิดว่าสะใภ้ขี้เกียจคนนั้นจะกลายมาเป็นพนักงานขายของสหกรณ์ได้ ตอนนี้แม่ของเฉิงหวยเดินไปไหนมาไหนก็ดูมีสง่าราศีขึ้นเป็นกอง
หญิงชราที่ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นมากที่สุดไม่อยากเห็นใบหน้าอิ่มเอมใจของแม่กู้อีกต่อไปจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วงานแต่งงานของบ้านลู่ เธอจะไปเมื่อไหร่ล่ะ”
“ตอนเที่ยง” แม่กู้ตอบ
“ตอนเช้าไม่ไปช่วยงานเหรอ เห็นว่ามีขบวนรับเจ้าสาวด้วยนะ”
แม่กู้เตรียมข้ออ้างไว้เรียบร้อยแล้ว “ช่วยไม่ได้หรอก ที่บ้านมีเด็กๆ ตั้งหลายคน ฉันต้องคอยดูแลพวกเขา” ขณะพูดเธอก็เช็ดคราบนมรอบปากให้ซื่อไจ่
ซื่อไจ่ยิ้มหวานแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “ดู…หนู”
แม่กู้ถอดผ้ากันเปื้อนที่คอของเด็กหญิงออกแล้วยิ้ม “ใช่จ้ะ ต้องดูแลสมบัติของย่านี่แหละ”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงตอนเที่ยง แม่กู้ไปช่วยงานที่บ้านลู่โดยไม่ได้พาลูกๆ ทั้งสี่ไปด้วย
ทันทีที่เธอเหยียบย่างเข้าประตูบ้านลู่ เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่มัดผมแกละสองข้างและสวมเสื้อกั๊กสีแดงก็วิ่งเข้ามาหา เธอมองไปข้างหลังแม่กู้ พอไม่เห็นต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ สีหน้าก็สลดลงทันที
“พี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่ไปไหนคะ” ลู่เป่าเจินเงยหน้าขึ้นถาม
แม่กู้ตอบส่งๆ ไปว่า “พวกเขายุ่งอยู่น่ะจ้ะ”
“แล้วหนูไปหาพี่ต้าไจ่กับพี่เอ้อร์ไจ่ได้ไหมคะ” ลู่เป่าเจินเอียงคอถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
แม่กู้ถึงกับงง ไม่เคยเจอเด็กแบบนี้มาก่อน เรื่องแค่นี้ต้องถามด้วยเหรอ เธอเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก จึงปฏิเสธแทนต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ไปว่า “ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่กำลังช่วยดูแลน้องๆอยู่ ไม่มีเวลาเล่นกับหนูหรอกนะ ไว้เป็นวันหลังแล้วกัน”
พูดจบเธอก็เดินเข้าไปช่วยงานในบ้าน
ลู่เป่าเจินยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาของเธอพลันมืดสนิท ไม่กะพริบอยู่นาน เธอมองตามแผ่นหลังของแม่กู้ไปแล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอาฆาตแค้นซึ่งไม่สมกับวัยของเธอเลยแม้แต่น้อย
“ปฏิเสธหนู จะโชคร้ายนะ” เสียงของเธอหวานใสและนุ่มนวล
ในวินาทีต่อมา
“โครม!!”
เก้าอี้ล้มระเนระนาด กะละมังบนโต๊ะ ชาม และจานร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำ ก่อนจะมีเสียงดัง ‘ปัง’ ตามมาอีกครั้ง
แล้วก็มีคนตะโกนลั่น “ป้ากู้…!!”
[จบบท]